หน้าต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ...ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้นำเสนอรายงานพิเศษเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย นั่นก็คือ เรื่องของการตอบโต้ โจมตี ระดับ การทำสงคราม ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายอินเตอร์ โดยบรรดาชาติมหาอำนาจที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งหลาย พูดง่ายๆ ก็คือว่า...ระหว่างที่สงครามกับการก่อการร้ายยังไม่ทันจะจบดี สงครามไซเบอร์ ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วอย่างชัดเจน...
--------------------------------------------
ผู้ที่ออกมาให้คำยืนยันในเรื่องราวเหล่านี้ซึ่งค่อนข้างจะมีน้ำหนักไม่น้อย ดังที่รายงานพิเศษของหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ได้อ้างอิงเอาไว้ ก็คืออดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ นาง เมเดลีน อัลไบรต์ ที่ถึงกับระบุเอาไว้ว่า ชาติอดีตมหาอำนาจอย่างรัสเซีย...ได้นำเอาสงครามไซเบอร์มาใช้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ทั้งนี้ หลังจากที่มีการพบหลักฐานระแคะระคายว่า เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสำนักงานข่าวกรองย่อยแห่งองค์การสนธิสัญญาป้องกัน
แอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต้ อันมีฐานปฏิบัติการอยู่ที่เอสโตเนียถูกโจมตีและล้วงความลับทางทหารออกไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลจอร์เจีย คู่กัดรายสำคัญของรัสเซียก็ถูก แง๊บข้อมูล จนต้องรีบถ่ายโอนข้อมูลทางทหารไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ที่รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้สร้างให้เอาเลยถึงขั้นนั้น...
---------------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม...ในบรรดาประเทศซึ่งได้พัฒนาศักยภาพด้านคอมพิวเตอร์ไปจนเกิดขีดความสามารถพอที่จะลงมือทำ สงครามไซเบอร์ กับชาติมหาอำนาจสูงสุด อย่างสหรัฐและพันธมิตรตะวันตกได้ นอกเหนือไปจากรัสเซีย และ ชาติอันธพาล (ตามคำนิยามของรัฐบาลสหรัฐ) อย่างเกาหลีเหนือ อิหร่าน ฯลฯ แล้ว ชาติที่ดูจะเป็นอันตรายแบบสุดๆ และถูกจับตาจากรัฐบาลสหรัฐอย่างชนิดแทบไม่กะพริบตา ก็คงหนีไม่พ้นไปจากชาติจีน พี่ใหญ่แห่งภูมิภาคเอเชียที่กำลังกลายเป็นพี่ใหญ่ของโลกทั้งโลก โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจในช่วงระยะนี้และในอนาคตอันใกล้อีกแค่ไม่กี่ปีนั่นเอง....
--------------------------------------------------------
อันที่จริงแล้ว...สัญญาณอันตรายในการโดดเข้าร่วมทำ สงครามไซเบอร์ ของจีนนั้น มีมาตั้งแต่เกือบ 30 ปีที่แล้ว เมื่อเสนาธิการของกองทัพจีนรายหนึ่ง ชื่อว่า พลโท ไดจิงหมิน ออกมาป่าวประกาศว่า จะนำเอาทฤษฎีสงครามประชาชน หรือ สงครามกองโจรของท่านประธาน เหมาเจ๋อตง มาปรับใช้กับสงครามไซเบอร์ ในชนิดที่ชาวจีนรายใดก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ภายในกำแพงใหญ่ หรืออยู่ในโพ้นทะเล จำนวนนับเป็นพันๆ ล้าน สามารถเข้าร่วมกับกองทัพจีนในการทำสงครามไซเบอร์ได้ไม่ยาก ขอเพียงแต่มีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กอยู่ในมือกันคนละตัวเท่านั้น ก็สามารถมีส่วนร่วมในการตอบโต้ โจมตี ก่อกวนเครือข่ายต่างๆ ของฝ่ายตรงข้ามได้ทันที โดยเฉพาะประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาที่แทบทุกสิ่งทุกอย่างของระบบโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง สาธารณูปโภค ระบบการเงิน การธนาคาร พลังงาน ตลอดไปจนถึงระบบความมั่นคงทางทหาร ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ด้วยกันทั้งสิ้น...
-----------------------------------------------------
และไม่เพียงแต่จำนวนประชากรนับเป็นพันๆ ล้านเท่านั้นที่ทำให้สงครามกองโจรในโลกไซเบอร์ของจีน เป็นอะไรที่น่ากลัวซะยิ่งกว่าสงครามประชาชนของท่านประธานเหมาในยุคอดีต ความพยายามปรับตัวทางเทคโนโลยีของจีน โดยเฉพาะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วงหลังๆ ก็ยังเป็นไปในแบบ ก้าวกระโดด พุ่งเร็วจี๋ชนิดแทบไม่มีหัวตก ไม่ต่างไปจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนนั่นแหละ การทุ่มเทเม็ดเงินจำนวนมหาศาลตามแผนระยะ 5 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 ไปจนถึงปี ค.ศ. 2015 เพื่อที่จะปรับปรุงเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ไปสู่เป้าหมายของการจัดตั้ง กองทัพไซเบอร์ ให้มีศักยภาพ อานุภาพ ไม่น้อยไปกว่าการจัดตั้งกองพลน้อยปืนใหญ่ที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมขีปนาวุธนำวิถีอยู่ในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าจีนนั้น เอาจริง ระดับ มันเอาเราแน่!!! อย่างไม่ต้องเป็นที่สงสัยในสายตาของนักยุทธศาสตร์สหรัฐ ไม่ว่าสายเหยี่ยว หรือ สายพิราบ อีกต่อไป...
