Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ทหาร : ความสูญเปล่าของสังคมไทย เมื่อผู้ถืออาวุธไร้คุณธรรมบ้านเมืองย่อมวิบัติ


 ทหารคือใคร มีหน้าที่อะไร
     คำว่า   "ทหาร"   มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีว่า  "ทหร"  แปลว่า  เด็ก  เด็กหนุ่ม   "ทห"  เฉยๆ  แปลว่า  ไฟ  ความร้อน  ถ้าตามพจนานุกรมไทยปัจจุบันแปลว่า   "ผู้มีหน้าที่ในเรื่องรบ  หรือนักรบ"
     ความซื่อสัตย์ต่อชาติและราชบัลลังก์และความเข้มแข็งของกองทัพเป็นเครื่องประกันความมั่นคงแห่งชาติ
     ดังนั้นความเคร่งครัดในระเบียบวินัยจึงสำคัญยิ่งต่อการส่งครามที่จะมีผลถึงการแพ้ชนะได้  อาญาสิทธิ์จึงจำเป็นในการสงครามและอาญาศึก  และต้องวางไว้เด็ดขาดถึงขั้นประหารชีวิตในความผิดสำคัญ
     ความจงรักภักดีสูงสุดต่อสถาบันหลักคือชาติประมุขของชาติ  ประชาชน
     และความสามัคคีของกองทัพ  จึงเป็นคุณลักษณะที่สำคัญยิ่งของทหาร  ดังคำขวัญประจำโรงเรียน  จ.ป.ร.  "ความสามัคคีภายในกองทัพจะทำให้มีพลังสูงสุด" 
     หน้าที่ของทหารที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี  2550  มาตรา  77  ว่าด้วยแนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐระบุว่า  "รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์  เอกราช  อธิปไตย  และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ  และต้องจัดให้มีกำลังทหาร  อาวุธยุทโธปกรณ์   และเทคโนโลยีที่ทันสมัย  จำเป็น  และเพียงพอ  เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช  อธิปไตย  ความมั่นคงของรัฐ  สถาบันพระมหากษัตริย์  ผลประโยชน์แห่งชาติ  และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเพื่อการพัฒนาประเทศ"

ทหารมีจำนวนเท่าไหร่
     กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยราชการหลักที่มีหน้าที่โดยตรงในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยความมั่นคงของชาติ   ข้อมูลต่างๆ  ของทหารถือเป็นเรื่องลับ  แม้แต่การของบประมาณประจำปีก็สามารถให้รายละเอียดได้ไม่กี่สิบหน้า  ขณะที่กระทรวงทบวงกรมอื่นต้องมีรายละเอียดเป็นร้อยๆ  หรือพันหน้า
     ข้อมูลข่าวกรองซีไอเอและสถาบันศึกษาทางทหารต่างประเทศระบุว่า  กองทัพไทยมีจำนวน
รวมกันทั้งสิ้น  315,000  คน  กำลังพลสำรอง  200,000  คน  นับเป็นอันดับที่  16  ของโลก  โดยมีกำลังพลมากกว่าอังกฤษ  ฝรั่งเศส  และเยอรมัน  แต่เป็นรองพม่า  (อันดับ  10  กำลังพล  490,000  คน  เวียดนาม  (อันดับ  11  กำลังพล  485,000  คน)
     ไม่ทราบจำนวนนายทหารระดับชั้นนายพลทั้งกองทัพว่ามีอยู่เป็นจำนวนเท่าใด   แต่น่าจะไม่ต่ำกว่า  1,500  คน  ขณะที่กองทัพเขมรมีนายพลถึง  613  คน  เฉลี่ยทหารทั้งกองทัพ  179  คน  จะมีนายพล  1  คน  (2507)

ค่าใช้จ่ายทางทหาร
     ในช่วง   10  ปีที่ผ่านมา  กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณปกติรวมกัน  (รวม  10  ปี)  ประมาณเกือบ  240,000  ล้านบาท  มากกว่าเมื่อ  10  ปีที่แล้ว  (พ.ศ.2531-41)  ถึงกว่า  2  เท่า  ขณะที่งบประมาณแผ่นดินทั้งหมดในช่วงเดียวกัน  (รวม  10  ปี)  เพิ่มเพียง  1  เท่าเท่านั้น
     ปี  2552  ได้รับงบประมาณเท่ากับ  169,092  ล้านบาท  เพิ่มขึ้นร้อยละ  19  เมื่อเทียบกับปี  2551  ขณะที่งบประมาณทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเพียง  10.5  เปอร์เซ็นต์
