"..คงต้องท้าพิสูจน์กันว่า เมื่อกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงไอซีทีเข้ามาอยู่ภายใต้การ "คอนโทรล" ของพรรคประชาธิปัตย์เต็มตัวแล้ว "อภิสิทธิ์" จะขันนอต 2 กระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ตามเป้าหมายหรือไม่ หรือเหลวซ้ำซาก เพราะเป็นแค่ "สมบัติผลัดกันชม" ในพรรคการเมืองเท่านั้นเอง.."-----------
ผลพวงจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา แม้รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายจะ "ผ่านด่าน" ได้หมด แต่ในที่สุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรี ทำคลอด "ครม.มาร์ค 5" เรียบร้อย
การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ นอกจากจะ "ถีบส่ง" พรรคเพื่อแผ่นดิน "บางส่วน" ออกไปแล้ว นายอภิสิทธิ์ยังยึดเก้าอี้ใน 2 กระทรวงเศรษฐกิจแถวหน้าอย่าง กระทรวงอุตสาหกรรม กับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที คืนจากพรรคเพื่อแผ่นดิน มาไว้ในการบริหารจัดการของพรรคประชาธิปัตย์เองได้สำเร็จ หลังจากปล่อยให้ "พรรคร่วม" ยึดครองไปเกือบหนึ่งปีครึ่ง
ต้องดูว่าหลังจาก 2 กระทรวงอยู่ในความดูแลของพรรคประชาธิปัตย์แล้ว จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเป็น "เอกภาพ" หรือไม่ และทั้ง นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม และ นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที จะเร่ง "เผือกร้อน" บนเก้าอี้ว่าการฯ ได้มากน้อยขนาดไหน
เริ่มด้วย นายชัยวุฒิ กล่าวภายหลังมอบนโยบายอย่างเป็นทางการให้หน่วยงานที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าภารกิจเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการมี 4 เรื่องหลัก คือ 1.การเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงนักลงทุนที่กำลังจะเข้ามาลงทุนหลังเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองจบลง
2.เร่งแก้ปัญหาโครงการลงทุนในมาบตาพุด เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่สามารถเดินหน้าการลงทุนต่อไปได้ 3.เร่งส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้มีความยั่งยืนอยู่รอดได้อย่างถาวร และ 4.การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยให้เป็นระบบยั่งยืน คำนึงถึงการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ผู้ประกอบการ นักวิชาการ ชาวบ้าน พร้อมกับบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ จริงจังอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ได้มอบนโยบายให้บีโอไอเดินทางไปโรดโชว์ใน 3 ประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนักลงทุนเป็นการเร่งด่วน ประกอบด้วย ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และจีน และหากเป็นไปได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรเป็นผู้นำในการเดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนด้วยตนเอง น่าจะส่งผลตอบรับที่ดีมากขึ้น
โดยประเทศญี่ปุ่นควรจะไปโรดโชว์เป็นประเทศแรกๆ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เป็นโอกาสที่ดีในการหารือเพื่อดึงการลงทุน
"ผมพร้อมที่ออกไปโรดโชว์สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ในเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป โดยขณะนี้ขอศึกษางานภายในกระทรวงให้เรียบร้อยก่อน เบื้องต้นแผนงานที่บีโอไอวางไว้แล้ว ก็สามารถดำเนินการได้เลยไม่ต้องรอ" นายชัยวุฒิระบุ
โดยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนปี 2553 มั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 5 แสนล้านบาท แม้การลงทุนช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาชะงักไปบ้างจากผลกระทบทางการเมือง ซึ่งจากที่ดูตัวเลขเบื้องต้นของยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนก็เกือบ 2 แสนล้านบาท
