เปลว สีเงิน

Friday, 12 July, 2013 - 00:00

๕ ประวัติศาสตร์ "นายกฯ หญิง"

   แถวเกียรติยศพรึ่บพร้อม ผบ.เหล่าทัพ รอรับรัฐมนตรี กห. "บิ๊กยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่กระทรวงกลาโหมแต่เช้าวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ครั้นได้เวลาตามฤกษ์ ๑๑.๑๑ น. "นายหญิง" ของเหล่าทหารกล้าทั้ง ๓ ทัพก็มาถึง ท่ามกลางการยิงสลุตเสียงดัง ตูม..ตูม..ล่วงหน้าแต่เช้า ทั้ง GMC ทั้งชั้นผู้น้อยกระเด็นกระดอนไป ๘ นาย!
    ไม่ใช่การยิงสลุตที่กลาโหมหรอกครับ แต่โจรก่อการร้าย ๓ จังหวัดใต้ มันกดระเบิดหวังฆ่าทหารชุดคุ้มครองครูที่ยะลาโน่น ประเดิมวันรอมฎอน ตามที่เจรจามาถูกทางแล้ว
    แต่ถ้าอนุโลมตามฤกษ์ จะถือว่าเป็น "สลุตฤกษ์" ต้อนรับรัฐมนตรีกลาโหมหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็...ตามใจ!
    นายของเรา เราก็รัก แต่นี่...เป็นนายของเขา เขาก็ต้องรัก เต็มยศ-เต็มศักดิ์ต้อนรับกันคึกคัก "ด้วยความเคารพยิ่ง" เป็นธรรมดา ก็อยากบอกด้วยอิจฉาว่า
    ยิ่งลักษณ์...เธอเกิดมาทั้งทีชาติหนึ่ง ถือว่า "คุ้มค่า-เหนือราคา" แล้ว ได้ขึ้นชั้นเป็น "หญิงในประวัติศาสตร์" คู่ประเทศ ตัดไม้ข่มนาม สมศักดิ์-สมศรี แห่งวงศ์ชินวัตร เหนือกว่าพี่ชาย "ราชสีห์ไวอะกร้า" เป็นร้อยเท่า
    ด้วยระยะเวลาไม่ถึง ๒ ปี เธอสร้างถึง ๕ ชุดประวัติศาสตร์เป็นตำราให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ เรียนรู้ด้วยความภูมิใจ หรืออดสูใจ นั่นอีกเรื่องหนึ่ง
    ประวัติศาสตร์แรก เธอในฐานะทารกแรกคลอดทางการเมือง แต่ใช้เวลา ๔๙ วันหาเสียง "พี่น้องค้าาา กระชากค่าครองชีพมันลงมา...น้ำมันลดทันทีลิตรละ ๗ บาท เอามั้ยค้าาา" ทั้งที่ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค แค่นั้นสามารถขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้
    ประวัติศาสตร์ที่สอง ในความเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เธอเป็นคนแรกที่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในความหมาย "นายกรัฐมนตรีหญิง" คนแรกของไทย ประกาศ "ไม่แก้แค้น แต่จะแก้ไข" แล้วเดินสายปาฐกถาด่าประเทศ
    ประวัติศาสตร์ที่สาม เธอใช้แค่ ๒ สิ่ง คือ ความฉลาดลึกล้ำที่คนอิจฉาเรียกว่า "อีโง่" กับลีลาหญิงที่เรียกว่า Woman's touch สยบใจผู้นำโลกอย่าง "บารัค โอบามา" จนฮือฮาสะท้านทำเนียบ
    และใช้ ๒ สิ่งนั้น เหยียบเข้ากระทรวงกลาโหม ควบคุมกองทัพ ในฐานะ "รัฐมนตรีกลาโหมหญิง" คนแรกในประวัติศาสตร์ชาติ พร้อมประกาศสัจจะหญิง "ไม่ล้วงลูก ผบ.เหล่าทัพ"
    ประวัติศาสตร์ที่สี่ เธอเป็นผู้นำไทยคนแรกที่ เขมร-ญวน-พม่า-ลาว ออกข่าวขอบใจ ที่ส่งออกข้าวได้มากและราคาดีเป็นประวัติการณ์ เพราะขบวนการระบอบทักษิณกว้านซื้อนำไป "สวมสิทธิ์" ขายโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดได้หมื่นห้า ผลาญเงินหมดคลังไปกว่า ๖ แสนล้าน แต่สามารถยิ้มระรื่นพูดได้ว่า
    ...หนูไม่รู้!