     กองทัพบกได้รับงบประมาณมากที่สุดมาโดยตลอด   มากกว่ากองทัพเรือและกองทัพอากาศเกือบ  3  เท่า  โดยในปี  2552  กองทัพบกได้รับการจัดสรรงบประมาณ  83,569  ล้านบาท  กองทัพเรือ  32,804  ล้านบาท  กองทัพอากาศ  31,665  ล้านบาท
     นอกจากงบประมาณด้านความมั่นคงที่จัดสรรให้สำหรับกองทัพโดยตรงแล้ว  ยังมีงบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน  (กอ.รมน.)  อีก  8,222  ล้านบาท  และงบทางด้านความมั่นคงที่กระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ  เช่น  งบกลาง  งบกระทรวงมหาดไทย  เป็นต้น

อาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ
     อาวุธยุทโธปกรณ์หลักของกองทัพจากแหล่งข้อมูลเดียวกัน  (ข้อมูลปี  2003)  มีดังนี้
     กองทัพบก   รถถังเกือบ  800  คัน  ปืนใหญ่กว่า  500  กระบอก  ปืนต่อสู้อากาศยาน  จรวดนำวิถีแซม  เครื่องบินตรวจการไร้ผู้ขับขี่ 
     กองทัพเรือ   (ข้อมูลปี  2003)  มีเรือบรรทุกเครื่องบิน  1  ลำ  คือ  เรือหลวงจักรีนฤเบศร  เรือพิฆาต  (ฟรีเกต)  10  ลำ  เรือยิงขีปนาวุธ  6  ลำ  เรือตรวจการณ์  26  ลำ  เรือวางทุ่นระเบิด  7  ลำ
     กองทัพอากาศ   (ข้อมูลปี  2003)  มีเครื่องบินรบ  เอฟ  16  เอ  เอฟ  5  เอ/บี  เอฟ  5  อี   และเครื่องบินรบแบบอื่นอีกรวมกัน  115  ลำ   เครื่องบินลำเลียง  34   ลำ  เครื่องบินเฉพาะกิจประเภทต่างๆ  อีก  115  ลำ
     นอกจากงบจัดซื้อแล้วยังต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ   ตามมา  เช่น  การซ่อมบำรุง  การฝึกอบรม  วัสดุสิ้นเปลือง  เป็นต้น
     ในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้ด้วยความจำกัดทางงบประมาณจึงต้องทำต่อเนื่องหลายปี   (หลายรัฐบาล)  เพราะมีราคาสูงมาก  (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่านายหน้าสูงถึง  30-40  เปอร์เซ็นต์)   จากข้อมูลซีไอเอค่าใช้จ่ายทางการทหารของไทย   (งบประมาณรวม)  ช่วง  10   ปีที่ผ่านมา  อยู่ระหว่างร้อยละ  1.5-2.7  ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ  (จีดีพี)  และถ้ารวมประมาณงบทหารในช่วง  10  ปีที่ผ่านมา  ประเทศไทยมีการใช้จ่ายงบประมาณทางทหารไปแล้วไม่น้อยกว่า  240,000  ล้านบาท

ทหารมีความเป็นอยู่อย่างไร
     ทหารถือว่าเป็นข้าราชการประเภทหนึ่งตามกฎหมาย   ดังนั้นรายได้หลักจึงเป็นเงินเดือนค่าจ้างที่มาจากงบประมาณ  ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน  อย่างไรก็ตาม  ในข้อเท็จจริงหลังยุคสงครามเวียดนามกล่าวได้ว่าภารกิจสงครามลดน้อยลงมากหรือไม่มีแล้ว   แต่งบประมาณทหารยังคงเพิ่มขึ้นทุกปี  ดังนั้นการบริหารจัดการงบประมาณของทหารย่อมทำให้สถานภาพความเป็นอยู่ของทหารปัจจุบันดีกว่าหน่วยอื่นๆ  แน่นอน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายทหารสัญญาบัตรระดับผู้บังคับการขึ้นไป  ผลประโยชน์ของผู้ที่เป็นทหารจำแนกได้ดังนี้

1.ผลประโยชน์ตามกฎหมาย
     1.1  เงินเดือน/เงินประจำตำแหน่ง/เงินพิเศษอื่นๆ  ที่กองทัพจัดสรรให้ตามระเบียบภายใน/ค่าวิชา/ค่าปีก/ค่าน้ำมันรถ/  ฯลฯ  และสวัสดิการต่างๆ  ตามระเบียบทางราชการ/เงินบำเหน็จบำนาญ/เบี้ยหวัด  พ.ส.ร. การนับอายุราชการผู้ที่เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อย  จะเริ่มนับอายุราชการตั้งแต่เป็นนักเรียนเตรียมหาร  เท่ากับได้เปรียบหน่วยราชการอื่น  6  ปี  (เตรียมทหาร  2  ปี  และโรงเรียนนายร้อยอีก  4  ปี)  และในการปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง  เช่น  การสู้รบ  เสี่ยงภัย  จะได้รับการทวีคูณ  (2  เท่า)  อายุราชการสำหรับช่วงเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว  ดังนั้นทหารโดยเฉพาะที่ผ่านเงื่อนไขต่างๆ  ดังกล่าวจะได้รับบำนาญ/เบี้ยหวัดรายเดือนสูงมาก   โดยเฉพาะเมื่อสมัยก่อนเกือบเท่าเงินเดือนสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ  มาภายหลังมีข้อกำหนดให้ไม่เกิน  70  เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนเฉลี่ย