สำหรับการแก้ปัญหาการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดนั้น นายชัยวุฒิยืนยันว่า เร็วๆ นี้จะลงพื้นที่มาบตาพุดเพื่อพบผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด ไม่เฉพาะผู้ประกอบการ 64 รายที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งศาลปกครองเท่านั้น
ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งแก้ปัญหาการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในนักลงทุน ซึ่งขณะนี้เหลือเพียง 24 โครงการที่อยู่ระหว่างการช่วยเหลือ โดยในจำนวนนี้มี 2 โครงการที่อยู่ระหว่างรอยื่นให้ศาลปกครองพิจารณา
ส่วนการแก้ไขปัญหาคืบหน้าไปมาก เหลือยังติดอยู่ 2 เรื่องคือ การตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยกิจการรุนแรง ซึ่งขณะนี้ได้รายชื่อคณะกรรมการแล้ว คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์น่าจะมีความชัดเจน และเรื่องบัญชีรายชื่อประเภทกิจการรุนแรง โดยคณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ จะมีการนัดประชุมเพื่อสรุปในวันจันทร์ที่ 14 มิ.ย.นี้
"หลังจากที่มีความชัดเจนแล้ว คงจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ เพราะจะทำให้อุตสาหกรรมไทยเป็นอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสิ่งแวดล้อมและชุมชน" นายชัยวุฒิกล่าว
ส่วนเรื่อง "น้ำตาลทราย" ถือได้ว่าที่ผ่านมากลายเป็น "น้ำตาลขม" จากการ "แย่ง" กันแก้ปัญหาระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับกระทรวงพาณิชย์ ทั้งปัญหาการขาดแคลนและราคาแพง
นายชัยวุฒิกล่าวว่า ได้สั่งให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) นำน้ำตาลทรายที่จะขึ้นงวดในงวด 51 และ 52 งวดละ 4.3 แสนกระสอบมาขึ้นงวดก่อน โดยจะเริ่มตั้งแต่งวดวันจันทร์ที่ 14 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำตาลทรายที่จะเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 8 แสนกระสอบ โดยคิดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์จากนี้ สถานการณ์น่าจะคลี่คลายลง
"ไม่ได้คิดดัดหลังกระทรวงพาณิชย์ เพราะเข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์ก็คงมีเจตนาดี เพียงแต่เพิ่งเริ่มทำ จึงไม่ชำนาญในกระบวนการ ทำให้มีปัญหาติดขัด ดังนั้น คิดว่าทำไมกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ทำอะไรเสริมเข้าไป เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน" นายชัยวุฒิกล่าว
หันไปทางกระทรวงไอซีที ถือว่าเป็นกระทรวงที่ฮอตทุกยุคสมัย เพราะกระทรวงนี้ต้องดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานของตระกูล "ชินวัตร"
การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ต้องน่าจับตามองไม่น้อย เพราะกระทรวงไอซีทีถือได้ว่ามีปัญ หาที่คั่งค้างมานาน ซึ่งขณะนี้ได้รอให้ รมว.ไอซีทีคนใหม่เข้ามาคลี่คลายและจัดการปัญหาให้เบาบางลงไป ทั้งในเรื่องสัญญาสัมปทานดาวเทียม กรณีการจัดสร้างดาวเทียมไทยคมดวงใหม่ ที่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า รวมไปถึงสัมปทานมือถือ ที่ต้องทำให้ถูกต้องตามมาตรา 22 พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมการงานและดำเนินในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน)
ทั้งนี้ ยังไม่รวมกับการพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ได้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในกรณีการแก้ไขสัมปทานดาวเทียม-มือถือ
นอกจากนี้ จากปัญหาการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน การทำให้หน่วยงานภายในองค์กร อย่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากสัมปทาน ก็เป็นเรื่องเร่งด่วนอีกประการ
และยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น การลงทุน 3 จี ทั่วประเทศของทีโอที และการซื้อขายฮัทช์ของ กสทฯ ที่สำนักงานอัยการที่ยังไม่ส่งสัญญาซื้อขายกลับมา ทำให้ดูว่าการเซ็นสัญญาซื้อขายต้องเลื่อนจากกรอบเดิม
ปัญหาเหล่านี้รอ รมว.ไอซีทีคนใหม่มาสาง