    แต่นับจากนี้ "หนูต้องรู้" แล้วล่ะว่า เวลาของการเป็นผู้นำที่ "กินบุญเก่า" หมดแล้ว แค่กลางปี ๒๕๕๖ นี้ สัญญาณหายนะทางเศรษฐกิจพาดผ่านไปทุกตารางแผ่นดินแล้ว
    ส่งออกที่เลี้ยงประเทศมานาน เข้าสู่ภาวะ "ส่งไม่ออก" จีดีพี ที่กะว่าจะโต ๔.๕% ทั้งปี ได้แค่ ๔ ก็นับว่า...วาสนาของเจ้าแล้ว
    และที่สำคัญ เงินประชานิยมที่โปรยหว่าน อ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรากหญ้าใช้เป็นทุนตั้งยอด เพื่อขจัดความยากจนให้หมดไป
    ใกล้ ๒ ปี จะเข้าปีที่ ๓ จากประชานิยม รถคันแรก บ้านหลังแรก เงินหมู่บ้าน เงินสตรี บัตรเกษตรกร บัตรน้ำมัน ค่าแรง ๓๐๐ จำนำข้าวเกวียนละหมื่นห้า ผลที่ตามมาคือ
    ค่าครองชีพถูกกระชากขึ้น สินค้า-ข้าวปลาอาหารแพงขึ้น ยิ่งหมดเทศกาลจ้างม็อบชุมนุมเผาบ้าน-เผาเมือง เงินที่เคยกระจายไปตามหมู่บ้าน กลับกระจุกตัวอยู่กับบางหัว-บางเจ๊ ไม่มีเงินง่ายหมุนไป การจับจ่ายใช้สอยหดตัวลง หนี้สินภาคครัวเรือนพุ่งสูง จนขณะนี้
    หนี้คงค้างในระบบเข้าสู่หลัก ๙ ล้านล้านบาทแล้ว!
    ได้ข่าวรัฐบาลจะเวิร์กช็อปกันวันนี้ คงเริ่มรู้วันตาย แต่ไม่รู้จะแก้กันตรงไหนก่อนใช่มั้ย ก็ไปหาหลักธรรมาภิบาลมาอ่านกันให้เข้าใจ แล้วใช้ปฏิบัติ ไม่เห็นยากเลย
    แต่ถ้าจะแก้ ก็แก้ตรง "คอรัปชั่นเชิงนโยบาย" นั่นแหละ อย่าจัดซื้อ-จัดจ้างด้วยวิธีพิเศษให้พร่ำเพรื่อ เมกะโปรเจ็กต์นั้นมีได้ แต่หัดเดินตามกฎ-กติกาอันเป็นระเบียบปฏิบัติ และอย่าใช้เทคโนโลยี "อันเดอร์ เดอะ เทเบิล" ให้มากนัก
    อีกทั้งอย่าขนพวก-ขนโจรเข้ามาแทะประเทศกันเหมือนตายอด-ตายอยาก ประชาชนน่ะ ไม่มีโอกาสทำให้ชาติล่มจมได้หรอก
    มีแต่ไอ้พวกที่อ้าง "ประชาชนเลือกผมมา" นั่นแหละ ที่จะทำให้ประเทศชาติล่มจมได้ เข้าใจมั้ย?!
