เศรษฐกิจ

Thursday, 12 December, 2013 - 00:00

ยุบสภาฉุดพ.ร.บ.2ล้านล.สะดุด โครงการรถไฟฟ้าชะงัก สนข.ยันเดินหน้าตั๋วร่วม

  สนข.รับยุบสภากระทบ ทำ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านสะดุด แจงหลายโครงการที่ลงทุนในปี 2557 มูลค่ากว่า 81,000 ล้านชะงัก รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีชมพู พร้อมเดินหน้าระบบตั๋วร่วม  จับมือพันธมิตรให้บริการร่วมกัน
นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยกรณีที่รัฐบาลประกาศยุบสภา จะส่งผลให้โครงการลงทุนปี 2557 ที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ และถูกบรรจุอยู่ในแผนการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านต้องหยุดชะงักลง เช่น การปรับปรุงและซ่อมแซมถนน 4 ช่องจราจร, การก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรี และสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และรถไฟทางคู่ 5 สาย เป็นต้น คิดเป็นมูลค่ารวม 81,000 ล้านบาท
    ทั้งนี้ ในการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ต้องรอรัฐบาลใหม่อนุมัติ โดยเบื้องต้นคาดว่าโครงการเหล่านี้จะต้องถูกโยกทั้งโครงการและเม็ดเงินลงทุนไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ส่งผลให้การลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องล่าช้าออกไป ส่วนโครงการอื่นยังเป็นเพียงแค่การศึกษา เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง
    “โครงการอื่นๆ ที่เริ่มไปแล้ว อย่างสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต คงเดินต่อได้ แต่โครงการที่จะสะดุดส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ผ่านอีไอเอแล้ว จะเป็นโครงการถนน 4 เลน เป็นการปรับปรุงซ่อมแซมถนน เพราะเส้นทางพวกนี้ไม่ต้องศึกษาอีไอเอ สามารถทำได้เลย โดยจะใช้เงินจากโครงการ 2 ล้านล้าน หากถามว่าทำต่อคงต้องทำในปีงบประมาณ 58 แต่หากรัฐบาลเข้ามาเร็ว และต้องการเร่งทำเลย คงต้องตั้งงบกลางปีงบประมาณ 2557 มาทำ เพราะโครงการที่บรรจุอยู่ในโครงการ 2 ล้านล้าน กำหนดไว้หมดแล้วว่าจะทำได้เมื่อใด ส่วนโครงการอื่นๆ คาดว่าจะล่าช้าออกไปอีก” นายจุฬา กล่าว
    สำหรับงบประมาณรายประจำปี 2557 ไม่สามารถนำโครงการลงทุนที่ถูกเลือกมาบรรจุเพิ่มเติมได้ เพราะกำหนดรายจ่ายไว้เรียบร้อยแล้ว โดยกระทรวงคมนาคมได้งบประมาณปีละ 1 แสนล้านบาท หากจะเพิ่มงบประมาณอีก 80,000 ล้านบาท อาจส่งผลให้งบของโครงการอื่นหายไป
    “ยอมรับว่าการที่โครงการลงทุน 2 ล้านล้านถูกเลื่อนออกไปทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อด้านการแข่งขันกับต่างประเทศ พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการตัดสินใจการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งหากโครงการทำได้ช้า อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติหันไปลงทุนในประเทศอื่น ซึ่งยากจะทำให้นักลงทุนกลับมา ซึ่งขณะนี้นักลงทุนต่างชาติกำลังจับตาไทยอย่างใกล้ชิด ดังนั้น ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลจะเป็นหลักที่ให้นักลงทุนต่างชาติไม่ทิ้งไทย” นายจุฬา กล่าว
    นอกจากนี้ เชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินการจะสานต่อโครงการ เนื่องจากเป็นโครงการที่ต้องพัฒนา และที่ผ่านมาไม่มีใครคัดค้านห้ามดำเนินโครงการ มีเพียงโครงการรถไฟความเร็วสูงที่มองว่าเร็วเกินไป ควรเร่งทำโครงการอื่นก่อน เชื่อว่าหากโครงการทำได้เร็วก็จะเกิดประโยชน์
    นายจุฬากล่าวว่า ได้ลงนามกับหน่วยงานด้านขนส่งเพื่อเดินหน้าระบบตั๋วร่วม เพื่อจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง หรือ เคลียริ่งเฮาส์ ซึ่งจะเป็นองค์กรกลางจัดการระบบชำระเงินของทุกระบบขนส่ง เมื่อประชาชนใช้งานก็สามารถจัดแบ่งรายได้ไปให้ทุกองค์กรที่เข้าร่วมก่อนที่ในอนาคตองค์กรเคลียริ่งเฮาส์จะถูกวางรูปแบบให้เป็นบริษัทลูกของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งหลังจากนี้ปี 2557 จะประกาศเชิญชวนหาเอกชนเข้าร่วมประกวดราคาการจัดทำระบบเคลียริ่งเฮาส์    ซึ่งในช่วงเริ่มต้นที่จะมีการนำระบบขนส่งประเภทต่างๆ ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน รถเมล์ ขสมก. และระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ รวมถึงผู้ใช้ทางด่วนที่จะสามารถเข้าร่วมกับระบบตั๋วร่วมได้ ประมาณการว่าจะมีประชาชนใช้บริการประมาณ 6 ล้านคนต่อวัน.