รายงาน

Monday, 16 April, 2012 - 00:00

แบงก์จัดทัพ เจาะมนุษย์เงินเดือน 15,000

   คิดออกหรือยังว่าจะบริหารหรือใช้ยังไงกับรายได้ประจำที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งขณะนี้เม็ดเงินดังกล่าวคงถึงมือเหล่ามนุษย์เงินเดือนกลุ่มข้าราชการที่เข้าเกณฑ์ไปแล้วตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. และจากนี้เป็นต้นไป ข้าราชการปริญญาตรีจบใหม่ก็จะใช้ฐานนี้เป็นเงินเดือนขั้นต่ำของการเริ่มเข้าทำงานใหม่
    ขอใช้พื้นที่ตรงนี้แสดงความยินดีปรีดาด้วย
    ใช่ว่าการปรับขึ้นฐานเงินเดือนข้าราชการใหม่จะเป็นกลุ่มที่ยิ้มได้เพียงกลุ่มเดียว แต่ยังเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะจะมีแรงกระตุ้นจากการอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นด้วย แต่ที่ยิ้มได้กว้างกว่าใครก็คงจะเป็นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ขณะนี้ต่างเริ่มคิดหากลยุทธ์รุมทึ้ง ดึงกลุ่มข้าราชการเหล่านั้นเข้ามาเป็นลูกค้าให้จงได้ จากเดิมที่ไม่เคยแยแสเลยก็ว่าได้สำหรับบางธนาคาร
    ดังนั้น หากตั้งคำถามว่าเงินเดือนประจำ 15,000 บาทวันนี้ ทำธุรกรรมการเงินด้านไหนกับธนาคารได้บ้าง บอกได้เลยว่าเยอะมาก เริ่มจากพื้นๆ คือ การเป็นสมาชิกสินเชื่อบัตรเครดิต เพราะเข้าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้พอดิบพอดี นอกจากนั้น ยังสามารถกู้ซื้อที่อยู่อาศัยราคา 1 ล้านบาทได้ด้วย
    ตลาดบัตรเครดิตระอุ
    แบงก์พร้อมใจเจาะฐาน 15,000
    น.ส.อารยา ภู่พานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า ธนาคารเตรียมทำตลาดบัตรเครดิตในกลุ่มผู้เริ่มทำงาน ซึ่งปัจจุบันทั้งระบบมีสูงถึง 6 ล้านคน รายได้ประจำตั้งแต่ 15,000-30,000 บาทต่อเดือน โดยได้ทำการวิจัยพฤติกรรมรูปแบบการใช้ชีวิตและการบริหารการเงินส่วนบุคคล ซึ่งเบื้องต้นพบว่ากลุ่มนี้มีแนวคิดการใช้เงินที่ไม่ต้องการมีหนี้สินจากการใช้บัตรเครดิต
    ดังนั้น ทำให้ธนาคารกำลังศึกษาวางแผนการออกผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตแบรนด์ใหม่ เพื่อจับตลาดกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ซึ่งกำหนดเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 นี้ ซึ่งตั้งความคาดหวังว่า หลังจากออกผลิตภัณฑ์ตัวนี้ภายใน 1 ปี สัดส่วนของลูกค้ากลุ่มนี้จะเพิ่มเป็น 15% หรือคิดเป็นการออกบัตรใหม่จำนวน 100,000-200,000 ใบ จากปัจจุบันธนาคารมีลูกค้ากลุ่มนี้เพียง 5% ของฐานบัตรเครดิตของธนาคาร 1.9 ล้านใบ
    “ขณะนี้ยังไม่เห็นผู้ประกอบการบัตรเครดิตคู่แข่งให้ความสนใจในตลาดนี้มากนัก ตลาดนี้ถือว่าน่าสนใจมาก มีฐานประชากรไม่น้อยกว่า 6 ล้านคน ซึ่งเรายังมีส่วนแบ่งตลาดนี้ค่อนข้างน้อย ไม่ถึง 10% เราจึงอยากจะขยายเข้าไปมากขึ้น เพื่อสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าก่อน และยังเป็นตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก ประกอบกับปัจจัยนโยบายการปรับเงินเดือนขั้นต่ำเป็น 15,000 บาท ก็ยิ่งทำให้ตลาดนี้ขยายตัวขึ้นมากในปีนี้ ในเบื้องต้นเรามองฐานลูกค้าบัตรใหม่ปีนี้ไว้ที่อย่างน้อย 2 แสนใบ และต้องรอดูผลจากการออกโปรดักต์ใหม่ด้วย ถ้าได้ผลที่ดีก็อาจจะขยับขึ้นไปถึง 3 แสนใบได้”

