ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทยตามนโยบายที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ชูขึ้นเป็นประเด็นวาระแห่งชาติ หลังเหตุการณ์ฝันร้ายเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถูกจับตามองเป็นพิเศษอย่างใกล้ชิด ไม่น้อยหน้าไปกว่าเสียงเชียร์และให้กำลังใจจากทุกฝ่ายในสังคมไทย
เพราะถ้าฝันของการเดินหน้าเปลี่ยนแปลงประเทศไทยสามารถเป็นจริงได้ในกำหนดระยะเวลา 3 ปีจากนี้ไป ย่อมหมายถึงความอยู่รอดอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพเป็นที่ปรารถนาของคนไทยทั้งประเทศ
ยามนี้ ..คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติที่มีดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน อาจจะถูกมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศไทยเท่าไรนัก หากพิจารณาเปรียบเทียบกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศที่มีศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ตลอดจนคณะกรรมการอิสระชุดการปฏิรูปสื่อและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่ผมกลับมองว่า คณะกรรมการแต่ละชุด จะปฏิเสธว่าขาดความเกี่ยวข้องโดยสิ้นเชิงคงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพิเคราะห์พบว่า ปัญหาความแตกแยกในสังคมบ้านเราในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งหลายคนเล็งเห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยนั้น กรณีของความอยุติธรรมที่เรียกกันว่า “สองมาตรฐาน” หรือดับเบิ้ลสแตนดาร์ดมีนัยสำคัญอย่างยิ่งยวดไม่แพ้ความรู้สึกที่เรียกว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
การค้นหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ย้อนหลังไปถึงเมษาเดือดโดยคณะกรรมการชุดอ.คณิต ณ นคร จึงไม่อาจจะนำไปพิจารณาแบบเฉพาะเจาะจง แล้วตัดความสัมพันธ์ออกจากวาระแห่งชาติว่าด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
เช่นเดียวกับการทำงานของเวที “ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะคนไทย” ในนามเครือข่ายสถาบันทางปัญญา ที่ระดมสมองนักวิชาการ นักคิด นักวิจัย นักธุรกิจ นักบริหาร ตัวแทนชุมชน ตัวแทนองค์กร และข้าราชการเกษียณอายุผู้มากความรู้ประสบการณ์ มาเป็นเวลานานปีเศษ หากคณะกรรมการปฏิรูปในชุดต่างๆ จะรู้จักหยิบนำผลการศึกษา การลงมือทำงานจริง มาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนปฏิรูป เชื่อว่าจะช่วยย่นระยะเวลาในการทำฝันปฏิรูปให้เป็นจริงได้มาก เพราะบัดนี้ สังคมได้หันมามองปัญหานี้อย่างจริงจังและพร้อมร่วมมือร่วมใจแล้ว โดยมีงบประมาณจากรัฐบาลเป็นตัวหนุนส่งนั่นเอง
โดยเฉพาะประเด็นล่าสุด สดๆร้อนๆ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นำเสนอการวิจัยในโครงการ “นิติเศรษฐศาสตร์ของระบบยุติธรรมทางอาญา: ประสิทธิภาพและความเป็นธรรม” สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ...
ผมเห็นว่าสอดคล้องทันต่อสถานการณ์ที่บ้านเมืองเรากำลังถามหาความยุติธรรมที่เท่าเทียมอย่างน่าสนใจมาก
เพราะมีคำกล่าวอันเป็นคติเตือนใจผู้อยู่ในแวดวงกระบวนการยุติธรรมเสมอมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และในอนาคตคงไม่เปลี่ยนแปลงว่า
“ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม” (Justice delayed is justice denied)
การทำความยุติธรรมให้ปรากฏด้วยห้วงเวลาที่เหมาะสม เป็นโจทย์ข้อใหญ่ของประเทศไทยไม่เพียงเฉพาะคณะกรรมการชุดที่เรียกว่า คอป.แน่นอน แต่หมายถึงสมการผูกพันในการทำฝันปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นจริงด้วย
ยิ่งอ่านงานวิจัยของอาจารย์สมเกียรติ เราก็จะยิ่งพบว่า ตราบใดที่กระบวนการยุติธรรมไม่ตอบสนองประชาชนเท่าทันเหตุการณ์ ปัญหาความรู้สึกต่อความอยุติธรรม ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำ ปราศจากมาตรฐานที่น่าเชื่อถือก็ไม่มีทางหมดสิ้น
ผลการวิจัยของอาจารย์สมเกียรติระบุว่า...
จากการสำรวจปริมาณคดีอาญาของศาลยุติธรรมทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2550 พบว่า มีปริมาณคดีอาญาถึง 562,545 คดีที่เข้าสู่กระบวนพิจารณาทางอาญาของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าศาลจะสามารถพิจารณาได้หมดสิ้น และทำให้จำนวนคดีที่คั่งค้างอยู่ในศาลในปีนั้นเพิ่มขึ้นถึง 63,969 คดี ปัญหาคดีคั่งค้างในศาลจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น หากเรายังไม่สามารถปฏิรูปกระบวนการพิจารณาความอาญาในขั้นตอนต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
คดีอาญาที่เข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและพิจารณาเสร็จสิ้นในช่วงปี พ.ศ. 2547-2551 จากคดีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ 8 ฐานความผิด ซึ่งมีจำนวนคดีในชั้นศาลมากที่สุด ซึ่งได้แก่ คดีความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค คดีความผิดฐานหมิ่นประมาท คดีความผิดฐานลักทรัพย์ คดีความผิดต่อร่างกาย คดีความผิดเกี่ยวกับการพนัน คดีความผิดเกี่ยวกับการจราจรทางบก คดีความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและคดียาเสพติด
บทสรุปการวิจัยคือ ระบบยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยเป็นระบบราชการที่มีขนาดใหญ่และใช้ทรัพยากรมาก แต่การดำเนินการในหลายขั้นตอนก็ยังใช้เวลานาน ซึ่งหมายความว่า กระบวนการของระบบยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยโดยรวมน่าจะยังไม่มีประสิทธิภาพนัก การขาดประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่ได้ก่อให้เกิดต้นทุนที่สูงต่อรัฐในรูปของการสูญเสียงบประมาณเท่านั้น แต่ยังสร้างต้นทุนที่สูงต่อสังคม และน่าจะมีผลต่อประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวมด้วย ......
ทั้งฟังและอ่านผลการวิจัยของนักวิชาการแห่งทีดีอาร์ไอแล้ว ยิ่งเห็นการปฏิรูปประเทศไทยห่างออกไปไหมครับ?!?
ตอบแบบปลอบใจ(ตัวเอง)ล่ะก็ ...การปฏิรูปไม่ใช่ปฏิวัติ จำเป็นต้องใจเย็นๆ และใช้ระยะเวลายาวพอประมาณ หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน พัฒนาอย่างถาวร
แต่ถ้าตอบอย่างตรงไปตรงมา...เห็นทีต้องยอมรับว่า ความยุติธรรมไม่เกิด ความปรองดองก็คงยาก เมื่อสังคมขาดความเป็นเอกภาพ การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้น่าอยู่ก็คงต้องย่ำอยู่กับคำว่า “พยายาม” ต่อไปไม่รู้จบ
ฉะนั้น ฝากไว้กับคณะกรรมการทุกชุดผู้เสียสละ เพื่อให้ประเทศไทยอยู่รอดปลอดภัยตลอดไปโดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจว่า ยุติทุกปัญหาอย่างเป็นธรรม การปฏิรูประเทศไทยเดินหน้าในเร็ววันแน่
นายใฝ่ฝัน ปฏิรูป








