ข่าวหน้า 1

Sunday, 16 March, 2014 - 00:00

คางคกขึ้นวอชนป๋า แดงเปลี่ยนแม่ทัพ'นกแสก'ไป'จตุพร'มา/เมษา.เปิดเกมเดือด

  สถานการณ์ใหม่! นปช.เปลี่ยนแม่ทัพดัน "จตุพร" รับหน้าที่ประธาน นปช. เจ้าตัวคำรามศึกครั้งนี้ใหญ่ที่สุด ลั่นรบอำมาตย์ ขู่จัดการองค์กรอิสระยกแผง จ่อยกพลเข้ากรุงเทพฯ หลัง "ป.ป.ช." เชือดยิ่งลักษณ์ จับตาเดือนเมษายนเดือดแน่ ขณะที่ 7 องค์กรอิสระยังหวังเจรจาจะเป็นทางออกของประเทศ
    เมื่อวันเสาร์ มีความเคลื่อนไหวอย่างน่าสนใจของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือคนเสื้อแดง ที่เปิดเวทีปราศรัยลั่นกลองรบ ที่สนามกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีการเปลี่ยนแปลงผู้มาทำหน้าที่ประธาน นปช. จากนางธิดา ถาวรเศรษฐ เป็นนายจตุพร พรหมพันธุ์
    ก่อนการมอบตำแหน่ง ช่วงเวลา 18.30 น. นางธิดาได้ขึ้นเวทีปราศรัย โดยพูดถึงบทบาทของประธานนปช. ตั้งแต่ยุคของนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ มาถึงยุคของตนนั้นถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ มีการสร้างองค์กรที่ไม่ธรรมดา ไม่ใช่องค์กรกระจอก เพราะ นปช.เป็นองค์กรที่ยึดมั่นและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
    "แกนนำ นปช.มีการพูดคุยหารือกันเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา ใครที่มีความสามารถและมีความพร้อมที่จะมานำคนเสื้อแดงในฐานะประธาน นปช.ในสถานการณ์ใหม่ ซึ่งวันนี้เราได้คนที่พร้อมแล้ว คือนายจตุพร พรหมพันธุ์ จะมาเป็นประธาน นปช.คนใหม่ ในสถานการณ์ใหม่จากนี้เป็นต้นไป" นางธิดากล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นนางธิดาได้มอบเสื้อประธาน นปช.ให้กับนายจตุพร ท่ามกลางการจุดพลุฉลองและไชโยโห่ร้องของแกนนำบนเวทีและมวลชนซึ่งร้องเพลง "สู้ศึกอย่างคึกคะนอง" กันอย่างคึกคักพร้อมตะโกนแช่งให้อำมาตย์ เผด็จการจงวินาศ แต่ประชาธิปไตยจงเจริญ
    นายจตุพรขึ้นปราศรัยหลังรับหน้าที่ประธาน นปช.ว่า ไม่ว่าใครจะมาทำหน้าที่ตรงนี้ จุดยืนของ นปช.จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือโค่นอำมาตยาธิปไตย และสร้างสรรค์ประชาธิปไตย การต่อสู้ต่อจากนี้จะเป็นครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด    
    "คู่ต่อสู้ของเราไม่ใช่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะเป็นแค่ร่างทรงอำมาตยาธิปไตย รัฐบาลจะอยู่หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนายสุเทพ แต่ขึ้นอยู่กับอำมาตยาธิปไตย" นายจตุพรกล่าว และว่า การประกาศหาทางออกของ 7 องค์กรอิสระนั้น เชื่อว่าจะไม่เป็นไปตามประชาธิปไตย เราไม่สามารถจะไปฝากไว้กับองค์กรอิสระซึ่งเป็นเครือข่ายของอำมาตย์ได้ 
    ประธาน นปช.เชื่อว่า ป.ป.ช.จะมีการชี้มูลความผิดต้นเดือนเมษายน และจะมีการวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการของอำมาตย์ เราจะไม่สู้ในสนามของอำมาตย์ เพราะสนามอำมาตย์เราไม่เคยชนะ แต่ถ้าเป็นสนามของประชาชน เราไม่เคยแพ้ เมื่อสุเทพประกาศปฏิรูปประเทศไทยได้ ตนและคนเสื้อแดงก็ขอประกาศปฏิรูปประเทศไทยเช่นเดียวกัน และสิ่งที่ต้องปฏิรูปคือ องค์กรอิสระทั้งหมด
