วันพุธที่ 10 มีนาคม 2553
Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid

บนความไร้ภาวะ ส.ส.เพื่อไทย-เพื่อทักษิณ


  วันนี้หวิดไม่ได้คุยกัน  เพราะผมเกิดอาการงอน  เนื่องจากจู่ๆ  คอมพิวเตอร์ที่ใช้เป็นเครื่องพิมพ์ดีดเป็นลมไปเฉยๆ  ซะงั้นแหละ  หมอคอมพ์มาเยียวยาแล้วก็ไม่ฟื้น  เขาต้องลงโปรแกรมให้ใหม่  ซึ่งต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง  ร่วม  ๒  ทุ่มกว่าจะเสร็จ  แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมงอนได้ไง  สมัยนี้ก็รู้อยู่แล้ว  สิ้นคอมพิวเตอร์ก็เหมือนสิ้นใจ!

     ระหว่างนั่งรอซ่อมเครื่อง  ผมก็ดูข่าวภาคค่ำทางโทรทัศน์ไป  ใจก็คิดโน่น-คิดนี่ไปเรื่อยตามประสาคนจิตไม่ว่าง  คือฟุ้งซ่านนั่นแหละ  ฟุ้งไป-ฟุ้งมาก็รู้สึกตัวว่า  ผมถูกเทคโนโลยีกลืนกิน  "ความสามารถพื้นฐานมนุษย์"  ไปหมดแล้ว

     ก็ดูซี...แค่เครื่องคอมพ์เสีย  ชีวิตมืดมน-อับจนหนทางทันทีเลย!?

     สมัยก่อน  ชีวิตไม่ได้พึ่งไฟฟ้า  ไม่มีอะไรในชีวิตที่เรียกว่าเทคโนโลยี  อ่านหนังสือก็อ่านจากตะเกียง  จะเขียน  ก็ใช้ดินสอบ้าง  ปากกาบ้าง  เขียนเป็นลายมือลงกระดาษ  จะส่งข้อความไปถึงใครต่างบ้าน-ต่างถิ่น  ก็ใส่ซองจดหมาย  เลียแสตมป์  ๕๐  สตางค์ปิด  แล้วเอาไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ที่ตลาด

     พัฒนาขึ้นมาหน่อย  ไม่เขียนลายมือ  ใช้พิมพ์ดีดแทน  แต่ก็เป็นพิมพ์ดีด  ๒  นิ้วจิ้ม  ไม่ต้องง้อพลังงานไฟฟ้า  จะไปไหน-มาไหน  ก็ใช้พลังงานขา  ไม่มีความหมายเลยว่าวันนี้-ถ่านหิน  น้ำมันดิบ  น้ำมันสุก  จากตลาดไหนๆ  จะมี  จะหมด  หรือขึ้นเท่าไหร่  ลงเท่าไหร่?

     ผลพลอยได้ที่ทุกคนมองข้ามคือ  ไม่ค่อยมีคนเครียด  ไม่ค่อยมีคนสายตาสั้น  ไม่ค่อยมีคนอ้วนลงพุง  ไม่มีใครรู้จักโรคภูมิแพ้  หรือเจ็บป่วย  กะพล็อก-กะแพล็ก  กันตั้งแต่วัยหนุ่ม-วัยสาว

     แต่ทุกวันนี้  ผมไม่มีคุณสมบัติพื้นฐานมนุษย์เพื่อการดำรงอยู่เหลืออยู่ซักเท่าไหร่เลย  ก็แค่เครื่องคอมพ์เสีย  ผมก็เป็นไอ้บื้อ  ทำอะไรไม่ได้  จะเขียนหนังสือก็เขียนไม่ได้  จะดูความเคลื่อนไหวของโลกจากข่าวคราวประจำวันก็ดูไม่ได้  อยากจะรู้ว่าใครติดต่ออะไรเข้ามาบ้าง  ก็ติดต่อกันไม่ได้  จะค้นดูงานการที่ทำเก็บไว้  ก็ค้นไม่ได้!

     เจอเข้ากับตัวเองนิดๆ  หน่อยๆ  ยังหงุดหงิดจนงอน  (ตัวเอง)  แล้วอย่าง  ริโอ  เดอ  จาเนโร  ของบราซิล  ที่ไฟฟ้าดับเกือบทั้งเมืองกว่า  ๕  ชั่วโมงวานซืนนี้  จะอลหม่านกันขนาดไหน  และคิดต่อไปว่า......

     ในความอหังการของมนุษย์ในยุคแห่ง  ไฮ-เทคโนโลยี  สมมุติว่า  โลกนี้ถูกความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติถล่มจนไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ได้  จะทำยังไงกันล่ะตานี้

     จากอหังการมนุษย์  จะเหลือ  เหนือกว่า  "หมาตัวหนึ่ง"  ซักแค่ไหน?!