     1.2  ยศ/ตำแหน่ง/เครื่องราชอิสริยาภรณ์
     1.3  อื่นๆ  เช่น  วันหยุดเล่นกีฬา  (วันพุธ)  การหยุดทำงาน  1  ปีก่อนเกษียณอายุ  และจัดให้ไปเที่ยวต่างประเทศเป็นบำเหน็จผ่านโครงการศึกษาดูงาน  การเพิ่มชั้นยศให้กรณีลาออกก่อนเกษียณ  (เออร์ลีรีไทร์)  เช่น  พลตรีได้เลื่อนเป็นพลโท  เป็นต้น

2.ผลประโยชน์นอกกฎหมาย
     ผลประโยชน์ในส่วนนี้ได้รับเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมเท่านั้น
     2.1  เงินส่วนแบ่งค่านายหน้าจากการจัดซื้ออาวุธ  ยุทธภัณฑ์  การก่อสร้าง  ที่พ่อค้าอาวุธจัดให้  (ผู้บังคับบัญชาสูงสุดลงมาถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง)
     2.2  เงินใต้โต๊ะ/สินบน  ที่นักธุรกิจเสนอให้เพื่อได้งานประมูลต่างๆ  (ผู้บังคับบัญชาและผู้ที่เกี่ยวข้อง)
     2.3  เงินจากพรรคการเมือง/นักการเมือง  ด้วยการรับใช้นักการเมือง  (ผู้ที่เกี่ยวข้อง)
     2.4  เงินสกปรกต่างๆ/ส่วย  จากธุรกิจผิดกฎหมาย  เช่น  การค้าอาวุธเถื่อน  สินค้าเถื่อน  ค่าคุ้มครองบ่อน  วินมอเตอร์ไซค์  การรับจ้างทวงหนี้  ซุ้มมือปืน  เป็นต้น  (ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับ)
     รายได้จากการจัดซื้ออาวุธและอุปกรณ์วัสดุสงครามต่างๆ   ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับผู้บังคับบัญชา  สายงานที่เกี่ยวข้อง  จะมีส่วนน้อยที่กระจายลงมาสู่ทหารชั้นผู้น้อยหรือกำลังพลส่วนใหญ่  บางส่วนให้กับนักการเมือง  ค่านายหน้าในธุรกิจการค้าอาวุธสูงมาก  30-50  เปอร์เซ็นต์
     อนึ่ง  เหตุที่พื้นฐานภารกิจทหารนั้นต้องลับ  จึงทำให้งบประมาณทหารนั้นยืดหยุ่นได้ในตัวกองทัพเองมากกว่าหน่วยงานอื่น  เวลายื่นของบประมาณเอกสารประกอบจึงมีไม่กี่หน้า  การตรวจสอบทำได้ยาก

อุปกรณ์สื่อสารที่ต้องคืนให้แก่งานด้านพลเรือน
     อุปกรณ์ต่างๆ  ที่ไม่ใช่อาวุธที่กองทัพครอบครองอยู่  และปัจจุบันยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารที่เคยมีอยู่เดิมเป็นอย่างไรก็ยังคงมีอยู่และเพิ่มมากขึ้น   ที่ยุบไปก็มี   เช่น  รัฐวิสาหกิจในความควบคุมของทหาร   เช่น  องค์การแบตเตอรี่  เครื่องมือสื่อสารที่ถือว่าเป็นทุนหลักในธุรกิจสื่อมวลชนที่สำคัญแขนงหนึ่งในปัจจุบันคือ
     ขณะที่บ้านเมืองเกิดความขัดแย้ง   สื่อของทหารเหล่านี้ต่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อสถานการณ์ต่างพากันทำมาหากินกันอย่างปกติ  คือการเสนอรายการบันเทิงน้ำเน่า   ปิดหูปิดตาประชาชนไม่ให้รับรู้ข้อเท็จจริง   แม้แต่การเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่สถาบันกษัตริย์ทำคุณต่อแผ่นดิน  รากเหง้าอของความขัดแย้ง  การคอรัปชั่น  คดีความที่แต่ละฝ่ายกล่าวหาฟ้องร้องซึ่งกันและการ  ความรุนแรงต่างๆ  ที่เกิดขึ้น  และบางครั้งกลายเป็นเครื่องมือแพร่ข่าวเท็จกลบข่าวจริง
     วิทยุโทรทัศน์   ได้แก่   สถานีโทรทัศน์  สถานีวิทยุ  โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ช่อง  5  และช่อง  7  ที่กองทัพบกเป็นเจ้าของคลื่นความถี่
