ที่เราเคยคุยกันเล่นๆ ว่า น่าจะหาพื้นที่สร้าง "กรุงเทพฯ แห่งใหม่" ถึงตอนนี้คงไม่เล่นแล้วละ คงต้องคิดและลงมือทำกันจริงๆ จังๆ เสียแล้ว อ่านข่าวจาก "ไทยโพสต์" ฉบับวานซืนกันหรือยังล่ะ ถ้ายัง ผมจะ "ฉายหนังเก่า" อีกรอบก็ได้ว่า ทีมนักวิจัยที่ทำโครงการร่วมระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป เขาวิจัยแล้วได้ผลสรุปออกมาว่า ขณะนี้กรุงเทพฯ ทรุดลงปีละ ๑๕ มม. และระดับน้ำในอ่าวไทยเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ เพิ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง ๒ เท่า ถ้าไม่คิดการขยับขยายอย่างใด-อย่างหนึ่ง
ในอีก ๒๕ ปีข้างหน้า...กรุงเทพฯ จมน้ำ!
สรุปใจความได้อย่างนี้ ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่มีใครว่า แต่บทสรุปนี้ทีมนักวิจัยได้จากการใช้เทคโนโลยี และวิเคราะห์จากข้อมูลดาวเทียมจากศาสตร์แขนงต่างๆ ครบทุกด้าน ไม่ใช่นึกเอา-เดาเอา หรือ "นั่งทางใน" แล้วรู้ทางนอกเอามาบอกอย่างผม
บันทึกรายชื่อทีมวิจัยเรื่องนี้เท่าที่ปรากฏในข่าวให้เป็นหลักฐานไว้ด้วยก็ได้ เผื่อใครกลัวจมน้ำป๋อมแป๋ม มีโอกาสได้พบนักวิจัยทีมนี้จะได้สอบถามเพื่อความแน่ใจกับท่านโดยตรง
ก็มี พ.อ.เอกภพ ภาณุมาศตระกูล จากกรมแผนที่ทหาร ศ.ดร.เฉลิมชนม์ สถิระพจน์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ จุฬาฯ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นักวิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จุฬาฯ รศ.ดร.อิทธิ ตรีสิริสัตยวงศ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสำรวจ จุฬาฯ และ มิสเตอร์ Wim Simons จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ประเทศเนเธอร์แลนด์
ทีมนักวิจัยเขาสำทับด้วยว่า เรื่องนี้เป็น "เรื่องใหญ่" กว่าแผนปรองดอง ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์เห็นด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ผมไม่แค่นแคะท่านหรอก เพราะปัญหาเฉพาะหน้าพันแข้ง-พันขาท่านจนเป็น "ลิงแก้แห" จะเอาเวล่ำ-เวลาและสมองโล่งตอนไหนไปคิดเรื่องอนาคตในทางยาว ก็เห็นจะยาก
แนวคิด "ย้ายกรุงเทพฯ" ในความหมาย ขยับขยายไปสร้างกรุงเทพฯ แห่งที่ ๒ นี้ เห็นทีต้องใช้เป็น "เครื่องเสี่ยงทาย" ซะแล้วกระมังครับ คือเสี่ยงทายว่า ถ้าใครชูประเด็นนี้ขึ้นผลักดัน สร้าง "กรุงเทพฯ แห่งใหม่" ให้เกิดขึ้นได้
แสดงว่าคนนั้นคือ ผู้รับภาระหน้าที่อัน "ประเทศประไทย" มอบหมายให้ในความหมาย "ผู้นำสังคมชาติคนใหม่" ในเส้นทางอนาคต
ใครคือคนนั้น และคนนั้น..คือใคร? จะต้องรอลุ้นคู่กับการได้เป็นเจ้าภาพบอลโลก หรือโอลิมปิก หรือได้จัดเอ็กซ์โปหรือไม่นั้น ทิ้งเอาไว้ให้ "แลบไพ่" ลุ้นกันเล่น!