    "ปัญหาของประเทศในวันนี้คือระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่เราจำเป็นต้องสู้ตามแนววิถีประชาธิปไตยเพราะกองทัพนั้นกลัวประชาชนมือเปล่า ซึ่งขณะนี้ทั่วโลกนั้นกำลังจับตามองสถานการณ์ประเทศไทยอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสร้างความชอบธรรมได้มากกว่ากัน เพราะฉะนั้นการชุมนุมของเสื้อแดงต้องมีความชอบธรรม" นายจตุพรกล่าว
    เขากล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้นายสุเทพได้รับการคุ้มครองจากกองทัพ แต่กองทัพกลับเอาผิดดำเนินคดีกับประชาชนที่น้อยใจ ตนขอประกาศตรงนี้ให้ชัดเจนว่าเราจะไม่มีการแบ่งแยกประเทศแน่นอน เพราะเราเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ในวันเสาร์ที่ 22 มีนาคม เราจะคาราวานไปชุมนุมที่พัทยา แต่ยังไม่เข้ากรุงเทพฯ เพราะตอนนี้สถานการณ์ยังไม่มีอะไร แต่ถ้ากรุงเทพฯ มีอะไร จะเคลื่อนพลเข้าไปทันที
    เขากล่าวต่อว่า ศึกครั้งนี้อาจจะยืดเยื้อ เจ็บปวดและยาวนาน วันนี้เราจะประกาศปลดแอกจากอำมาตย์ และไม่สนใจเครือข่ายของอำมาตย์ แต่จะสนับสนุนอำนาจที่มาจากประชาชนเท่านั้น และการชุมนุมครั้งนี้ จะเคลื่อนพลให้มากกว่ามวลมหาประชาชนของนายสุเทพ และเราขอให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศตายคาสนามประชาธิปไตย
    นายจตุพรปราศรัยอีกว่า อยากฝากถึง พล.อ.เปรม ติสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่เดินทางไปเปิดอนุสาวรีย์ของ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ที่พูดว่าทหารคือความหวังสุดท้ายของประชาชนนั้น อยากบอกว่า วาระสุดท้ายของ พล.อ.กฤษณ์ ก็คือกินมะม่วงแล้วก็ตาย เลยไม่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ไปอ่านข้อความที่ พล.อ.เปรมบอก เพราะกลัวจะได้กินมะม่วงเหมือน พล.อ.กฤษณ์
    ทั้งนี้ อยากบอก พล.อ.ประยุทธ์ว่า คนเสื้อแดงเป็นคนใจกว้าง ไม่เช่นนั้นไม่ได้เป็น ผบ.ทบ.อยู่ทุกวันนี้ อยากถาม ผบ.ทบ.ว่า จำได้หรือไม่ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่เคยปฏิสธการโยกย้ายทหารที่ขอมา ทั้งที่ทหารที่โยกย้ายมาได้ดีนั้นเป็นทหารที่เคยเข่นฆ่าเสื้อแดงทั้งนั้น
    "การที่ทหารเตรียมประกาศกฎอัยการศึก และเคยให้ทหารตั้งด่านตรวจสกัดคนเสื้อแดงนั้น เคยกันคนเสื้อแดงที่จะออกมาจริงๆ ได้หรือไม่ หากเชื่อตามที่ พล.อ.เปรมบอก ว่าทหารจะเป็นที่พึ่งสุดท้าย ก็จะเป็นสุดท้ายของประเทศไทยแน่ ถ้าหากทหารออกมาวันไหน คนเสื้อแดงก็จะออกมาวันนั้น อยากถาม พล.อ.เปรมต่อว่า อายุ 94 ปีแล้ว คิดจะอยู่ถึง 200 ปีหรืออย่างไร และอยากเห็นบ้านเมืองมีความปกติสุขตามระบอบประชาธิปไตยหรือสงครามกลางเมือง การยุให้ทหารปฏิวัติหรือปฏิวัติโดยองค์กรอิสระ จะทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบตามมา" นายจตุพรกล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ นายจตุพรยังได้แต่งตั้งให้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นเลขาธิการ นปช.
