ช่วงนี้-มีเรื่องอะไรที่เราควร "ทำความเข้าใจ" กันบ้างล่ะ เท่าที่เห็น เรื่องแรกก็ พุธ-พฤหัสนี้ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๔ จะเข้าสภาในวาระ ๒-๓ ตรรกะที่น่าสนใจก็คือ "คว่ำงบประมาณ = คว่ำรัฐบาล" แล้วพรรคร่วมอย่างภูมิใจไทย และเพื่อแผ่นดิน จะทำตรรกะนี้ให้เป็นจริงหรือไม่ ๑๘-๑๙ สิงหานี้รู้กัน เรื่องที่ ๒ ว่าด้วยการเดินเกมขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
เขมร-โดยสมเด็จฮุน เซน ต้องการตีทะเบียนเป็นมรดกโลกของกัมพูชาฝ่ายเดียว และพยายามดึงประเทศต่างๆ ที่เป็นคณะกรรมการมรดกโลก รวมถึงกลุ่มประเทศอาเซียนให้เข้ามาเป็นแนวร่วม และเท่าที่ดูการเดินแต้มเวลานี้ เหมือนฮุน เซน กำลังทำให้เรื่องเป็นปัญหาสู่เวทีประชาคมโลก"
แทนที่จะเป็นเรื่อง "ไทย-กัมพูชา" คุยกันสองต่อสอง!
ทำไมเขมรต้องใช้วิธีนี้ ประเด็นแรกที่ควรตระหนัก เจตนารมณ์ของการเป็นมรดกโลก ต้องสะท้อนชัดเจนถึงสันติภาพ ความสงบ ธรรมชาติ เพื่อการศึกษา ฉะนั้น เขมรกลัวมีปัญหาเรื่องพื้นที่กับไทยจะขยายเป็นสงคราม เพราะถ้าเกิดปะทะกับไทยขึ้น นั่นเท่ากับยืนยันว่า "ปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไม่ได้"
ดังนั้น จึงเป็นเงื่อนไขสู่ประเด็นที่ ๒ แทนที่ฝ่ายเขมรจะรีบทำตามข้อตกลงกับไทย ประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดนตาม MOU ปี ๒๕๔๓ เพื่อให้หมดปัญหากันไปว่าพื้นที่ใดเป็นของใคร ซึ่งทำได้เร็วเท่าไหร่ อุปสรรคในการขึ้นทะเบียนก็จะหมดไปเร็วเท่านั้น
แต่กัมพูชากลับไม่ยอมประชุม JBC กลับหันไปเล่นยุทธการข่าวสาร สร้างข่าวไทยเสริมกำลังหวังทำสงครามบ้าง สร้างข่าวว่าวัดและชุมชนที่บุกรุกเข้ามาตั้งในดินแดนไทยเป็นของเขาบ้าง การสร้างข่าวเช่นนั้นก็เพื่อเดินไปสู่เงื่อนไขที่ ๓ ของเขาคือ
พยายามเลี่ยงการเจรจาเรื่องพื้นที่กับไทย หวังผลักดันให้เป็นปัญหาสู่ประชาคมโลก นั่นคือ ฟ้องยูเอ็นบ้าง ขอให้นายบัน กีมูน เป็นตัวกลางบ้าง ขอให้เวียดนามซึ่งเป็นประธานอาเซียนมาไกล่เกลี่ยบ้าง รวมถึงขอให้นำเรื่องระหว่าง ๒ ประเทศไปเป็นเรื่องของประชาคมอาเซียนบ้าง
ทำไมเขมรเลอะเทอะถึงขนาดนั้น ก็เข้าตำรา เด็ก...ทำอะไรก็คือเด็ก แต่ผู้ใหญ่คือไทย จะทำอะไรเลอะเทอะอย่างเขมร ในสายตาประชาคมโลก มันจะเสียผู้ใหญ่ ฉะนั้น ไทยต้องไม่เสียสติ เต้นไปตามเกมเด็กข้างถนน เพราะที่เด็กข้างถนนทำอย่างนั้น เนื่องจากเขาต้องการปลดเปลื้องให้หลุดจากเงื่อนไขที่ ๔
นั่นคือ ถ้าปฏิบัติตาม MOU เขมรก็รู้ว่าตัวเองมีแต่ "ตัวปราสาทพระวิหาร" ตั้งโด่เด่อยู่บนหน้าผา ได้มาตามคำตัดสินอันไม่เป็นเอกฉันท์ของศาลโลกเมื่อปี ๒๕๐๕ ซึ่งศาลโลก "ปล้นจากไทย" ไปให้เขมรเฉพาะเท่านั้น-ตรงนั้น!
ส่วนพื้นที่รอบตัวปราสาททั้งหมด รวมทั้งทางขึ้น-ทางลง อันเป็นตัวบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ชัดเจนว่า แท้จริงแล้วปราสาทพระวิหารนี้เป็นของไทย-อยู่ในเขตแดนไทย ศาลโลกยังพอมีความละอาย "ไม่กล้าแตะ" เคารพสิทธิ์ในดินแดนของไทย ในคำตัดสินจึงไม่ก้าวล่วงเข้ามาในพื้นที่รอบตัวปราสาท ซึ่งเท่ากับยอมรับความเป็น "ดินแดนไทย" ทั้งทางพฤตินัยและนิตินัยอยู่ในตัว
นี่คือประเด็นที่เขมร "รู้อยู่เต็มอก" จึงไม่กล้าประชุม JBC เพราะขืนประชุม เอาหลักฐานตลอดถึงคำตัดสินศาลโลกมาดูแล้ว มันก็จะจนแต้ม เพราะชัดว่า "พื้นที่รอบปราสาทเป็นของไทย" ส่วนเขมรได้ไปเฉพาะตัวปราสาท มันยิ่งเป็นอุปสรรคให้ขึ้นทะเบียนไม่ได้ เพราะขาดองค์ประกอบคือ...ไม่มีพื้นที่อนุรักษ์โดยรอบ ตามเงื่อนไขที่จะให้เป็นมรดกโลก
จะเข้าเงื่อนไข และขึ้นทะเบียนได้ ก็ต่อเมื่อ "ตกลงกับไทย" อันเป็นเจ้าของพื้นที่แล้วเท่านั้น!
