ภายใต้บรรยากาศการเมือง ที่หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มทำท่าว่าจะเข้ารูปเข้ารอยขึ้นมาบ้างแล้วนั้น...สิ่งที่ควรระแวดระวังเอาไว้ให้จงหนัก น่าจะหนีไม่พ้นไปจากการรับมือกับบรรดา นักเสี้ยม ทั้งหลาย ผู้ซึ่งไม่ต้องเสียเวลาลงทุนลงแรงอะไรมากมาย ไม่จำเป็นจะต้องเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า กับการเคลื่อนไหวระดมมวลชน การวางแผนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ให้ลึกลับซับซ้อนใดๆ แม้แต่น้อย...อาศัยเพียงแค่การแกว่งปาก พ่นโน่น พ่นนี่ ยุแยงตะแคงรั่วไปเรื่อยๆ แต่ถ้าหากถูกช่อง ถูกโอกาสขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็อาจจะก่อให้เกิดความฉิบหายระดับแจ็กพอตขึ้นมาได้ไม่ยาก...
-------------------------------------
และถ้าหากลองไล่เรียงประวัติศาสตร์ พงศาวดาร ตำนานการเมือง ในแต่ละยุคแต่ละสมัย ไม่ว่าจะเป็นสังคมใดๆ ก็แล้วแต่ คงต้องยอมรับว่า...บทบาทของ นักเสี้ยม นั้น เป็นอะไรที่สำคัญไม่น้อย ถึงกับเคยมีส่วนชี้เป็น ชี้ตาย เป็นตัวการสำคัญในการสร้าง จุดเปลี่ยน ทางการเมืองให้กับบางชาติ บางประเทศมาแล้วก็มี แม้นว่าชาตินั้นประเทศนั้นจะเข้มแข็ง มั่นคง มีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่ แต่ถ้าหากเจอกับ นักเสี้ยม ระดับตัวพ่อ หรือระดับปรมาจารย์แห่งการเสี้ยมแล้ว ก็มีสิทธิ์ฉิบหาย วายวอด พังพินาศ แตกกระฉานซ่านเซ็นกันไปทั้งบ้านทั้งเมืองได้โดยทันที....
-----------------------------------
สุดยอดแห่ง นักเสี้ยม ที่เราทั้งหลายเคยได้เรียนรู้มาจากหนังสือวรรณคดีเก่าๆ ตั้งแต่ครั้งเรียนชั้นประถม มัธยมมาแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นไปจากผู้ที่มีชื่อเรียกขานกันว่า วัสสการพราหมณ์ นั่นเอง ซึ่งอาจจะต่างไปจากนักเสี้ยมในบ้านเราอยู่บ้าง ตรงที่ยังอุตส่าห์ลงทุน ลงแรง ยอมให้ พระเจ้าอชาตศัตรู เอาหวายเฆี่ยน เพื่อจะได้ปรับแต่งตัวเองให้กลายเป็นนักเสี้ยมได้อย่างลงตัวกลมกลืน ดังคำบรรยายที่อภิมหากวี ชิต บุรทัต ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือ สามัคคีเภคคำฉันท์ นั่นแหละว่า "บงเนื้อก็เนื้อเต้น-พิศเส้นสรีรัว-ทั่วร่างและทั้งตัว-ก็ระริกระริวไหว-แลหลังละลามโล-หิตโอ้เลอะหลั่งไป-เพ่งพาศอนาถใจ-ระกะร่อยเพราะรอยหวาย..."