เมษายนเดือดแน่   
    ก่อนหน้านี้ นายนิสิต สินธุไพร แกนนำ นปช. ขึ้นปราศรัยตอนหนึ่งว่า เดือนเมษายนนี้จะเป็นเดือนแห่งการสุมไฟ คดีมากมายไม่ว่าจะเป็นของนายกรัฐมนตรีและแกนนำ นปช. จะมีมากมายในชั้นศาล และฝ่ายเผด็จการนั้นจ้องจะจบเกม พวกเราฝ่ายประชาธิปไตยให้จบในเมษายน นับว่าจะเป็นเดือนชี้ชะตาพวกเราฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องมีการยกระดับการต่อสู้ให้มากขึ้นกว่าเดิมในเดือนเมษายน มึงอยู่ได้ก็อยู่ไป แต่กูจะอยู่สู้มันตลอดไปเป็นยกสุดท้าย
    ที่เวทีสวนลุมพินีของ กปปส. นายสุเทพปราศรัยว่า การเปลี่ยนตัวผู้นำ นปช. บ้านเมืองจะวุ่นวายเพราะนายจตุพรทำได้ทุกอย่าง แม้แต่บุกโรงพยาบาลจุฬาฯ คนพวกนี้สู้แล้วรวย หากินอยู่กับเงินของทักษิณ ขายวิญญาณให้ทักษิณ โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะพินาศอย่างไร
    วันเดียวกัน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง  กล่าวถึงสำนักงานอัยการถอนตัวจากการร่วมมือระว่าง 7 องค์กรเพื่อเสนอทางออกให้ประเทศว่า อาจเป็นเพราะความเป็นวิชาชีพขององค์กรอัยการที่มีหน้าที่ต้องบังคับคดีตามกฎหมาย จึงอาจไม่สะดวกในการเป็นตัวกลางในการเจรจา แต่อย่างน้อยที่สุดเชื่อว่าปัญหาที่ท่านอึดอัดใจ เพราะฐานะของคู่เจรจาบางคน อยู่ในฐานะถูกหมายจับหมายเรียก เป็นผู้ต้องหาในการกระทำผิด ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ คงจะให้ผู้ที่มองว่าทำผิดกฎหมายมาพูดคุยด้วยคงทำไม่ได้
    นายสมชัยกล่าวว่า สังคมไทยเดินต่อไม่ได้ถ้าไม่มีการเจรจา และเดี๋ยวนี้มันยากเต็มทีที่จะหาคนกลางที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายมาทำหน้าที่ได้ การออกมาขององค์กรอิสระเหล่านี้ จึงเป็นการแสดงบทบาทในฐานะของคนไทย ที่อยากให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปได้ ถ้าองค์กรอัยการจะถอนก็ไม่เป็นปัญหา แต่ก็ยังมีอีกหลายองค์กรอยากจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย"
    เขากล่าวว่า เรื่องสถานการณ์บ้านเมือง ที่ต้องหาคนกลางมาไกล่เกลี่ยเจรจาหาทางออกนั้น มีการหยิบยกมาในที่ประชุม 7 องค์กรมาก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง หรือ 2 เดือนมาแล้ว โดยผู้ริเริ่มคือนายโอกาส เตพละกุล ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยในการประชุมรอบหลังสุดนี้ ตนได้มีโอกาสเสนอโรคแม็พหรือขั้นตอนการเจรจาที่ชัดเจนขึ้น จึงประกาศเริ่มต้นเดินหน้าในวันที่ 17 มีนาคมนี้ ใน 4 หัวข้อประเด็นการเจรจา ถ้าสองฝ่ายตอบโจทย์ 4 ข้อนี้ได้ ปัญหาของประเทศก็จะคลี่คลายในระดับหนึ่ง รวมทั้งโรดแม็พขั้นตอนการเจรจาทั้งหมด 7 ขั้นตอน และจะเดินหน้าดำเนินการสู่การเจรจาทันทีหลังการแถลงข่าว  แต่ระยะเวลาจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ยังตอบไม่ได้
ไม่ติดใจอัยการถอนตัว
         “ผู้แทนของสำนักอัยการก็ร่วมประชุมด้วยทั้ง 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดก็เป็นนายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ อัยการอาวุโส ซึ่งท่านก็ไม่ได้ขัดแย้งหรือคัดค้านในที่ประชุมแต่อย่างใด เพียงแต่เมื่อกลับไปรายงานแล้วก็พบว่าท่านอัยการสูงสุดอาจจะมองว่าเป็นความขัดแย้งทางอำนาจหน้าที่ ซึ่งก็ไม่ติดขัดอะไร ท่านถอนตัวไปก็จะเหลือ 6 องค์กร” นายสมชัยกล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 7 องค์กรประกอบด้วย 1.กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 3.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 4.คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 5.องค์กรอัยการ 6.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และ 7.สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