     เพราะหมาไม่มีไฟฟ้า  มันก็อยู่ได้  แต่ถ้ามนุษย์ขาดไฟฟ้า  ด้วยการยอมเป็นทาสเทคโนโลยี  จนไม่คิดเผื่อทางรอดเป็นทางสำรองในชีวิตยามฉุกเฉิน  ดังนั้น  มนุษย์วันนี้  นอกเหนือจาก  "นิ้วกดปุ่ม"  แล้ว  ในความทันสมัย  ทำอะไรไม่ได้  และทำไม่เป็นเลยจริงๆ

     และในศตวรรษต่อไปนี้  มนุษย์อาจสืบพันธุ์ไม่เป็นด้วยซ้ำ  เพราะด้วยเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม  อยากมีลูกก็ผสมเอาได้เป็นครอกๆ  อยากมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน  ไม่อยากแก่  ไม่อยากตาย  ด้วยเทคโนโลยียุคใหม่  สร้างโปรแกรม  ออกแบบ  ฝังชิปเอาได้ตามใจอยาก!

     แต่ทั้งหมด  สรุปลงที่  "พลังงาน"  ตัวเดียว!

     พลังงาน  กลายเป็น  "ผู้กำหนด-กำเนิด"  สรรพสิ่งในสังคมโลกยุคใหม่-ยุคพันธุวิศวกรรมไปโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว  เพราะเทคโนโลยีใดๆ  ที่ว่าสูงสุด  ต่อให้สูงขนาดไหน  สุดขนาดไหน  "พลังงาน"  เท่านั้น  คือปัจจัยชี้ขาด

     แต่พลังงานกำลังหมดโลก...เขาว่าอย่างนั้นนะครับ   คงหมายถึงพลังงานจาก  ซากพืช  ซากสัตว์  ที่ทับถมกันมาเป็นล้านล้านล้านปีในรูปของก๊าซ  ของน้ำมัน  ของถ่านหิน  แท้ที่จริงแล้ว  คำว่า  "พลังงาน"  มันไม่ได้จนจ่ออยู่แค่นั้น  คนกะพริบตา  ช้างกระดิกหู  งูแลบลิ้น  ล้วนพลังงานทั้งสิ้น

     ทางวิทยาศาสตร์บอกว่า  สสาร  กับ  พลังงาน  ครือกัน  โดยตรรกะนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าพลังงานจะหมดไปจากโลก  เพราะตราบใดที่มีโลก  ตราบนั้นย่อมมีสสาร  คือมีทั้งของแข็ง  ของเหลว  และก๊าซ  เมื่อมีของแข็ง  ของเหลว  ก๊าซ  แล้วพลังงานจะหมดได้อย่างไร?

     จากสงครามโลกครั้งที่  ๑  และครั้งที่  ๒  มนุษย์ก็ช่วยสะสม  ซากพืช  ซากสัตว์  และซากมนุษย์  ทับถมโลกไว้ให้แปรสภาพเป็นพลังงานไม่รู้กี่พัน-กี่หมื่นล้านสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต

     และนี่...ไทยกะไทย  ไทยกะเขมร  ก็ร่ำๆ  จะบำเพ็ญตนสะสมให้เป็นทรัพยากรเพื่อพลังงานโลกอีก  ฉะนั้น  ใครก็ไม่ต้องกลัวว่าพลังงานจะหมดโลก  เว้นแต่  "โลกแตก"

     ถ้าแตกจริงๆ  ผมขอซีกที่มีจาวแล้วกัน!?

     แต่  "โลกแตก"  ไม่สำคัญเท่า  "สติแตก"  ผมว่าตอนนี้  ทั้งฮุน  เซน  ทั้งทักษิณ  และทั้ง  ส.ส.เพื่อไทย  สติแตกถึงขั้น  "วิปลาส"  ไร้ความยั้งคิดใดๆ  ไปทั้งสิ้นแล้ว  แม้กระทั่งสามัญสำนึกขั้นพื้นฐาน

     นี่...เมื่อวานนี้  นายฮุน  เซน  เขาเชิญเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยในกัมพูชา  "เลขานุการเอก"  ออกจากประเทศเขา  พูดกันด้วยมรรยาทนะครับ  แต่ถ้าพูดกันตรงๆ  ก็คือ  กัมพูชาแบะท่าศัตรูกับไทยด้วยการ-ขับไล่ไสส่ง  ผมก็ไม่อยากแปลเจตนาไปในทางเลวร้ายอันใด  นอกจากทำความเข้าใจว่า

     นั่นเป็นวิธีการตามลีลา  "การเมืองระหว่างประเทศ"  ที่ประเทศหนึ่งจะงัดมาใช้กับอีกประเทศหนึ่ง  เป็นสัญญาณให้รู้ถึงขีดระดับความพอใจ-ไม่พอใจที่มีต่อกัน

     เขาไล่  "เลขานุการเอก"  เราออกจากกัมพูชาภายใน  ๔๘  ชั่วโมง  หรือจะไล่ออกด้วยจำนวนเท่าใด  ไทยเราก็ต้องไล่  "เลขานุการเอก"  หรือตามจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เขาไล่ออกกลับกัมพูชาไปจำนวนเท่านั้น  ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น-ตกใจหรอกครับ