     สถานีวิทยุ   ส่วนสถานีวิทยุในสังกัดกระทรวงกลาโหมทั้งในกรุงเทพฯ  และภูมิภาค  ทั้งภาคเอเอ็ม   (AM)  และเอฟเอ็ม  (FM)  มีจำนวนรวมกันทั้งสิ้น  201  สถานี  (จากยอดรวมทั่วประเทศ  524  สถานี)  โดยสังกัดกองทัพบก  127  สถานี  กองทัพเรือ  21  สถานี   กองทัพอากาศ  36  สถานี  กองบัญชาการทหารสูงสุด  14  สถานี  และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม  3  สถานี  ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการมีเพียง  3  สถานี  และทบวงมหาวิทยาลัยมีเพียง  12  สถานี
     การที่กองทัพได้รับการจัดสรรทรัพยากรของชาติรวมกันเป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ทั้งหมดนั้น   มาจากยุคอดีตที่ทหารมีอำนาจต่อรองสูง   ถึงแม้ว่าอาจมีความจำเป็นต้องให้การสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารตามสถานการณ์เมื่อ  10  กว่าปีก่อน  แต่ก็ไม่ควรจะมากมายถึงเพียงนี้   ขณะที่ด้านการศึกษาจัดสรรให้เพียงไม่ถึงร้อยละ  10  ที่ให้ทหาร  และกระทรวงเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและชาวไร่ชาวนากลับมีเพียง  4  สถานี
     คลื่นความถี่  (ตามรัฐธรรมนูญเป็นทรัพยากรของชาติ)  ทั้งโทรทัศน์และวิทยุ  เป็นทรัพย์สินที่สามารถก่อผลประโยชน์มหาศาลแก่ธุรกิจสื่อโทรทัศน์และวิทยุ   ในปัจจุบันสร้างมูลค่ารวมกันได้นับแสนล้านบาทต่อปี   แต่ทหารกลับนำไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนตัวมากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนรวมคือของชาติ   โดยนำไปให้เอกชนเช่าจัดทำเวลาห  รือมีการกว้านซื้อเวลาเกือบทุกสถานีไปในลักษณะผูกขาดสัมปทานทำธุรกิจระยะยาว  สามารถสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการสูงมาก  เนื่องจากมีการแข่งขันสูง   อัตราค่าเช่าเวลาสูงมาก  (ช่อง  3  และช่อง  7  สัญญาเช่าสัมปทานยาวกว่า  30  ปี  ส่วนช่อง  5  ดำเนินการเอง)
     คลื่นความถี่และสถานีโทรทัศน์ที่ให้เอกชนเช่าสัมปทานไปนั้น   โครงสร้างหรือผังรายการส่วนใหญ่มีแต่ละครน้ำเน่า  ไร้สาระ  เวลาโฆษณาถี่จนต่อเรื่องราวที่กำลังชมหรือฟังต่อไม่ติดและน่ารำคาญ   ขณะเดียวกัน  สถานีโทรทัศน์ช่อง  11  ของกรมประชาสัมพันธ์   ที่ปัจจุบันเป็น  NBT  ก็นำเสนอเฉพาะข่าวของรัฐบาลและข้อเท็จอย่างไม่แคร์ต่อสายตาสังคม
     พฤติกรรมเช่นนี้เป็นการกระทำที่บิดเบือนเจตนารมณ์แห่งรัฐ   และเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องเสียงบประมาณในการสร้างสถานีโทรทัศน์สาธารณะใหม่ขึ้นมาปีละกว่า  2,000  ล้านบาท  เพื่อเผยแพร่ข่าว  สารคดี  และการศึกษา  บันเทิงที่เหมาะสม
     ผลกระทบจากการใช้นโยบาย   "ฟรีทีวี"  ของรัฐ  นอกจากจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ที่พึงได้ไปอย่างมหาศาล   แล้วยังทำให้สังคมไทยเกิดปัญหาทางสังคมมากดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน  คือมอมเมาเยาวชนให้เกิดทัศนะต่อชีวิตและสังคมที่ขาดจริยธรรมและศีลธรรม   ตกเป็นทาสนิยมวัตถุธรรมชาติของความเป็นสัตว์มนุษย์ลดลง  จนลืมความเป็นไทยและสถาบันทางสังคมที่ดีงามมีประวัติอารยธรรมยาวนาน
     ยูเนสโกรายงานว่า   ประเทศไทยมีอัตราผู้รู้หนังสือ  (อ่านออกเขียนได้)  กว่าร้อยละ  90  นับว่าสูงเกือบเท่าอเมริกา  และมีมหาวิทยาลัยมากมาย   ขณะเดียวกันมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในภาคราชการและเอกชนถึงกว่า  500,000  คน  และสำเร็จปริญญาเอกอีกกว่าหมื่นคน
     ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการศึกษาของประเทศไทยนั้นอยู่ในระดับที่สูงมาก   แต่ในข้อเท็จจริงทางสังคมคนไทยเป็นผู้ที่   มีความรู้  แต่ไม่มีความคิด   โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักชาติและความเป็นไทย   ขาดหลักปรัชญาและจิตวิญญาณตะวันออก   ทั้งหมดนำไปสู่ความเสื่อมทางสังคมอย่างถึงรากเหง้า   ทำลายสันติสุขทางสังคม  ซึ่งฟรีทีวีเป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่ง  นอกจากนั้นโทรทัศน์และวิทยุยังถูกใช้เป็น  "เครื่องมือหรือกระบอกเสียงทางการเมืองที่ชั่วร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริง"  ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด  ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองแก่นักการเมืองชั่ว

ผลงานของทหาร
     พิจารณาจากหน้าที่และบทบาทที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่กล่าวข้างต้น  ผลงานของทหารที่เป็นคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองคือ   "ความมั่นคง"   ความหมายของความมั่นคงคือ  ความปกติสุข  ปลอดภัยจากภยันตรายต่างๆ  ของ  "ชาติ  ซึ่งคือจิตวิญญาณที่หล่อหลอมเข้าด้วยกันระหว่างศาสนา  พระมหากษัตริย์และประชาชน"   ความมั่นคงดังกล่าวย่อมส่งผลคือ  ทำให้เกิดผลดีต่อสังคม/เศรษฐกิจ  และความเป็นอยู่ของประชาชนโดยทั่วไป
     กว่า   20   ปีแล้วที่ทหารไม่มีภารกิจสงคราม   ยังไม่พบได้ชัดเจนว่าทหารมีกิจกรรมใดๆ   ที่เสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมเลย   ไม่ว่าจะมีความขัดแย้งหรือกรณีไม่ชอบธรรมใดๆ  ภายในประเทศ  ทหารไม่เคยมีบทบาทเข้ามาแสดงความเห็นหรือปฏิบัติการใดๆ  แม้แต่น้อย  ขณะที่ไม่ว่างบประมาณประจำปี   โผการโยกย้าย   ผลประโยชน์จากวิสาหกิจ  เช่น  สื่อโทรทัศน์  วิทยุ  ทหารจะไม่ยอมให้มีการปรับลด   แต่ง   แก้
     ตรงกันข้าม  ในสถานการณ์บ้านเมืองที่ถูกระบอบการเมืองที่ชั่วร้าย   นักการเมืองทุจริตที่ตุลาการตัดสินแล้วแผ่อำนาจอิทธิพลมุ่งเข้าครอบงำประเทศชาติด้วยระบบรัฐตำรวจ  (Police  stare)  ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ  การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลตัวแทน  เช่น  ออกมติที่ไม่ชอบ   การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
     ปัจจุบันขณะที่  "บ้านเมืองและสถาบันตกอยู่ในวิกฤติอย่างยิ่งยวด"  ทหารกลับมีพฤติการณ์ดูเหมือนจงใจ/รู้เห็นเป็นใจ   ปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายลง  เช่น   กรณี  3  จังหวัดภาคใต้  กรณีฆ่าตัดตอน  กรณีปล่อยให้เกิดการเข่นฆ่าระหว่างฝ่ายที่มีความคิดขัดแย้งกันในใจกลางเมืองพื้นที่ติดเขตพระราชฐาน  การปล่อยให้นายพลทหารบกจาก  จ.ป.ร. มากล่าวข่มขู่เอาชีวิตประชาชนโดยเปิดเผย   บัดซบที่สุดคือ  ปล่อยให้ตำรวจใช้อาวุธสงครามทำร้ายทุบตีเข่นฆ่าประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องความชอบธรรมจากรัฐบาลโดยสันติ  และ   ร้ายแรงที่สุดถึงขั้นทำลายโครงสร้างทางสังคมไทย  คือการ  "ปล่อยให้มีขบวนการบ่อนทำลายราชบัลลังก์และสถาบันกษัตริย์  ถึงขั้นข่มขู่จาบจ้วงในที่สาธารณะ   ข่มขู่ทำร้ายประชาชนที่จงรักภักดี   ทำร้ายทำลายพระบรมฉายาลักษณ์   นำธงชาติและธงทรงพระเจริญมาให้ราษฎรโบกต้อนรับนายทักษิณ  