นายจุติระบุว่า ภารกิจหลักๆ ที่จะเข้ามาเร่งดำเนินการ มี 1.การสรุปมูลค่าความเสียหาย ซึ่งในสมัยที่ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นไอซีที ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการแก้สัญญาสัมปทานมือถือและดาวเทียม ตามคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมี พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีทีเป็นประธาน ได้มีข้อสรุปแล้วว่า "เสียหายจริง" แต่มูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างการรอรายงาน รมว.ไอซีที
สำหรับเรื่องที่ 2.จะมีการทบทวนสัญญาสัมปทานของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการดาวเทียมไทยคมและไอพีสตาร์ ว่าที่ผ่านมาได้จ่ายผลประโยชน์ให้รัฐคุ้มค่าจริงหรือไม่ รวมทั้งจะเปิดให้เอกชนรายอื่นที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจดาวเทียมได้ด้วย เพื่อให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น
"นโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับไอซีที คือการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคง จัดการกับเว็บไซต์หมิ่นเบื้องสูง และเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการพนันบอล ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรรมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายโดยตรงที่ได้รับคำสั่งมาจากนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้เข้มงวดในเรื่องนี้" นายจุติกล่าว
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา รมว.ไอซีทีคนใหม่ได้แถลงนโยบายการควบคุมดูแลเว็บไซต์พนันออนไลน์ทั้งในและนอกประเทศ ในช่วงเทศกาลแข่งขันฟุตบอลโลกที่เปิดอย่างเป็นทางการ
โดยกระทรวงไอซีทีในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักซึ่งดูแลด้านเทคโนโลยี ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ เฝ้าระวัง สอดส่อง รวมทั้งแจ้งเบาะแสพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ตามชุมชนและสถาบันการศึกษาทุกแห่ง พร้อมให้เครือข่ายสังคมออนไลน์มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะการเล่นพนันออนไลน์ที่ระบาดหนักในทุกๆ ประเทศ
โดยปิดไปแล้ว 246 ยูอาร์แอล
นอกจากการเฝ้าระวังเว็บไซต์พนันแล้ว ไอซีทียังเตรียมผลักดันการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) ให้เกิดการใช้งานจริงมากขึ้น เนื่องจากเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการกระตุ้นให้ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันอย่างจริงจัง และเลิกพึ่งพารายได้จากสัญญาสัมปทานเหมือนที่ผ่านมา
สำหรับสิ่งที่ไอซีทีต้องการคือให้ทีโอทีเร่งดำเนินการแผนฟื้นฟูองค์กร (เทิร์นอะราวด์) และการรู้จักการทำธุรกิจเชิงรุกให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะปัจจุบันหากไม่มีรายได้จากสัญญาสัมปทานก็เท่ากับว่าทีโอทีขาดทุนอย่างต่อเนื่อง และเข้าขั้นวิกฤติด้านรายได้อย่างรุนแรง
ส่วนคณะกรรมการ (บอร์ด) ของหน่วยงานในสังกัด นายจุติกล่าวว่า เบื้องต้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เนื่องจากต้องการให้โอกาสคนเก่าได้ทำงานก่อน แต่กรณีที่บอร์ดบางท่านได้ลาออกไป จะตั้งคนใหม่เข้ามารับผิดชอบแทน เพื่อให้งานเดินหน้าไปได้เร็วที่สุด
"การเข้ามาทำหน้าที่ในครั้งนี้ เป็นการมาในระยะสั้นๆ ดังนั้นจะไม่มีการนับหนึ่งใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะนำนโยบายของรัฐบาลมาปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลได้มากที่สุด" นายจุติกล่าวย้ำถึงการสานงานต่อในกระทรวงไอซีที
จากนี้ไปคงต้องท้าพิสูจน์กันว่า เมื่อกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงไอซีทีเข้ามาอยู่ภายใต้การ "คอนโทรล" ของพรรคประชาธิปัตย์เต็มตัวแล้ว "อภิสิทธิ์" จะขันนอต 2 กระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ตามเป้าหมายหรือไม่ หรือเหลวซ้ำซาก เพราะเป็นแค่ "สมบัติผลัดกันชม" ในพรรคการเมืองเท่านั้นเอง.








