วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2553
Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid

'บลูมเบิร์ก'มั่วนิ่มทุบหุ้นไทยกระจุยร่วงดิ่งเหว'32จุด'


"บลูมเบิร์ก"  ทุบหุ้นไทย  เสนอข่าวนักวิเคราะห์จากสิงคโปร์  ส่งผลตลาดหุ้นรูดมหาราชกว่า   15.20  จุด  ระหว่างวันร่วงถึง  32  จุด  แต่มูลค่าซื้อขายท่วมท้นรอบ  3  ปี  5.5  หมื่นล้านบาท  นักวิเคราะห์แนะจับตาใกล้ชิดวันที่  15  ต.ค.

     เมื่อวันที่  14  ตุลาคม  การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถือว่ามีความผันผวนอย่างสูง  โดยเฉพาะการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงแม้ช่วงเปิดตลาดจะปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่  752.22  จุด  เพิ่มขึ้น  5.55  จุด  แต่ต่อมาก็มีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง  และปิดตลาดครึ่งวันเช้าลดลงไปถึง  21.98  จุด  หลังจากเปิดตลาดช่วงบ่ายมีแรงซื้อเข้ามาดันดัชนีปรับขึ้นเล็กน้อย   แต่มีแรงขายออกมาอย่างหนักอีกรอบ  จนทำให้ดัชนีร่วงไปกว่า   32.32  จุด  ลงไปแตะระดับต่ำสุดที่  714.39  จุด  ก่อนปิดตลาดที่ระดับ  731.47  จุด  ลดลง  15.20  จุด  มูลค่าการซื้อขาย  47,570.50  ล้านบาท  สูงสุดในรอบเกือบ  3  ปี  นับจากวันที่  20  ธ.ค. 2549  ที่มูลค่าซื้อขายอยู่ที่  55,217.97  ล้านบาท  นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ  3,978.39  ล้านบาท  นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ  98.32  ล้านบาท  นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ  4,076.71  ล้านบาท

     ก่อนหน้านี้   ดัชนีตลาดหุ้นปรับลดลงค่อนข้างแรงไปเมื่อวันที่   17  ส.ค.  2552  โดยปิดที่ระดับ  632.05  จุด  จากดัชนีตลาดวันที่  16  ส.ค. ที่ระดับ  654.25  จุด

     ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นมีการปรับลดลงอย่างรุนแรง   คือการเสนอข่าวของสำนักข่าวบลูมเบิร์กเมื่อวันพุธ  ที่มีการให้ความเห็นของนายเดวิด  เหลียง  นักค้าอาวุโสประจำบริษัทเฟิร์สต์สเตท  อินเวสต์เมนต์  ในสิงคโปร์  กับสำนักข่าวดังกล่าวว่า  ตลาดวิตกกังวลในพระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

     ม.ล.ทองมกุฎ  ทองใหญ่  กรรมการผู้จัดการ  บล.ซิตี้คอร์ป  (ประเทศไทย)  และในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ  กล่าวว่า  ช่วงบ่ายของการซื้อขายในตลาดหุ้นเจอกระแสข่าวลือออกมามาก   ทำให้นักลงทุนถือโอกาสเทขายหุ้นออกมา  ซึ่งกระแสข่าวนี้จะจริงหรือเปล่าไม่มีใครสามารถตอบได้    แต่ที่รู้คือนักลงทุนใช้ปัจจัยลบนี้มาเป็นปัจจัยขายหุ้นออกมา  และที่ผ่านมาราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปมากด้วย

     นายวีระชัย   ครองสามสี   ผู้อำนวยการอาวุโส  ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน  บล.ฟาร์อีสท์  กล่าวว่า  ตลาดหุ้นช่วงบ่ายเกิดการความแตกตื่นจากหลายกระแสข่าวที่ออกมา  ทำให้ตลาดบ้านเราเคลื่อนไหวสวนทางกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ต่างปรับตัวขึ้นกันทั่วหน้า  โดยแนวโน้มการลงทุนวันที่  15  ต.ค. ตลาดหุ้นยังมีโอกาสรีบาวด์ทางเทคนิค  แต่คงเล็กน้อยโดยมีแนวรับที่  718-715  จุด  แนวต้าน  735  จุด