    ขณะที่ นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง 7 องค์กรเสนอตัวเป็นคนกลางเจรจาว่า ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่เห็นว่าจะมีการประกาศโรดแม็พกันในวันที่ 17 มีนาคมนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นความพยายามของทุกฝ่ายที่มีเจตนาดี อยากเห็นประเทศเกิดความสงบ แต่จะได้รับความร่วมมือหรือจะสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับแนวทางที่จะดำเนินการ
    ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดหวังว่า 7 องค์กรเหล่านี้จะสามารถทำให้ประเทศมีทางออกได้จริงหรือไม่ นายวราเทพกล่าวว่า อยู่ที่เนื้อหาของการพูดคุยกันมากกว่า ถ้าทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ อยู่บนหลักของกฎหมาย และฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งยอมรับ ใครก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นองค์กรใดองค์กรหนึ่ง สำหรับรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยยินดีอยู่แล้ว และพูดมาตลอดว่าพร้อมเจรจา ถ้าการเจรจานั้นนำไปสู่การยุติความขัดแย้งและเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง
    “ส่วนตัวผมมองว่าปัญหาอยู่ที่การยอมรับเงื่อนไขที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายกันมากกว่า รัฐบาลขณะนี้ไม่ได้มีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นใครที่จะมาเจรจา แต่อยู่ที่คู่ขัดแย้งที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะที่ออกมาคัดค้านต่อต้านรัฐบาลนั้น ต้องยอมรับในข้อกฎหมาย ต้องยอมรับเงื่อนไขหรือปฏิบัติตามกฎหมายเสียก่อน อะไรก็ตามที่นอกเหนือกฎหมาย รัฐบาลดำเนินการไม่ได้” นายวราเทพกล่าว
    นายวราเทพกล่าวด้วยว่า การที่จะบอกว่าต่างฝ่ายต่างต้องถอยหลังออกมานั้น ก็ต้องดูด้วยว่าข้อเรียกร้องหรือเงื่อนไขนั้นก็จะต้องอยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญก่อน ถ้าบอกให้ถอยหลังกันโดยไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว หรือไม่ต้องทำตามกฎหมายก็ได้ มันก็จะเป็นปัญหาตามมาอีก
    เมื่อถามว่า หากทุกคนคิดว่าตอนนี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะไม่ปกติ ให้ยกเว้นในเรื่องของกฎหมายไป แล้วมาดูที่เจตนาจะได้หรือไม่ นายวราเทพกล่าวว่า กฎหมายถึงอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตาม จะมาบอกให้ยกเว้นหรือไม่ปฏิบัติตามไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะนำมาอ้างกันได้ในภายหลัง แต่หากจะให้ยกเว้นกฎหมายบางเรื่อง บางประเด็น ถึงอย่างไรก็ต้องมีกฎหมายมาร้องรับการยกเว้นนั้นอยู่ดี และการดำเนินการเรื่องนี้ก็ไม่ได้ดูว่าจะเป็นองค์กรไหน หรือใครที่จะเข้ามาเป็นคนกลาง อยู่ที่ว่าสิ่งที่ทำจะเกิดประโยชน์จริงหรือไม่ และเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ และตราบใดที่ปัญหายังไม่ยุติ ใครที่มีเจตนาจะเข้ามาทำให้ยุติก็ถือเป็นเรื่องดีทั้งนั้น แต่จะหวังได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับผลที่จะเกิดขึ้น