เมื่อวาน (๑๕ ก.ค.๕๓) คงเป็นวันดี เพราะเห็นใช้เป็นฤกษ์-เป็นยามประกอบพิธีมงคลกันหลายแห่ง ที่วัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ตอนบ่าย พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรแด่ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติบ้านเมือง-ประชาชน ในชื่องานว่า "รวมพลังไทย เทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"
ผมก็สิบนิ้วพนม สงบใจกราบหลวงพ่อพระแก้วมรกตผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ช่อง ๑๑ ที่เขาถ่ายทอดสด เห็นพี่น้องคนไทยไปร่วมในพิธีมากมาย ก็ชื่นใจครับ ฟังเสียงสวดมนต์ลอยมา ตาก็เห็นตีนฟ้าเปิด อยากจะบอกว่า ฟังพระท่านสวดแล้ว กลับถึงบ้าน หาเวลาสวดมนต์ภาวนา "สงบใจ" ซักวันละครั้ง ๕ นาที ถ้าไม่ได้ ซัก ๑ นาทีก็ยังดีถมไป ปฏิบัติให้สม่ำเสมอต่อเนื่องทุกวัน
จะเป็นกำแพงแก้ว ๗ ชั้น ปิดกั้นภัย เปิดให้เฉพาะ "สิ่งดี" เข้าสู่วิถีชีวิตท่าน!
ความจริง ท้องฟ้ากรุงเทพฯ ฮึ่ม...ฮึ่ม..ครึ้มด้วยฝน ตั้งแต่ใกล้เที่ยงแล้ว พอเที่ยงก็เทลงมาพร้อมกับเสียงผ่าเปรี้ยงปร้าง-แปล๊บปล๊าบ แสดงว่าเหล่าเทพทุกชั้นฟ้าลงมาอวยพรให้ทุกท่านเมื่อวานนั้นจริงๆ ไม่ว่าท่านที่ยืนบ้าง นั่งตากฝนบ้าง กางร่มบ้าง ไมได้กางบ้าง อยู่กับบ้าน แต่ส่งใจมาสาธุบ้าง
ทุกคนที่มุ่งสดับเสียงสาธยายมนต์บท "อุปปาตสันติ" จากพระสงฆ์ในพระอุโบสถ จิตล้วนหมดจดจากสิ่งหมอง ชีวิตจะผ่องอำไพ ประดุจฟ้าใหม่หลังฝน เพราะ "ตนที่ฝึกดีแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน"
นั่นคือ ทุกคน ทั้งที่ไปในงานวานนี้ ทั้งที่ไม่ได้ไป เมื่อทราบก็ตั้งใจอนุโมทนา เต็มเปี่ยมด้วยปรารถนาดีในชาติ ในพระศาสนา ในพระมหากษัตริย์ ล้วนได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดดี-พูดดี-ทำดี
การ "ฝึกตนดีแล้ว" เช่นนี้ ก็จะมีแต่สิ่งดี-ชีวิตดี เป็นอานิสงส์จาก "กรรมดี" อันตนกระทำดี เกิดเป็นบารมีสนอง!
นี่คือ "ฤกษ์ดี" ในความหมายจากการ "ทำดี" ดังนั้น วานนี้ ทุกคนที่ "ทำดี-คิดดี-พูดดี" ล้วนอยู่ในรัศมีของคำว่า "ฤกษ์ดี" ทั้งนั้น!!
ที่ประชาธิปัตย์เขาก็ทำบุญที่พรรคเหมือนกัน เห็นเอาทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ถวายรูปปั้น "พระแม่ธรณีบีบมวยผม" ที่ตั้งอยู่หน้าพรรคอร่ามเรืองเหมือนร้านขายทอง น่าจะมีร่อนมาถึงลูกศิษย์ซักถาดนะ เห็นแล้วลูกศิษย์แม่พระธรณี "อยากหวาน" ขึ้นมาจนคอขม
ฝอยทองนี่ ท่านเชื่อมั้ย คนเดียวกินได้หมดถาด?
ท่านคงไม่เชื่อ ผมก็ไม่เชื่อ แต่ตอนเป็นเด็กวัด เห็นพระท่านนั่งเถียงกันหน้าดำ-หน้าแดง พระองค์หนึ่งบอกว่าได้ อีกองค์ก็บอกว่าไม่ได้ เคราะห์ดีว่าเป็นพระ (สมัยนั้น) ไม่อย่างนั้น เมื่อความเห็นไม่ลงกัน การพนันก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอน
ใครจะเอาไปลองดูก็ได้ครับ พระท่านเผยเป็น "ทีเด็ด-เคล็ดลับ" ถึงการกินฝอยทองทีเดียวหมดถาดไว้ว่า ให้เอาน้ำชาที่ชงร้อนๆ ราดไปทั่วๆ ฝอยทองในถาด แล้วฝอยทองจะหดรวมตัวเข้ามากอดกันเป็นก้อน มองดูไม่มากจนขยาดอย่างที่เห็นแต่แรก สามารถหยิบป้อนใส่ปากไม่กี่คำก็เกลี้ยง
ลองแล้วได้ผล-ไม่ได้ผลยังไง ไม่ต้องมารายงานผมก็ได้ ขี้เกียจถูกด่า!