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี  ที่ปัจจุบันเป็นนักโทษชายที่ต้องคำสั่งศาล  แต่หนีอาญาแผ่นดินอยู่นอกประเทศ"  ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องมาทุกรูปแบบทุกที่ทุกแห่งทุกเวลา  จนถึงขั้นกระทำอย่างเปิดเผยในรัฐสภาที่จะ   "ยกเลิกองคมนตรี"   ที่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์  เท่ากับตัดทีมที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ออกไป  แปลว่าต่อไปพระมหากษัตริย์ไม่ต้องทำงานอะไรที่เกี่ยวกับประชาชน
     ภาพตรงกันข้ามภาพที่เห็นในสังคมทุกวันนี้คือ  ความอยู่ดีกินดีของนายทหารระดับนายพล  การเล่นกีฬาวันพุธทั้งวัน   การรับรายได้   2   ทาง  คือ  จากภาษีอากรที่ประชาชนเป็นผู้เสีย   และจากความฉ้อฉลทางธุรกิจการเมืองและธุรกิจผิดกฎหมาย   การมีพฤติการณ์ผิดกฎหมาย เช่น  คุมวินมอเตอร์ไซค์  บ่อนการพนัน  การเรียกค่าคุ้มครอง  การซ่องสุมซุ้มมือปืน   การอยู่เบื้องหลังขบวนการมาเฟีย  การรับใช้นักธุรกิจการเมือง  การเล่นพรรคเล่นพวก  เช่น  รุ่นต่างๆ  เป็นต้น   ไม่มียุคใดสมัยใดที่สำนึกของทหารจะตกต่ำเลวร้าย   ขายจิตวิญญาณทหารแก่ระบบทุนสามานย์เพื่อผลประโยชน์ตน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง   การกล่าวเท็จว่าไม่ทราบ/ไม่ได้รับรายงานสถานการณ์รุนแรง   การกล่าวอ้างว่าไม่มีอำนาจหน้าที่/กฎหมายให้ทำ  การกล่าวอ้างต้องรอคำสั่งจากเบื้องบน  "ผู้นำทหาร  (โดยเฉพาะ  ผบ.ทบ.พล.อ.อนุพงษ์   เผ่าจินดา  ตท.10  รุ่นเดียวกับอดีตนายกฯ  ทักษิณ  ชินวัตร  ที่หนีคำพิพากษาจำคุกของศาลฎีกา)"  ต่างกล่าวอ้างถึงความ  "เป็นกลาง"  และ  "ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง"  และมีความเห็นว่า  "การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง"   ซึ่งพฤติกรรมของทหารเท่าที่เฝ้าดูและเกิดขึ้นจริงในการตอบสนองต่อปรากฏการณ์ทางการเมืองบ้านเราปัจจุบันแสดง  "ท่าที"  ให้ตีความหมายได้ต่อไปนี้
     ความเป็นกลางของทหารคือการ   "ปล่อยให้พระเจ้าอยู่หัวและสถาบันกษัตริย์"  ถูกจาบจ้วงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนโดยทรราช  และขบวนการอันธพาลรับจ้างสมุนทรราช
     ความเป็นกลางของทหารคือการ   "ปล่อยให้ประชาชน"  ถูกเข่นฆ่าทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า  โดยตำรวจและอันธพาลในคราบประชาธิปไตย
     ความเป็นกลางของทหารคือการ  "ปล่อยให้ทหารเขมรรุกล้ำอธิปไตย"  จนพื้นที่เขาพระวิหารเสี่ยงต่อการสูญเสีย
     ความเป็นกลางของทหารคือการ  "ปล่อยให้ทรัพยากรในเขตน่านน้ำไทย"  เสี่ยงต่อการตกเป็นของต่างชาติ
     ความเป็นกลางของทหารคือการ  "ปล่อยให้กระบวนการและสถาบันตุลาการ"  มีการละเมิดและกล่าวจาบจ้วงอย่างเปิดเผยโดยทรราช
     ความเป็นกลางของทหารคือการ   "ปล่อยให้รัฐบาลและรัฐสภาโกหกประชาชนทุกรูปแบบเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ"  เพื่อฟอกความผิดของพวกตนและเข้าครอบงำเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศไทย
     ความเป็นกลางของทหารคือ  "การโกหกทุกอย่าง"  เพื่อเอาตัวรอดจากความขัดแย้งทั้งมวลในชาติ
     แม้ว่าสถานการณ์แวดล้อมของความมั่นคงจะเกิดความสงบสันติแล้วก็ตาม   แต่   "จะไม่ยอมเมื่อมีการเสียประโยชน์ตน"  เช่น  การถูกตัดงบประมาณประจำปี  หรือการปรับแก้โผโยกย้ายนายทหารระดับสูง