----------------------------------------------------------
โดยเฉพาะช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเงินในสหรัฐ และในหมู่ชาติตะวันตกทั้งหลายเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ถือว่าเป็นช่วงจังหวะงดงามเอามากๆ ของจีน ในการยกระดับความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ทั้งในแง่การป้องกันและการโจมตี ด้วยการทุ่มทุนกวาดซื้อตัววิศวกรคอมพิวเตอร์ด้านซอฟต์แวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ปลอดภัย ด้านอินเทอร์เน็ต ตลอดไปจนถึงบรรดาพวก แฮ็กเกอร์ จากโลกตะวันตก ด้วยเงินเดือน ค่าจ้าง พอๆ กับการซื้อตัวนักฟุตบอลแต่ละสโมสรยังไงยังงั้น ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด บริษัทธุรกิจของจีนซึ่งล้วนแล้วแต่มีรัฐบาลหนุนหลัง จึงสามารถสั่งสมดาวยิง กองกลาง กองหลัง รวมทั้งตัวจี๊ดจ๊าดจำนวนมากมายเพื่อรับมือกับสงครามไซเบอร์ได้ชนิดไม่ต่ำไปกว่าระดับมาตรฐานยุโรป หรือ มาตรฐานโลกเอาเลยแม้แต่น้อย...
---------------------------------------------------------
ภายใต้ความเคลื่อนไหวเช่นนี้...รัฐมนตรีกระทรวงพิทักษ์สันติราษฎร์และมนตรีแห่งรัฐของจีน นาย เมิ่ง เจียนจู้ ได้ออกมาให้คำอธิบายเอาไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า... เนื่องมาจากอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นพาหะสำคัญยิ่งที่บรรดาพวกพลังต่อต้านจีนและศัตรูของจีนกำลังนำไปใช้เพื่อแทรกซึม และบ่อนทำลายสังคมจีน พวกเขาพยายามที่จะขยายขีดความสามารถในการก่อกวนความสงบเรียบร้อยแห่งรัฐสังคมนิยม โดยผ่านทางหลวงแห่งสารสนเทศ ด้วยเหตุนี้...เราจึงจำเป็นจะต้องจัดตั้งระบบพื้นฐานในการป้องกันและควบคุมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามเหล่านี้อย่างเป็นระบบ หรือ เพื่อปกป้อง อธิปไตยทางด้าน ไอ.ที. (IT sovereingnty) เอาไว้ให้จงได้...
--------------------------------------------------------
ก็เอาเป็นว่า...แม้นว่า โลกแห่งความเป็นจริง ขณะนี้จะยังคงดูสงบๆ อยู่ แต่ใน โลกเสมือนจริง หรือ โลกไซเบอร์ ชักจะเริ่มปรากฏสงครามในระดับย่อยๆ หรือ ระดับใหญ่ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว ภายใต้สภาพความเป็นไปเช่นนี้ก็เป็นที่น่าคิด น่าสะกิดใจอยู่ไม่น้อยว่า...ประเทศเล็กๆ ที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยแลนด์แดนสยามของเรา จะยืนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง และโลกเสมือนจริงใบนี้...ด้วยลักษณะท่าทีแบบไหน? อย่างไร??? แน่ล่ะว่า...ในเรื่องที่จะไปคิดตอบโต้ โจมตี ใครต่อใครนั้น...คงลืมไปได้เลย!!! เหลืออยู่แต่การควบคุม ป้องกัน เท่านั้นว่า พอจะมีศักยภาพมากหรือน้อยเพียงใด??? เพราะไม่ใช่เพียงแต่ต้องเจอกับชาติมหาอำนาจ หรือ ชาติใดๆ ก็แล้วแต่ แค่เจอกับบุคคลไร้สัญชาติ หรือ สัญชาติมอนเตเนโกรรายเดียว...ต้องเรียกว่า เดี้ยง ไปเป็นแถบๆ แทบไม่เหลืออธิปไตยด้าน ไอ.ที. ติดไม้ติดมือเอาไว้เลย...
--------------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก แอบบา อีบาน นักยุทธศาสตร์สงคราม...แนวความคิดสำคัญที่สุดของยุทธศาสตร์สมัยใหม่...ก็คือ การป้องปราม...
------------------------------------------------------