     น.ส.ธีรดา  ชาญยิ่งยงค์  ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์  บล.ฟิลลิป  (ประเทศไทย)  กล่าวว่า  ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นช่วงเช้าดัชนีปรับตัวขึ้น  ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนมาจากตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น   แต่เมื่อดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ   752  จุด  ปรากฏว่าเริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมาในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์  จากนั้นในการซื้อขายช่วงบ่ายดัชนีปรับตัวลดลงอย่างแรง   ซึ่งคาดว่าเป็นปัจจัยลบภายในประเทศที่ไม่มีความชัดเจน  และถือเป็นเหตุผลเดียวที่ส่งผลกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน   ซึ่งถือว่าสวนทางกับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

     "หุ้นไทยบ่ายนี้ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง   โดยลงไปกว่า  32  จุด  ซึ่งประเมินว่าเป็นการปิดลบระหว่างวันสูงที่สุดในรอบปี  2009  ซึ่งก่อนหน้านี้  วันที่  27  ต.ค. 2008  เคยปิดลบสูงสุดกว่า  45  จุด  โดยเป็นการปรับฐาน  ซึ่งจากการประเมินคงมาจากประเด็นที่ไม่มีความชัดเจนหรือข่าวลือในประเทศ   ดังนั้นต้องดูว่าวันที่   15  ต.ค. จะมีความชัดเจนหรือไม่  เพราะขณะนี้ปัจจัยต่างประเทศยังแกร่งอยู่  สะท้อนจากหุ้นไทยร่วงอยู่ตลาดเดียว"  น.ส.ธีรดากล่าว

     ด้านนางภัทรียา  เบญจพลชัย  กรรมการและผู้จัดการ  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  (ตลท.)   กล่าวว่า  สาเหตุที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยตัวลงแรงสวนทางกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค เกิดจากการปรับฐานหลังจากที่ดัชนีได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงจากต้นปีถึง  65%  และปริมาณการซื้อขายก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน  จึงส่งผลให้ดัชนีเกิดการปรับฐานเป็นระยะ  แต่ยังมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนบ้าง

     "หากพิจารณาจากประเด็นอื่นยังไม่มีเหตุผลใดเป็นพิเศษที่เข้ามาส่งผลกระทบต่อการปรับตัวลงของดัชนี  แต่ยังอาจมีประเด็นจากความกังวลของการดำเนินโครงการในเขตพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุด    ที่หลายฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้องมีความพยายามที่จะแก้ไข"   นางภัทรียากล่าว และว่า    ทั้งนี้นักลงทุนต้องหาข้อมูลและพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานประกอบการตัดสินใจในการลงทุน

     สำหรับภาพรวมการซื้อขายเดือน   ก.ย.ที่ผ่านมา   ดัชนีปรับขึ้นถึง  59.4%  จากต้นปี  2552  ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเพิ่มขึ้นจาก  3.59  ล้านล้านบาท  เป็น  5.8  ล้านล้านบาท  หรือเพิ่มขึ้น  60.4%  สูงสุดในรอบ  15  เดือน  ขณะที่มูลค่าการซื้อขายสูงถึง   26,000   ล้านบาทต่อวัน  สูงสุดในรอบ  26  เดือน  นับจากเดือนกรกฎาคม  2550   โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวม   55,000   ล้านบาท   นับตั้งแต่ต้นปี  2552  เทียบกับปี  2551   ที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม  162,357  ล้านบาท  ส่วนราคาต่อกำไรสุทธิอยู่ที่  13.2  เท่า.

ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Firefox 3  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์