     คือยังไม่ถึงขั้น  "ตัดสัมพันธ์ทางการทูต"  ขั้นปิดสถานทูต  หยุดการติดต่อสัมพันธ์กันทั้งหมดหรอก  แปลเป็นรูปธรรมก็คือ  ยังไปมาหาสู่กันได้ตามปกติ  ฝ่ายไหนมีธุระปะปังอะไรที่ต้องไปติดต่อผ่านสถานทูตทั้งสอง  ก็ไปติดต่อได้ตามปกติ  และที่สำคัญที่ต้องย้ำคือ

     "ด่าน-พรมแดน"  ที่ติดต่อกับเขมร  ทุกอย่างเหมือนเดิม  เปิดตามปกติ  ใครใคร่ไป-ไป,  ใครใคร่มา-มา  ฉะนั้น  อย่าโวยวายอะไรกันไปจนเกินเหตุ!

     คือฝ่ายไทยปกติ  ขึ้นอยู่กับฝ่ายเขมรเขาเอง  สมมุติว่า  เขาเห็นไทยตั้งรับการไล่เจ้าหน้าที่สถานทูตเมื่อวานด้วยอาการ  "สงบสยบความเคลื่อนไหว"  ก็คลั่งแค้นใจที่ไม่เป็นไปตามแผน  แล้วฮุน  เซน  สั่งปิดด่าน-ปิดชายแดนฝั่งเขาเอง

     นั่นเป็น  "ความต้องการ"  ของเขมรเอง  ไม่ใช่ความต้องการฝ่ายไทย!

     ฉะนั้น  เขมร  โดยนายฮุน  เซน  ต้องรับผิดชอบ  ต้องตอบคำถามกับชาวโลก  และชาวกัมพูชาที่ชีวิตประจำวันต้องอดอยากยากแค้น  เพราะเข้ามาทำมาหากินไม่ได้ตามปกติในฝั่งไทย!

     ฝ่าย  ส.ส.เพื่อไทย  ก็ช่างกระไรอยู่  แยกแยะไม่ออกเลยหรือระหว่างความสัมพันธ์ส่วนตัว  กับศักดิ์ศรีในความเป็นชาติของเรา  ช่างน่าละอายจริงๆ  ในขณะที่กัมพูชายกทักษิณเป็นเงื่อนไขหยามประเทศไทย   กลับปรากฏว่า  "ท่านผู้ทรงเกียรติ"  ของรัฐสภาไทยอันเป็นบุคคล  ๑  ใน  ๓  สถาบันหลักของชาติ

     แห่แหนกันไปซบมือ-ซบตีนผู้ร้ายที่มีเจตนาทำลายชาติ-ทำลายสถาบัน!?

     จะไปก็ไปเถอะ  ไม่ว่ากัน  แต่ควรไว้หน้าสถาบัน  ให้เกียรติประเทศ  ไปเงียบๆ  ก็ได้  ไม่ต้องประกาศเป็นการประจานให้ชาวบ้าน-ชาวโลกเขาทุเรศอย่างที่ทำ

     ฮุน  เซน  เล่นบทกุ๊ยระหว่างประเทศ  เจตนาที่เห็นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงชายแดน  โดยเฉพาะทางด้านปราสาทพระวิหาร  เพราะยูเนสโกเขามีเงื่อนไขว่า  การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น  จะสมบูรณ์ครบถ้วนก็ต่อเมื่อต้องมี  "พื้นที่รอบตัวปราสาท"

     เขมรต้องทำให้เสร็จ  และยื่นแสดงต่อยูเนสโก  ถ้าผมจำไม่ผิดก็เดือนมกรา  หรือกุมภา  ๕๓  นี่แหละ!

     ครับ...ก็พื้นที่รอบตัวปราสาท  ๔.๖  ตารางกิโลเมตร  ร่วม  ๓  พันไร่เป็นของไทย  เมื่อตกลงร่วมกันไม่ได้  แล้วเขมรจะเอาพื้นที่อนุรักษ์โดยรอบไปประกอบเข้ากับตัวปราสาทได้อย่างไร  ถ้ายื่นไม่ได้ตามเวลาที่เขายืดมาให้แล้ว  การขึ้นทะเบียนครั้งนี้เห็นทีจะมีปัญหาแน่ๆ

     นี่...ยังไม่นับผลต่อเนื่องถึงพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย  แต่แค่นี้ฮุน  เซน  ก็เดือดร้อน  ทักษิณเพื่อนรักก็พลอยร้อน  (ในผลประโยชน์)  ไปด้วย  เรื่องนี้ถ้าต้องการกินอาหารให้อร่อย  ท่านนายกฯ  อภิสิทธิ์...ต้องใจเย็นๆ  ครับ.

 

ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Firefox 3  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์