ที่พรรคเพื่อไทย ถนนพระราม ๔ เลยไทยโพสต์ไป ห่างกันพอเดินได้เหงื่อตกขาหนีบ เขาก็มีการทำบุญเลี้ยงพระเหมือนกัน แต่แหม..เป็นการค้ากำไรบุญเกินทุนหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะ เพราะลงทุนกระสุน "เลี้ยงพระ" นัดเดียว แต่หวังผลได้ตั้ง ๓ งานแน่ะ
๑.งานทำบุญภาค ถวายเทียนพรรษา ส.ส.ภาคอีสาน
๒.งานทำบุญคล้ายวันเกิดล่วงหน้า ๒๖ ก.ค.ให้ทักษิณ
๓.งานทำบุญครบรอบ ๑๒ ปี การก่อตั้งพรรคไทยรักไทย
อย่างนี้ต้องถวายพระที่นิมนต์มาสวดองค์ละ ๓ ซองนะ ผมไม่เคยเห็นหน้า "ท่านพายัพ ชินวัตร" ตัวเป็นๆ มาก่อน แต่เมื่อเห็นจากภาพที่เป็นประธานจุดธูป-จุดเทียนในพิธีการงานบุญอดห่วงใยไม่ได้ อยากจะบอกด้วยความปรารถนาดีว่า "หน้าตามันฟ้องสุขภาพภายใน" ครับ!
- สุขภาพจิตที่สดใส สุขภาพกายที่แข็งแรง เป็นเอก
- ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นโท
- ทักษิณ-พี่ชายของท่าน เป็นตรี
- การเมืองว่าด้วยการชิงเมือง เป็นจัตวา
ท่านพายัพ ผู้เป็นประธานภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย ใคร่ครวญและ "เลือกบริหาร" ว่าอะไรควรจะก่อน-หลังเอานะครับ เห็นสภาพร่างกาย และสีหน้าแล้ว "คนสารพัดโรค" อย่างผมบอกได้คำเดียวว่า "เป็นห่วง" ในฐานะเพื่อนร่วมโลก
แค่ชื่อท่าน พา-ยัพ ใครได้ยินก็สะดุ้งอยู่แแล้ว!
ที่กัมพูชา "เพื่อนบ้านใกล้" หัวกระไดชนกันเขาก็ทำบุญในวันที่ ๑๕ กรกฎาเหมือนกัน บุญของเขา "ได้ทันตาเห็น" จากที่เลิก "คิดบาป" กับประเทศไทย กุศลราศีก็เกิดทันทีกับเขมร เพราะทั้งนายกฯ อภิสิทธิ์ และรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อทราบข่าวต่างอนุโมทนาสาธุ
ที่กลับตัว-กลับใจเลิกจัดงาน "วันโกรธแค้นไทย" ตามที่ตระเตรียมไว้แต่แรก!
วันดีๆ จะไปทำให้เป็น "วันไม่ดี" กับตัวเองอย่างนั้นทำไม จากวันที่ ๒๐ กรกฎานี้เป็นต้นไป ใครคิดร้าย-ทำร้ายกับประเทศไทย ระวังนะ...นอนก็จะไม่หายใจ เผลอๆ "หลับยาว" ตลอดไปเลย
เดี๋ยวจะว่าไม่บอก!?
พื้นฐานคนไทยนี่ สังเกตให้ดีจะมีมาจากฐาน ๒ ฐาน ฐานแรกคือรากเหง้า ส่วนใหญ่สืบสายมาจากจีน
ฐานที่ ๒ ศิลปวัฒนธรรม คติ ความเชื่อ ลัทธิ ประเพณี กระทั่งภาษา สืบสายมาจากอินเดีย
ยุโรป-ตะวันตก ถือว่าเป็น "มิตรไกล" ส่วนจีน-อินเดียถือว่าเป็น "มิตรใกล้" การจัดลำดับความสำคัญในการคบหาจะเป็นแบบ "มิตรใกล้-ศัตรูไกล" หรือจะเอาแบบ "ศัตรูใกล้-มิตรไกล" จากนี้ไปล้วนมีความหมายกับเส้นทาง "อนาคตประเทศไทย" ของเราโดยตรง เพราะนับต่อแต่นี้
"วิถีบูรพา" จะเบ่งบาน.








