Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

โบรกฯ เชียร์หุ้นขาขึ้น! กลุ่มพื้นฐานปึ้ก รายได้ดี ปันผลสูง


     เห็นดัชนีตลาดหุ้นดีวันดีคืนแบบนี้  ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  (ตลท.)  นักวิเคราะห์และนักลงทุนเริ่มหน้าบาน

     โดยนับตั้งแต่ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์เมื่อวันที่  16  เม.ย.ที่ผ่านมา  ดัชนีก็บวกไปแล้วเกือบ  80  จุด  ขณะที่มูลค่าการซื้อขายก็เพิ่มขึ้น  จากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่  6-7  พันล้านบาทต่อวัน  ก็ปรับขึ้นมาอยู่ที่  1  หมื่นกว่าล้านบาทต่อวันแทน  จะไม่ให้เหล่านักลงทุนชื่นใจได้อย่างไร

     ดัชนีตอนนี้ปรับขึ้นไปเกิน   500  จุด  จากที่อืดอาดติด  400  จุดกว่าๆ  มานาน  ดันอย่างไรก็ไม่พ้น  400  จุดเสียที  ขณะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักยังไม่มีการปรับเป้าประมาณการดัชนีสิ้นปีนี้  แต่คาดการณ์ว่าดัชนีมีโอกาสเคลื่อนไหวแตะระดับ  600  จุด

     นายเดชา  แปงคำ  กรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจค้าหลักทรัพย์  บริษัทหลักทรัพย์  บีฟิท  จำกัด  (มหาชน)  หรือ  BSEC  มองว่า  บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาสที่   2/2552   หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว  ประกอบกับดัชนีปรับขึ้นอย่างต่อนื่อง   และมีวอลุ่มเข้ามาอย่างหนาแน่น  ดังนั้นจึงคาดว่าวอลุ่มเทรดเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่  15,000  ล้านบาท/วัน   ลดลงจากปีก่อนที่  16,000-18,000  ล้านบาท/วัน  ส่วนดัชนีประเมินว่าจะอยู่ที่  550-600  จุด

     นายชนะชัย  จุลจิราภรณ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บล.โกลเบล็ก  เชื่อว่าขณะนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดที่ระดับ  380  จุดไปแล้ว  ซึ่งในระยะต่อไปมองว่าตลาดหุ้นจะมีลักษณะแกว่งตัวเพิ่มขึ้น   ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่  500-600  จุด  ซึ่งการเติบโตหลักๆ  มาจากปัจจัยในประเทศ

     ส่วนจีดีพีของประเทศไทยในปีนี้คาดว่าจะติดลบ  3-5%  ขณะที่ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในไตรมาส  1/2552  ลดลงเหลือ  8  พันล้านบาทต่อวัน  หรือประมาณ  45%   จากปีก่อน  อีกทั้งมองว่าบทบาทนักลงทุนต่างชาติจะเริ่มลดน้อยลง  จากการที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่มีความอนุรักษนิยมมากขึ้น

     อย่างไรก็ตาม   ปัจจัยที่จะต้องติดตามคือ   สถานการณ์ทางการเมืองว่าจะมีแนวโน้มและทิศทางอย่างไร   อีกทั้งติดตามในโครงการการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่จะสามารถทำให้เกิดการจ้างงาน   ขณะที่ปัจจัยตลาดหุ้นในต่างประเทศก็อยู่ในช่วงรีบาวด์  ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางดัชนีของตลาดหุ้นไทย

     นางสาวปองรัตน์  รัตนะตวณานนท์  ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์  บล.บัวหลวง  กล่าวว่า  ฝ่ายวิเคราะห์ได้ประเมินเป้าดัชนีปีนี้อยู่ที่  470-480  จุด  และแม้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นยืนเหนือ  500  จุด  แต่ยังไม่มีการปรับประมาณการใหม่  โดยดัชนีจะปรับขึ้นถึงระดับ  600  จุดหรือไม่  ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย  ทั้งเศรษฐกิจ  การเมือง  และตัวแปรอื่นที่ส่งผลต่อดัชนี  โดยจะรอให้จบไตรมาส  2/2552  ก่อน  จึงจะมีการทบทวนเป้าตัวเลขดัชนีอีกครั้ง