     ขณะที่พวกคุณพากันหน้าด้านแต่งชุดเต็มยศ   เหรียญตราสายสะพายเต็มอก  ถือกระบี่เข้าเฝ้าเดินสวนสนามประกาศปฏิญาณแสดงความจงรักภักดีด้วยชีวิต
     ทุด!!..พวกคุณมันแค่ไอ้พวกสอพลอดุจสุนัขลืมคุณข้าวแดงแกงร้อนที่พระมหากษัตริย์และประชาชนเป็นผู้หยิบยื่นให้
     สมดังคำที่สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท  (พระอนุชาธิราชของรัชกาลที่  1)  ทรงตรัสไว้ในบทพระราชนิพนธ์  "เหตุเสียกรุงศรีอยุธยา"  ว่า   "แต่เลี้ยวลดปดเจ้าทุกเช้าค่ำ  จนเมืองคว่ำเป็นผุยยับยี่  ฉิบหายตายล้มไม่สมประดี  เมืองยับอัปรีย์จนทุกวัน"
     แถมยังขายตัวให้แก่ไอ้พวกขบวนการขายชาติขายแผ่นดิน   "ทหารยุคนี้เลวที่สุดในประเทศชาติไทย"  เท่าที่ประวัติศาสตร์ไทยมีการบันทึกมา
     ในเมื่อคนไทยมีฉันทานุมัติให้มีการบริหารจัดการระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ  และขณะที่กระบวนการทาง  "การเมือง"  เกิดความเลวทรามเป็นเผด็จการทรราช  "กำลังจะทำลายบ้านเมือง"  และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐที่เป็น   "รัฐทรราช"  ภายใต้ระบอบทุนสามานย์ขึ้นมาแทน   ให้เห็นได้และมีหลักฐานประจักษ์  มีการตัดสินโดยอำนาจตุลาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ดังนั้นการไม่ยุ่งการเมืองของทหารย่อมไม่ต่างอะไรกับ  "การปล่อยให้ชาติล่มจม"  และยอมตัวอยู่ใต้ระบอบของทรราชนั่นเอง
     เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองกลายเป็นปัญหาความมั่นคงของชาติ  คือมีความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและปรับบทบาทหรือยกเลิกสถาบันกษัตริย์  ดังความขัดแย้งจะยุติไปก็ต่อเมื่อ   "มีการแพ้หรือชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง"  ถ้าฝ่ายทรราชชนะประเทศไทยต้องเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้ระบอบทรราช  และทหารก็จะต้องเป็นดังคำกล่าวของ  พล.อ อนุพงษ์  เผ่าจินดา  ผบ.ทบ.คนปัจจุบันที่ว่า  "ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาทหารต้องรับใช้"  ซึ่งเท่ากับว่าทหารคือคนเพียงร่างกาย  แต่ไม่มีหัวสมองไว้คิด  ดังนั้นมันน่าจะมีโทษเสียอีกคือ  ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณเปล่าๆ  แต่เป็นชีวิตที่คอยสูบเลือดสังคมเพื่อเลี้ยงตนตลอดเวลา  ที่ฝรั่งเรียกว่า   "กาฝากสังคม  (Social  parasite)"  แม้ทหารรูปปั้นในหลุมฝังศพจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ของจีนยังมีประโยชน์มากกว่า  คือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่นำรายได้จากค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวเข้ารัฐบาล
     อะไรทำให้   "ท่าที"  ของทหารเป็นไปอย่างนั้น  คือ  "เย็นชา"  ต่อความเลวร้ายที่บ่อนทำลายชาติไทย  สังคมไทยที่ปรากฏขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   ท่านมีความรักเพื่อนร่วมรุ่นจนยอมแลกกับการ  "สิ้นชาติ"  หรือ   ผมไม่เชื่อ   แล้วอะไรเล่าที่มันทำให้ท่านต้องเป็นไปอย่างนั้น   มันต้องมีสิ่งหนึ่งแน่นอน  และมันไม่ใช่คาถาอาคมใดๆ  หรืออำนาจทางกฎหมายใดๆ   แต่มันคือ   "โมหะ"  คือ   ความหลงโลภในทรัพย์สินเงินทอง   ยศถาบรรดาศักดิ์ส่วนตนและครอบครัว   ความกลัวต่อการเอาคืนของอำนาจที่ชั่วร้าย