    เคทีซี-บัวหลวง ลงสนามแข่ง
    ขณะที่ บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) ก็จะกลับมาอาศัยฐานลูกค้าข้าราชการจากบริษัทแม่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) เพื่อกลับมาชิงความเป็นเจ้าตลาดบัตรพลาสติกเช่นเดิม
    นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคทีซี บอกว่า บริษัทจะเพิ่มความร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทยซึ่งมีฐานลูกค้าเป็นข้าราชการจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อมีการปรับเพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำเป็น 15,000 บาท ก็จะทำให้บริษัทสามารถมีลูกค้าเพิ่มอีกระดับหนึ่ง รวมถึงพันธมิตรรายอื่น เพื่อกลับมาขึ้นแท่นอันดับ 1 บัตรเครดิตในปี 2557
    เช่นเดียวกับ นายโชค ณ ระนอง ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า ธนาคารมีแผนจะออกผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตใหม่มาเจาะตลาดลูกค้าในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มทำงาน รายได้ไม่สูงมากนัก แต่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้สินเชื่อได้อีกมาก และที่ผ่านมาธนาคารก็ยังเข้ามาจับตลาดนี้ค่อนข้างน้อย
    ทั้งนี้ บัตรเครดิตของธนาคารปัจจุบันมีประมาณ 1.2 ล้านใบ ดังนั้น ปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นมาอีก 25-30% หรืออยู่ในระหว่าง 300,000-360,000 ใบ โดยจำนวนนี้น่าจะมีสมาชิกที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่น้อยกว่า 15%
     “จากเดิมเน้นตลาดระดับบนและกลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป จนกระทั่งกลางปีที่แล้วเริ่มปรับลงมาอยู่ที่รายได้ 15,000 บาทขึ้นไป น่าจะทำให้เราจับตลาดได้กว้างขึ้น รวมถึงปีนี้น่าจะได้อานิสงส์จากปัจจัยเรื่องการปรับฐานเงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรีเป็น 15,000 บาทอีกด้วย”
    ส่วนธนาคารซิตี้แบงก์ ซึ่งทำตลาดบัตรเครดิตในกลุ่มลูกค้าระดับบนมาตลอด แต่ในปีนี้มีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายธุรกิจมาเน้นหนักในกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่มีรายได้ตั้งแต่ 15,000-40,000 บาทมากขึ้น เพราะจะเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพเติบโต โดยตั้งเป้าขยายฐานบัตรใหม่เพิ่มขึ้นอีก 300,000 ใบ และต้องการเพิ่มฐานลูกค้าแมสจาก 65% ของฐานลูกค้าทั้งหมด ให้เป็น 75% ภายใน 3 ปีข้างหน้า

