เศรษฐกิจ

Monday, 11 June, 2012 - 00:00

ปตท.เท1.5หมื่นล.ขยายท่อน้ำมัน กฟผ.จี้ผุดโรงไฟฟ้าถ่านหินแก้ไฟใต้ขาด

  กรมธุรกิจพลังงาน เตรียมหารือ ปตท. เพิ่มส่วนต่อขยายท่อส่งน้ำมัน มอบสถาบันปิโตรเลียมฯ ศึกษารูปแบบสร้างท่อส่งน้ำมันสายเหนือ-อีสาน มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท แนะรัฐลงทุนเองได้ประโยชน์สุด ลดราคาน้ำมันได้ 60 สต./ลิตร ด้าน กฟผ.จี้พลังงานเร่งสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแก้ไขปัญหาไฟใต้ขาดแคลน
    นายสมนึก บำรุงสาลี รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า เตรียมหารือกับ ปตท. เพื่อขยายการลงทุนสร้างท่อส่งน้ำมันไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากจังหวัดสระบุรี ไปยังจังหวัดขอนแก่น ระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร และสายเหนือ จากจังหวัดสระบุรี ไปยังจังหวัดลำปาง ระยะทางประมาณ 600 กิโลเมตร พร้อมทั้งสร้างคลังน้ำมันรองรับ 4 แห่ง ประกอบด้วยจังหวัดขอนแก่น, นครราชสีมา, พิษณุโลก และลำปาง ใช้งบลงทุน 15,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันได้ 20 ปี
    ทั้งนี้ ทาง ธพ.ได้มอบหมายให้สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ศึกษารายละเอียดของโครงการทั้งหมด รวมทั้งรูปแบบการลงทุนว่าจะเป็นของรัฐ หรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน ซึ่งในเบื้องต้นนั้น เห็นว่าท่อส่งน้ำมันควรจะเป็นของรัฐ เพราะจะทำให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถใช้ท่อส่งน้ำมันได้อย่างเสรี และมีค่าผ่านท่อถูกลง ทำให้ราคาน้ำมันทั้งประเทศลดลงเฉลี่ย 60 สตางค์ต่อลิตร แต่ถ้าให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนจะต้องหารือในรายละเอียดของค่าผ่านท่ออีกครั้ง เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์มากที่สุด อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสรุปผลการศึกษาได้ภายในเดือน ก.ย.55 จากนั้นจะเสนอ รมต.พลังงาน และนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาการก่อสร้าง 5-6 ปี
     "ผลประโยชน์ที่ได้จากการขนส่งทางท่อ นอกจากจะลดต้นทุนค่าขนส่งและทำให้ราคาน้ำมันทั้งประเทศใกล้เคียงกันแล้ว ยังช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดจากรถขนส่งน้ำมัน ลดอุบัติเหตุรถขนส่งน้ำมัน และมลพิษต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วย" นายสมนึก กล่าว
    นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ได้รายงานปัญหาไฟฟ้าไม่เพียงพอในภาคใต้ให้ผู้บริหารกระทรวงพลังงานรับทราบ และอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขปัญหา โดยให้สร้างโรงไฟฟ้าประเภทถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น แต่จะไม่ระบุว่าต้องสร้างที่ใด ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มบริเวณพื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดทะเล สะดวกต่อการขนส่งถ่านหินได้
    ทั้งนี้ การสร้างโรงไฟฟ้าที่ภาคใต้จะส่งผลดีให้มีปริมาณกระแสไฟฟ้าเข้าถึงพื้นที่ภาคใต้ได้โดยตรง ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลาง และซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซีย ปัจจุบันภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้า 2,500 เมกะวัตต์ ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าก็อยู่ในระดับ 2,500 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยการผลิตจากโรงไฟฟ้า
ขนอม 700 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าจะนะ 700 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชช
ประภา 240 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้ากระบี่ 300 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าสำรองที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเดินเครื่อง กรณีโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ขัดข้อง  ดังนั้น ในส่วนที่เหลือจากที่กล่าวมานั้นต้องดึงไฟฟ้าจากภาคกลางมาใช้ 
    สำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้านั้น ปัจจุบัน กฟผ.ได้เปลี่ยนวิธีการกำหนดพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อต้านจากชาวบ้าน โดยกำหนดให้ชาวบ้านรวมตัวกันเสนอพื้นที่ให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้ามายัง กฟผ. และกำหนดผลตอบแทนระหว่างกันตามความเหมาะสม และขณะนี้มีชาวบ้านรวมตัวกันเสนอพื้นที่มาแล้วหลายแห่ง โดยเฉพาะที่ภาคใต้และภาคอีสาน ซึ่ง กฟผ.ต้องพิจารณาว่าพื้นที่ที่เสนอมาสามารถสร้างโรงไฟฟ้าได้หรือไม่ และควรเป็นโรงไฟฟ้าใด แต่ที่สำคัญต้องตรวจสอบก่อนว่าชาวบ้านที่รวมตัวกันเสนอพื้นที่ให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้า เป็นกลุ่มตัวแทนชาวบ้านที่มากพอและมีสิทธิ์ตัดสินใจให้ใช้พื้นที่ได้จริงหรือไม่ด้วย เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งกับชุมชนต่อไป.