     ถึง  บรรทัดนี้  กล่าวได้ว่า  "ทหารไทยยุคนี้แหละคือตัวการที่ทำให้ไทยสิ้นชาติ"   การอ้าง   ความเป็นกลาง   ขณะที่พฤติกรรมทางการเมืองของพวกเสื้อแดงคือการ   "ละเมิดกษัตริย์ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐและเรียกร้องขับไล่องคมนตรี"  คือเป้าหมายของพวก  "โจรแผ่นดินทักษิณและพวก"  ใช่หรือไม่  ดังนั้น  "ความเป็นกลาง"  ของทหารคือการจงใจกบฏโดยไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา   77  คือ  "ไม่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคงของชาติและปกป้องราชบัลลังก์"   ไม่มีประโยชน์ต่อสังคมไทย  เนรคุณต่อแผ่นดิน  ต่อนายคือประชาชนผู้เสียภาษี   ต่อพระมหากษัตริย์ผู้ให้การอุปถัมภ์ค้ำชู   สุนัขยังสำนึกในข้าวน้ำที่เจ้าของให้  และกัดอย่างถวายชีวิตเมื่อนายประสบภัย   ถ้าพฤติกรรมทหารเป็นเช่นนั้น  การเลี้ยงสุนัขจะมีประโยชน์   (อุปมาของเพลโต)  และดีกว่า  ดังนั้นคนไทยทั้งปวงพึงแสดงมติดังนี้
     "ยกเลิกโรงเรียนนายร้อยเสีย   ไม่สมควรที่จะใช้ชื่อโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าอีกต่อไป"  แล้วตั้งเป็นวิทยาลัยเอกชนทางทหารแทน  เพราะ  "หากำไรได้เต็มที่"
     "ไม่ต้องมีการสาบานตนของทหารอีกต่อไป...เพราะเป็นการลวงเจ้า"
     "ไม่ต้องมีการดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา...เพราะเป็นการลวงเทพเทวดา"
     "ไม่ต้องมีทหารราชองครักษ์...เพราะเป็นอันตรายสูงสุดต่อกษัตริย์"
     "ไม่ต้องมีเพลงปลุกใจทหาร...เพราะเป็นการลวงตนเอง"
     "ทหารเลิกประดับเหรียญตราและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทาน...เพราะไม่มีศักดิ์ศรีและความดีที่เพียงพอ"
     "และปลดคำขวัญ  เพื่อชาติ  ศาสน์  กษัตริย์  และประชาชน  ออกเสียจากป้ายหน่วยทหารทุกหน่วย"
     และประกาศ   "ยกเลิกบริการทางทหาร"   ให้เป็นอาชีพที่เอกชนเป็นผู้ผลิตและราชการไปซื้อบริการเอาเมื่อต้องการ
     บทความนี้เขียนขึ้นด้วยจิตวิญญาณที่   "สำนึกในบุญคุณสุดประมาณแห่งมหากษัตริย์เจ้าผู้ทรงคุณต่อบ้านเมืองในอดีต   โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช   พระเจ้าตากสินมหาราช   ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์  โดยเฉพาะ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน"   หากปราศจากการนำซึ่งกล้าหาญพร้อมที่จะเสียสละพระชนม์ชีพเพื่อรักษาความเป็นไทยไว้แล้ว  พร้อมทั้งเลือดเนื้อชีวิตของบรรพบุรุษในอดีตผู้รักชาติ  หวงแหนชาติ  และจงรักภักดียิ่งชีพแล้วไซร้  วันนี้ไม่มีประเทศไทยที่ภูมิใจในความเป็นเอกราช  ไม่เคยเป็นอาณานิคมมหาอำนาจใด  สืบสานและอุดมไปด้วยวัฒนธรรมอันงดงามหนึ่งเดียวในโลก
     ขออภัยต่อทหารที่ดีที่รักชาติ  ประชาชน  และจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์  และข้อเขียนนี้ไม่มีความรู้สึกไม่ดีต่อท่าน  เป้าหมายของบทความนี้คือ  "ทหารชั่ว"
     ก่อนจบขอยกพระราชนิพนธ์บางตอนของ   "กรมพระราชวังบวรฯ"  ที่พม่าเกรงกลัวที่สุด  และเรียกเรียกพระองค์ท่านว่า  "พระยาเสือ"  ตรัสไว้ใน  "เหตุเสียกรุงศรีอยุธยา"  ว่า
     "ไม่ควรอย่าให้อัครฐาน  จะเสียการแผ่นดินกรุงศรี...
     ...อันจะเป็นเสนาบดี  ควรที่จะพิทักษ์อุปถัมภ์
     ประกอบการหว่านปรายไว้หลายชั้น....
     ...ชาติไพร่หลงฟุ้งแต่ยศถา  ครั้นทัพเขากลับยกมา
     จะองอาจอาสาก็ไม่มี
     ...แต่เลี้ยวลดปดเจ้าทุกเช้าค่ำ  จนเมืองคว่ำเป็นผุยยับยี่
     ฉิบหายตายล้มไม่สมประดี เมืองยับอัปรีย์จนทุกวัน"

                                                        ดำรงศักดานุภาพ
 



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์