     นายพิชัย   เลิศสุพงศ์กิจ  ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส  บล.ธนชาต  กล่าวว่า  บริษัทคาดว่าดัชนีสิ้นปีนี้ไม่น่าจะเกิน  600  จุด  เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาวที่แท้จริง  ซึ่งสวนทางกับหลายประเทศ  นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงในเรื่องของประเด็นการเมือง

     ทั้งนี้   ที่ผ่านมาที่ดัชนีสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้น  เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น  รวมทั้งประเด็นการเมืองที่เริ่มนิ่งขึ้น  โดยปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ประมาณ  530  จุด  ซึ่งยังมีอัพไซส์อีก

     อย่างไรก็ตาม  เชื่อว่าอาจมีการปรับฐานลงบ้าง  โดยสัญญาณปรับฐานอาจดูมูลค่าการซื้อขายประกอบ  ซึ่งหากดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นและมูลค่าการซื้อขายปรับตัวเพิ่มขึ้น  ดัชนีก็มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน  แต่หากดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น  แต่มูลค่าการซื้อขายปรับตัวลดลง  นั่นหมายถึงสัญญาณการปรับฐานของดัชนี

     ทั้งนี้   เทคนิคการลงทุนในช่วงตลาดหุ้นขาขึ้นนั้น  นักวิเคราะห์แนะลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่  ในกลุ่มพลังงาน  ธนาคารพาณิชย์  โรงแรม  และโรงพยาบาล  ซึ่งประกอบด้วย  บริษัท  ปตท.จำกัด  (มหาชน)  หรือ  PTT,  บริษัท  ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม  จำกัด  (มหาชน)   หรือ  PTTEP,  บริษัท  บ้านปู  จำกัด  (มหาชน)  หรือ  BANPU,  ธนาคารไทยพาณิชย์  จำกัด  (มหาชน)  หรือ  SCB,  ธนาคารกสิกรไทย  จำกัด  (มหาชน)  หรือ  KBANK,  ธนาคารกรุงเทพ  จำกัด  (มหาชน)  หรือ  BBL  และบริษัท  ไมเนอร์  อินเตอร์เนชั่นแนล  จำกัด  (มหาชน)  หรือ  MINT  เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี

     ด้านนายพิชัย  เลิศสุพงศ์กิจ  ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส  บล.ธนชาต  กล่าวว่า  กลยุทธ์การลงทุน  แนะนำรอจังหวะในการเข้าซื้อ  โดยรอให้ตลาดมีการปรับฐานก่อน   โดยพิจารณาจาก  3  ปัจจัยหลัก  คือ  1.เลือกในบริษัทที่มีลักษณะธุรกิจผูกขาดหรือมีคู่แข่งน้อย   ซึ่งจะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรมีสูง   2.เลือกในธุรกิจที่มีแนวโน้มในการเติบโต  และ  3.เลือกในความสามารถของผู้บริหาร  อีกทั้งต้องนำราคาที่เหมาะสมเข้ามาพิจารณาประกอบในการตัดสินใจ

     สำหรับหุ้นที่แนะนำ  "หลีกเลี่ยง"  คือ  หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์  ซึ่งแม้ว่าในช่วงนี้ราคาหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์จะปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรง  และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น  แต่อย่างไรก็ตาม  เชื่อว่าภาวะตลาดที่ดีขึ้นเป็นแค่ระยะสั้นเท่านั้น  ซึ่งจะกลับสู่ภาวะปกติ  โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย  1  หมื่นล้านบาทต่อวัน

     ทั้งนี้  แนะนำ  บมจ.แอดวานซ์ฯ  โดยประเมินราคาเหมาะสมอยู่ที่ประมาณ  100  บาท   (ในกรณีที่ไม่มี  3  จี)  แต่ทั้งนี้หากมี  3  จีเข้ามา  ราคาเหมาะสมจะเพิ่มขึ้นประมาณ  15%   นอกจากนี้   แอดวานซ์ฯ  ยังมีผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ  6.30%  และแนะนำ  บมจ.ซีพีออลล์  (CPALL)  โดยประเมินราคาเหมาะสม  15  บาท  โดยมีผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ  6%  ขณะที่ธุรกิจยังมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  และหากในอนาคตสามารถเจาะตลาดในเวียดนาม  ก็น่าจะส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน

     นอกจากนี้  แนะนำ  บมจ.บ้านปู  (BANPU)  เนื่องจากมีการทำสัญญาราคาถ่านหินล่วงหน้า  และยังมีธุรกิจโรงไฟฟ้า  ซึ่งมีรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคง   ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน   รวมทั้งบริษัทยังมีกระแสเงินสดในมือค่อนข้างมาก  และยังมีความสามารถในการเพิ่มหนี้  ทำให้เป็นเรื่องที่ดีสำหรับโอกาสในการขยายการลงทุน  อย่างไรก็ตาม  แนะนำนักลงทุนรอซื้อเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลง

     ขณะที่   นางสาววราภรณ์   วิบูลคณารักษ์  ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย  บล.ซีมิโก้  มองว่า  หุ้นที่ควรหลีกเลี่ยงในขณะนี้   ได้แก่   กลุ่มปิโตรเคมี  เนื่องจากยังอยู่ในวัฏจักรขาลงอีก  2   ปี  รวมทั้งในระยะใกล้ยังมีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มเข้ามามากขึ้น  จึงอาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัท  ทั้งนี้  แม้ว่าส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์จะปรับตัวเพิ่มขึ้น  อย่างไรก็ตาม  เชื่อว่ายังไม่เสถียรภาพ   จึงไม่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว

     นอกจากนี้ยังแนะนำหลีกเลี่ยงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม   เนื่องจากการลงทุนของภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวขึ้น  หลังจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

     ส่วนหุ้นที่โดดเด่นคือ  ปตท.สผ. เนื่องจากมีอัตราการเติบโตของกำไรดีต่อเนื่อง  และธุรกิจมีจุดแข็ง  นอกจากนี้ธุรกิจยังผูกขาดโดยการสำรวจและผลิตเพียงคนเดียว  ขณะที่ในส่วนของผู้บริหารก็เป็นที่ยอมรับ  รวมทั้ง  บมจ.แอดวานซ์ฯ  เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลคงที่   รวมทั้งยังมีอัพไซส์จากประเด็นของ  3  จี  ซึ่งหากมี  3  จีเข้ามา  ก็จะส่งผลดีต่อตัวบริษัท

     นอกจากนี้  ยังแนะนำ  บมจ.พรีเชียส  ชิปปิ้ง  หรือ  PSL  เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจ   ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้น  ซึ่งก็น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มเดินเรือ  ทั้งนี้  บมจ.พรีเชียสฯ  ยังมีการทำสัญญาเช่าเรือระยะยาว  จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนได้

     นางสาวศรีเนตร  ฤทธิ์รงค์  ประธานเจ้าหน้าที่สายงานตลาด  บลจ.พรีมาเวสท์  กล่าวว่า  ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจ  เนื่องจากยังมีราคาหุ้นหลายกลุ่มที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี   (Book  Value)  ขณะเดียวกัน  พบว่ามีอัตราการเติบโตในส่วนของผลการดำเนินงาน   ทั้งกลุ่มพลังงานและกลุ่มของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ  ซึ่งสวนทางกับราคาหุ้นที่ถือว่าปรับตัวลดลงมาค่อนข้างแรง  จึงน่าจะเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อ

     ทั้งนี้  หากจะพิจารณาถึงรายกลุ่ม  จะพบว่ากลุ่มโทรคมนาคมน่าสนใจมากที่สุด  เนื่องจากในปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะใช้โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต  ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยบวกที่หนุนให้กับผลงานในหุ้นกลุ่มโทรคมนาคมเช่นกัน  ขณะเดียวกันบริษัทยังให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก

     ภาวะตลาดแบบนี้  นักลงทุนอย่าลืมศึกษาภาวะตลาดและความเสี่ยงการลงทุน  เพราะช่วงหุ้นขาขึ้น  ไม่มีใครเดาได้ว่าจะรูดลงเมื่อใด  ทั้งนี้  ก็เพื่อรักษาเงินในกระเป๋าให้งอกเงย  ไม่หายไปในอากาศนั่นเอง.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์