    ดึงฝากเงิน-ขายพ่วงผลิตภัณฑ์
    ขณะที่ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ก็ไม่ทิ้งโอกาสงามๆ อันนี้
    โดย นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ลูกค้าที่เริ่มทำงานมีรายได้เริ่มต้น 15,000 บาทต่อเดือน เป็นลูกค้ากลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางที่สร้างรายได้ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยรับเทียบเท่ากับผู้มีรายได้สูง เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการทำธุรกรรมทางการเงินจำนวนมาก
    ดังนั้น ธนาคารมีแผนจับกลุ่มลูกค้านี้มากขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับการเข้าไปให้บริการบัญชีเงินเดือนกับหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจมากขึ้น จากเดิมที่เน้นบริษัทเอกชนเป็นหลัก ซึ่งปีนี้ธนาคารตั้งเป้าลูกค้าใหม่จำนวน 2 ล้านบัญชี โดยคาดว่าจะเป็นลูกค้าบัญชีเงินเดือนประมาณ 50% ซึ่งคาดว่ามาทั้งจากกลุ่มบริษัทเอกชนและหน่วยงานราชการ
    “ขณะนี้หน่วยงานราชการเปิดกว้างให้พนักงานสามารถเลือกเปิดบัญชีกับธนาคารพาณิชย์เองได้หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่ใช้บริการของธนาคารกรุงไทยเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มข้าราชการบำเหน็จและบำนาญ ซึ่งหากลูกค้ากลุ่มนี้กู้เงินจากธนาคารก็สามารถผ่อนชำระโดยหักจากบัญชีเงินฝากของธนาคารได้ ก็เป็นการเพิ่มฐานลูกค้าอีกทาง”
    นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) มองว่า ผลจากนโยบายปรับขึ้นค่าแรงของรัฐบาลจะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายฐานลูกค้าสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารได้กว้างขึ้น อีกทั้งสามารถต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์การเงินอื่น กลุ่มแรก คือ กลุ่มบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มผู้มีรายได้ 8,000-15,000 บาทต่อเดือน และบัตรกรุงศรี ฟิร์สช้อยส์ วีซ่า โกลด์ สำหรับผู้มีรายได้ตั้งแต่ 15,000-70,000 บาทต่อเดือน
    โดยนโยบายของธนาคารจะเน้นเจาะไปที่กลุ่มโรงงานและบริษัทเอกชนเป็นหลักส่วนหนึ่ง ตั้งเป้าขยายลูกค้าที่เปิดใช้บริการบัญชีเงินเดือนใหม่ประมาณ 50,000 บัญชี จากปัจจุบันธนาคารมีจำนวน 400,000-500,000 บัญชี
    ธนาคารกรุงไทย ซึ่งฐานลูกค้าส่วนใหญ่มาจากลูกค้ากลุ่มข้าราชการอยู่แล้วจากความสัมพันธ์ที่เป็นกึ่งธนาคารพาณิชย์และรัฐวิสาหกิจที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของรายได้ประจำข้าราชการจึงมองว่าค่อนข้างจะได้เปรียบธนาคารคู่แข่ง
    ซึ่ง นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย กล่าวว่า ผลจากนโยบายปรับฐานเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรีขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้มีศักยภาพการจับจ่ายสูงขึ้นซึ่งธนาคารถือว่าได้เปรียบระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถที่จะนอนใจได้ ดังนั้น จึงต้องเร่งทำตลาดในกลุ่มนี้
    นอกจากนั้น ในปีนี้ธนาคารวางแผนขยายฐานลูกค้าผู้เริ่มทำงานที่เพิ่งจบการศึกษามากขึ้น เพราะกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพสูงขึ้นเนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ประจำแน่นอน ประกอบกับไลฟ์สไตล์เป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการจับจ่ายสูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ ดังนั้น การเข้าไปทำตลาดกลุ่มนี้ก่อนถือว่าได้เปรียบ เพราะในอนาคตเป็นกลุ่มที่ลูกค้าจะมีรายได้เติบโตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ลูกค้าก็จะอยู่กับธนาคารเป็นการโตไปกับลูกค้า
    อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ใหม่ประมาณ 2 ล้านบัญชี ซึ่งคาดว่าจะมาจากกลุ่มผู้เริ่มทำงานและฐานลูกค้าบัญชีเงินเดือนประมาณ 10% ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์การเงินช่องทางแรกที่นำไปสู่ขายผลิตภัณฑ์พ่วงเช่น สินเชื่อบุคคล, บัตรเดบิต, ประกันและอื่นๆ เพิ่มกับลูกค้า.