----------------------------------------
แต่ก็ด้วยการลงทุน ลงแรง ในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งก็ไม่ได้ถึงกับหนักหนา สาหัส มากมายอะไรนัก ไม่ต้องเสียเวลาทุ่มเทเงินทองเป็นร้อยล้าน พันล้าน ปลูกคฤหาสน์ให้กับบรรดาพวกที่ สู้แล้วรวย ในแต่ละราย อภิมหานักเสี้ยมอย่างวัสสการพราหมณ์ ก็สามารถดลบันดาลให้อาณาจักรทั้งอาณาจักร อันเคยมั่นคง เป็นปึกแผ่น แน่นหนา ของ กษัตริย์ลิจฉวี ต้องแตกกระฉานซ่านเซ็น บรรดาพี่ๆ-น้องๆ ลูกหลานกษัตริย์ในแต่ละพระองค์ ต่างก็หันมาเล่นงานกันเอง จนนำไปสู่ความอ่อนแอ ความไร้เสถียรภาพ และความล่มสลายในอีกไม่นานไม่ช้า...
------------------------------------------
สำหรับสถานการณ์บ้านเมืองของเราในยามนี้ แม้นว่าจะยังมองไม่เห็นสุดยอดฝีมือแห่งการเสี้ยม ระดับพอๆ กับวัสสการพราหมณ์เอาเลยก็ตามที แต่ก็คงต้องยอมรับว่า...ในแง่ความรัก ความสามัคคี ของผู้คนในสังคม ระหว่างอาณาจักรไทยกับอาณาจักรลิจฉวีก่อนหน้าที่จะถูกเสี้ยมนั้น ย่อมแตกต่างกันแบบคนละเรื่อง คนละม้วน พูดง่ายๆ ว่า...ของเรานั้นแม้นจะไม่มีวัสสการพราหมณ์มาช่วยออกแรงเสี้ยมใดๆ แม้แต่น้อย แต่มันก็แตกกันเอง ขัดแย้งกันเองมานานแล้ว จนเป็นเหตุให้นักเสี้ยมระดับกระจอกๆ ที่ไม่ยอมลงทุน ลงแรงอะไรเลย ก็ยังสามารถออกฤทธิ์ ออกเดช แสดงศักยภาพแห่งการเสี้ยมได้อย่างมีประสิทธิผล มีประสิทธิภาพมาโดยตลอด...
-------------------------------------------
ยิ่งในระยะที่สัมพันธภาพระหว่างผู้คนในรัฐบาล ระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการตำรวจ ทหาร บางกลุ่ม บางราย เกิดอาการขัดข้อง หมองใจ ขึ้นมาบ้างเล็กๆ น้อยๆ ยิ่งเท่ากับเป็นการเปิดช่อง เปิดโอกาส ให้บรรดานักเสี้ยมระดับกระจอกๆ หรือระดับมือสมัครเล่นทั้งหลาย ได้จังหวะฮือโหม ยุแยง ตะแคงรั่ว กันชนิดวันละ 3 เวลาหลังอาหาร เสาร์-อาทิตย์เพิ่มรอบเช้า รอบเที่ยงคืนอีกต่างหาก การตกแต่งนวนิยาย สร้างฉากจินตนาการแฟนตาซี ว่าด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวของ บิ๊กป้อม บิ๊กป๊อด ไล่โยงไปจนถึง บิ๊กป๊อก เพื่อที่จะเร่งเร้าให้เกิดความโกรธ ความเกลียด ความหวาดระแวง อันจะนำไปสู่การล้างผลาญ ทำลาย ระหว่างผู้คนภายในรัฐบาลเดียวกันเอง หรือระหว่างรัฐบาลกับตำรวจ ทหาร ก็จึงปรากฏให้เห็นค่อนข้างจะถี่ๆ ในช่วงระยะนี้...