กปปส.ย้ำเจรจาเปิดเผย
     นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. กล่าวว่ากปปส.ขอขอบคุณ 7 องค์กรที่ได้เสนอตัวมา และเชื่อว่ามีความหวังดีต่อประเทศ แต่สิ่งสำคัญ การเสนอตัวต้องไม่กระทบการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ คือการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม กปปส.ยินดีที่จะพูดคุยกับทุกฝ่ายที่ยึดเอาผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก แต่ยกเว้นรัฐบาลภายใต้ระบอบทักษิณ เพราะการกระทำที่ผ่านมามุ่งเน้นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประเทศชาติ ยกเว้นภายใต้เงื่อนไขที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ได้กำหนดไว้แล้ว คือเจรจาเปิดเผย และตัวต่อตัวระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายสุเทพ
    นายเอกนัฏกล่าวว่า กปปส.สนับสนุนองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ตรวจสอบโดยไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันต่างๆ และสิ่งที่เราเป็นห่วง คือท่าทีและรูปแบบการเจรจาของ 7 องค์กรว่าจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ หลังจากที่ 7 องค์กรเสนอตัว ท่าทีของ นปช.ปฏิเสธชัดเจน รวมทั้งนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย ก็ยังออกมาตั้งคำถาม 7 ข้อ ซึ่ง 7 องค์กรต้องไปตอบคำถามเหล่านั้นก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี
    นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มการเมืองสีเขียว (Green Politic) กล่าวว่า 7 องค์กรอิสระควรประเมินสถานการณ์ทางการเมืองและความขัดแย้งให้รอบคอบ หากจะเสนอตัวเป็นคนกลางเพื่อให้เกิดการเจรจากับฝ่ายคู่ขัดแย้ง ตนมองว่าอาจจะเป็นการเปลืองตัว เพราะขณะนี้ฝ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีทิศทางเจรจาที่ชัดเจนแล้ว คือมีเงื่อนไขเพื่อให้ได้ประโยชน์กับตนเอง และจะเจรจาเมื่อเกิดปัญหาแบบจวนตัว ขณะที่กลุ่ม กปปส. ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.เป็นผู้นำนั้น ประกาศชัดเจนว่าจะเจรจาแบบเปิด มีการถ่ายทอดสอดผ่านทางโทรทัศน์เท่านั้น
        นายสุริยะใสกล่าวว่า ขณะนี้องค์กรอิสระบางองค์กรถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาล และเป็นขั้วตรงข้ามกับฝ่ายพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ดังนั้นการออกมาเล่นบทบาทไกล่เกลี่ยอาจจะทำให้เกิดการไม่ยอมรับจากกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล
         “ผมมองว่าองค์กรอิสระที่จะออกมาทำเรื่องนี้ เป็นเจตนาดี แต่ด้วยความเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ควรจะดำรงความเป็นอิสระทั้งระบบ และทำหน้าที่อย่างไม่ล้ำเส้น ส่วนความพยายามที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง อย่างที่ผ่านมาที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ดำเนินการ ผมมองว่าหากมันเกินเอื้อมจริงๆ ก็ไม่ควรยื้อไปจนสุดปลายมือ” นายสุริยะใสกล่าว