    เกือบครึ่งของการส่งออกอยู่ที่ยุโรปกับสหรัฐ เมื่อรวมจีน-ญี่ปุ่นด้วย ก็น่าถึงครึ่ง และตอนนี้อียูอยู่ในห้องไอซียู สหรัฐยังไม่สร่างไข้ จีนเริ่มปวดหัว ไอ เป็นหวัดเรื้อรัง ญี่ปุ่นก็เป็นโรคดื้อยา มีแต่ทรงๆ ทรุดๆ ฉะนั้น ผลิตแล้วไม่รู้ขายใคร
    เราก็จะเป็นทั้งไข้จับสั่นและไข้ทับระดู ตายเอาง่ายๆ บอกไม่เชื่อ!
    ภาคการผลิตที่สัมพันธ์กับชีวิตคนส่วนใหญ่ของประเทศคือ "ภาคเกษตรกรรม" ระวังเหอะ...ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิก ส่งน้อยก็ไม่สะเทือน แต่ถ้าภาคเกษตรกรรม "ผลิตได้-ขายไม่ได้" ล่ะก็
    แล้วยิ่งลักษณ์จะร้อง...โอ้...จอร์จ!
    แต่อย่าริเอาภาษีชาวบ้านไปโหมทำประชานิยมจมนรกอย่างที่แล้วมาเป็นอันขาด ฟังผมไม่ขลัง ยิ่งลักษณ์ก็สะกิดนายกิตติรัตน์ "ขุนคลังคู่กาย" ฟังที่ "นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์" ประธาน กก.บห.แบงก์กรุงเทพเขาพูดไว้เมื่อวานก็ได้
    "......หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังในฐานะผู้ใช้เงิน ควรทำการศึกษาและทบทวนว่าในช่วง ๑๒ เดือนที่ผ่านมา การอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมากเข้าระบบเศรษฐกิจ เหตุใดจึงไม่ได้ทำให้เกิดผลทางเศรษฐกิจตามที่เคยคาดหมายไว้
    ส่วนโครงการลงทุนภาครัฐ ถือเป็นโครงการระยะยาวที่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนมากนักว่า จะใช้เงินจำนวนเท่าไรตลอดระยะเวลา ๗ ปีข้างหน้า
    ที่ผ่านมากระตุ้นเยอะ แต่ได้ไม่เยอะ ถ้าจะกระตุ้นเยอะๆ ได้ผลแบบนั้น ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะก่อนจะใช้นโยบายนี้ก็พูดกันว่า จะมีผลต่อเศรษฐกิจสูง แต่ผ่านมาถึงตอนนี้ก็โตแค่ ๔% อยู่ดี ถ้าจะใช้วิธีเก่าก็ต้องคิด และถามตัวเอง เพื่อปรับแก้ให้ดีขึ้น
    การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนนั้น ถือเป็นประเด็นที่ต้องดูแลเพื่อไม่ให้เกิดการใช้เงินเกินพอดี เช่นเดียวกับภาครัฐที่มีตัวอย่างให้เห็นในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาที่มีปัญหาเศรษฐกิจจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น"
    แต่คิดอีกที นี่ก็เดือนกรกฎา ยังอีก สิงหา-กันยา ทำงานด้วยการแก้ปัญหา ปวดหัวเปล่าๆ สู้เลือกประเทศเหมาะๆ ที่อยากไปในตำแหน่งนายกฯ อีกซัก ๒-๓ ประเทศ ให้ปึ้งเขาไปขอร้องให้เชิญไปเป็นแขกเยือนเป็นการส่งท้าย
    สบายกว่า-สนุกกว่า!
    เพราะถึงกันยา ป.ป.ช.เขาก็จะชี้มูลคดีทุจริตจำนำข้าวแล้ว และถึงตอนนั้น ก็มีความน่าจะเป็น "ประวัติศาสตร์ที่ห้า" ของนายกฯ หญิงยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี "หลุดจากตำแหน่ง" คนแรก
    เพราะ "คดีทุจริตมีมูล"!?.