--------------------------------------------
แน่นอนว่า...ถ้าหากผู้คนในรัฐบาล บรรดาข้าราชการตำรวจ ทหาร แต่ละคนแต่ละราย ยังพอมีสติ สัมปชัญญะอยู่บ้างแม้แต่เพียงเล็กๆ น้อยๆ การออกแรงเสี้ยมในแบบกระจอกๆ หรือแบบหยาบๆ ง่ายๆ เช่นนี้ คงแทบไม่มีผลอะไรเอาเลย ไม่ต่างไปจากการหลั่งรดปัสสาวะสุนัข ใส่ภูเขาทอง อะไรประมาณนั้น...แต่ก็อย่างว่า อะไรต่อมิอะไรในบ้านนี้เมืองนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า...มันเป็นไปในแบบไร้สติ ไร้สัมปชัญญะมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ ผู้น้อยแค่ถูกจี้ ถูกไช ไม่กี่ที...ก็เอาแล้ว สติสตังค์ไม่สมประกอบ ออกอาการเกรี้ยวกราด ฉุนเฉียว หวาดระแวง หันมาทำลายผู้อื่น ทำลายตัวเอง จนต้องกลายเป็นการทำลายชาติบ้านเมือง ทำลายเสถียรภาพ ความมั่นคง และความสงบเรียบร้อยควบคู่ไปด้วย...
----------------------------------------------
ว่าไปแล้ว...การรับมือกับการเสี้ยม หรือนักเสี้ยม ไม่ว่าในระดับใดก็ตาม...ก็คงขึ้นอยู่กับ อุเบกขา ความหนักแน่น ความมีวุฒิภาวะ หรือความเป็นผู้หลัก-ผู้ใหญ่ ของผู้มีส่วนรับผิดชอบบ้านเมืองในแต่ละปัจเจกบุคคลนั่นเอง ว่าจะมีความอดทน อดกลั้น มีสติ สัมปชัญญะ ในการแยกแยะความถูก-ผิด แยกความรู้สึกส่วนตัวกับส่วนรวมออกจากกันได้มากน้อยขนาดไหน จะไปโทษแต่จะเฉพาะนักเสี้ยม ที่พยายามจี้ไช ยุแยง ตะแคงรั่ว ให้ใครต่อใครหันมาเล่นงานกันและกัน ว่าเป็นต้นเหตุแห่งความพังพินาศฉิบหายของบ้านเมืองไปซะทั้งหมด ก็คงไม่ถึงกับถูกต้องสมบูรณ์กันซักเท่าไหร่นัก เพราะโดยอุปนิสัย สันดาน ของนักเสี้ยม...มันย่อมต้องเป็นไปตามวาสนา หรือตามธรรมชาติของตัวมันเองอยู่แล้วนั่นแหละ...
----------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม...เท่าที่ดูจากในช่วงระยะสั้นๆ เท่าที่ผ่านมา ก็ยังไม่ถึงกับมีใครออกอาการหลุดๆ เลอะๆ ให้เห็นกันชัดๆ หลายต่อหลายรายยังแสดงออกถึงความเป็นผู้หลัก-ผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ ยกย่อง ตามสมควร พยายามดำรงตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น และต่อชาติบ้านเมือง มากกว่าที่จะสะดุ้ง สะเทือน ไปตามคำยั่วยุแบบโง่ๆ หรือแบบหยาบๆ ง่ายๆ ซึ่งก็เพียงแค่การตั้งมั่นอยู่ในสติ มุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ไปตามภาระความรับผิดชอบของตัวเอง ไม่ให้ขาดตกบกพร่องมากมายเกินไปนัก...เพียงแค่นี้บ้านเมืองก็พออยู่ได้แล้ว ไม่ต้องถึงกับล่มจม พังพินาศ วอดวาย ไปเพราะนักเสี้ยมระดับกระจอกๆ แค่ไม่กี่กลุ่ม ไม่กี่รายเท่านั้นเอง....
------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก ฟรอยด์ (อีกครั้ง)..."การก้าวขึ้นสู่เบื้องสูงแห่งคุณธรรมความดี มีส่วนสมดุลอย่างเคร่งครัดกับการลด-ละ-เลิก...อัตตา...ซึ่งมักจะท่วมทวีขึ้นมาตามลำดับ..."...
---------------------------------------------------