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นที่องค์กรอิสระเตรียมออกมา เกี่ยวกับประเด็นที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโห ม ระบุผ่านสื่อว่าถูกองค์กรทางกฎหมายรุกไล่และจ้องล้มรัฐบาลหรือไม่ นายสุริยะใสกล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีการส่งสัญญาณที่ชัดเจน เพื่อลดความชอบธรรมขององค์กรอิสระ ทั้งนี้ ตนสนับสนุนหากองค์กรอิสระจะแถลงถึงจุดยืนการทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม และปกป้องศักดิ์ศรีหลังจากที่ถูกบางกลุ่มเข้ามาคุกคามและโจมตีการทำหน้าที่ แทนการเสนอตัวเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาทางการเมือง
ปปช.หนุน 7 องค์กรอิสระ
    นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับฟังและพิจารณาจุดยืนและโรดแม็พที่องค์กรอิสระ 7 องค์กรจะเสนอ และเราเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายยอมรับได้หากองค์กรอิสระเหล่านี้จะเข้ามาเป็นคนกลางช่วยแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม การเสนอแนวทางแก้ปัญหาประเทศจะต้องคำนึงถึงหลักใน 3 ข้อ คือ 1.ยึดถือผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก 2.ยึดหลักนิติธรรม และ 3.ในเรื่องของคดีต่างๆ ที่ขัดกฎหมายนั้น จะต้องให้มีการเดินหน้าสอบสวนต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความถูกผิด
    นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อเสนอของ 7 องค์กรจะเป็นทางออกที่ดีให้กับประเทศ และอยากให้ทุกฝ่ายให้ความเคารพกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทยที่ต้องเคารพการทำงานขององค์กรอิสระ แม้มีบางเรื่องที่จะส่งผลในทางลบกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคเพื่อไทยควรทบทวนตัวเองว่าทำไมจึงทำผิด แทนการไปกล่าวหาหรือโจมตีกระบวนการยุติธรรม
    พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้อ่านข้อความที่แกะสลักไว้ที่ใต้ฐานอนุสาวรีย์ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ว่ายังไม่ทราบรายละเอียดของข่าวที่ออกมา ต้องขอเวลาตรวจสอบอีกครั้ง และยังไม่ทราบว่า ผบ.ทบ.ทราบเรื่องนี้หรือยัง เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งจะต้องมีการหารือกับผู้บังคับบัญชาก่อน
    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 มีนาคม
    นายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ แกนนำพรรคพลังชล กล่าวว่า ตนมองว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่าจะไม่ยอมทำอะไรเลย แต่เมื่อดูบทบาทขององค์กรอิสระตามที่เป็นข่าว ยังมองว่าไม่มีคนกลางที่แท้จริงที่มีบารมีที่ทำให้คู่ขัดแย้งยอมรับฟัง ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าองค์กรอิสระทำเกินหน้าที่นั้น ตนมองว่าองค์กรอิสระต้องควรทำหน้าที่และปฏิบัติภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และอย่าละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย
         มีรายงานข่าวแจ้งว่า ต่อประเด็นดังกล่าว พรรคการเมืองอื่นในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลได้มีการวิจารณ์ถึงการออกมาแสดงบทบาทเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางการเมืองขององค์กรอิสระว่า เป็นการวางบทบาทที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่เกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด นอกจากนั้นกังวลว่าหากองค์กรอิสระออกมาแสดงบทบาทและมีอารมณ์ร่วมทางการเมือง อาจกระทบต่อการทำหน้าที่ในอนาคตได้.