จึงเข้าไปสู่เงื่อนไขที่ ๕ เขมรรู้ว่า ถ้ายอมประชุมร่วมจะถูก "จับไก่" จะต้องขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารร่วม ๒ ประเทศกับไทยเท่านั้นจึงจะได้ แต่เขมรไม่ต้องการ อยากเป็นเจ้าของคนเดียว จึงเดินเกม "ดึงประชาคมโลก" เข้ามาเป็น "มือที่ ๓ มือที่ ๔" หรือพูดอีกที หวังใช้เป็น "ตัวช่วยโกง" ในกรณีพิพาทนี้
ตัว "ช่วยโกง" อย่างไร?
คือเขมรเขาก็รู้ว่า หลายชาติจ้องตาเป็นมัน จะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในกัมพูชา จึงใช้จุดนี้เป็น "เงื่อนไขแลกเปลี่ยน โดยเดินตามแผนที่" คณะกรรมการมรดกโลก "ฟอกอำนาจเถื่อน" ให้ดูเหมือนถูกต้อง-ชอบธรรมไว้ให้ คือพยายาม "ให้ตั้งคณะกรรมการ ๗ ชาติ" เข้ามาทำหน้าที่ชี้ขาดพื้นที่โดยรอบ ไปผนวกเป็น "พื้นที่อนุรักษ์รอบตัวปราสาท"
ด้วยเงื่อนไขที่ ๖ ฮุน เซน จึงเดินแต้มคูระหว่างประเทศดังที่เห็นอยู่ขณะนี้ไงล่ะ คือ สร้างข่าวใส่ร้ายไทยให้เป็นผู้ร้าย เป็นผู้รังแก แล้วก็สร้างภาพตัวเองเป็น "เด็กถูกผู้ใหญ่รังแก" เที่ยวไปฟ้องคนโน้น-คนนี้ หวังดึงให้เข้ามาเป็นผู้อภิบาล โดยมีจุดหมายอยู่ที่ ตั้งคณะกรรมการ ๗ ชาติ ชี้เอาพื้นที่โดยรอบ อันเป็นของไทยไปผนวกกับปราสาทพระวิหารให้เขมร!
ฮุน เซน เอ๊ย...ต่อให้ตายพร้อมทักษิณไป ๗ รอบ ฟื้นมาใหม่ ก็อย่าหมายว่าจะเป็นได้อย่างนั้น ต่อให้ "คนไทย-ใจเขมร" ขนาดไหนประเด็นนี้ก็ไม่มีใครยอมให้หรอก
นายฮุน เซน นายฮอร์ นัม ฮง เปลี่ยนเกม จากประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ไปเป็นดึงประชาคมโลกมาตัดสิน ก็ด้วยเหตุผลเดียว คือเชื่อฝีมือการเดินเกมบนเวทีโลกของเขาที่มี "ผลประโยชน์" ต่างตอบแทน และเชื่อว่า ทั้งสหรัฐ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี จีน เวียดนาม อินเดีย อยู่ข้างเขา
จึงหวังได้ตีทะเบียนด้วยวิธี...แบ็กดอร์!
เงื่อนไขที่ ๘ อันเป็นเงื่อนไขสุดท้ายที่เขมร "จงใจ" แสดงบทบาท "เพื่อนบ้านที่ไม่น่ารัก" เงื่อนไขนี้เหมือนอาถรรพณ์-ถูกสาปมาแต่บรรพกาล เขมร-ไทยอยู่ร่วมกันได้ แต่หากวันไหน ไทยอ่อนแอ และแตกสามัคคีกันภายใน วันนั้น เขมรจะแสดงธาตุแท้ โดดเหยียบอก ฆ่าเพื่อนได้ เขมรก็จะไม่รั้งรอ
ตอนนี้เข้าเงื่อนไข บ้านเมืองแตกเป็นฝัก-เป็นฝ่าย คนไทยใจเขมร มีทั้งในถนน ในกองทัพ และในสภา ใครเป็นรัฐบาลก็ละล้า-ละลัง ทั้งศึกนอก-ศึกใน รวมทั้งฝ่ายกิจการงานต่างประเทศ ในรอบ ๑๐ ปีมานี้ ไม่มียุคไหนที่ข้าราชการเลือดไทยจาง ไร้ศักยภาพน่าเชื่อถือ และยึดเป็นหน้า-เป็นตาไม่ได้เท่าในทศวรรษนี้
ถ้าผมเป็นฮุน เซน ก็ต้องทำอย่างนี้ ฉวยจังหวะที่ไทยไม่รักชาติเช่นนี้ โจมตีเอาศักดิ์ศรีเสื่อมมาเซ่นเขมร!
และยิ่งต้องโจมตี...เพราะอะไรน่ะหรือ?
เพราะ "อ้อยจะเข้าปากช้าง" อยู่รอมมะร่อ ในช่วงทักษิณเป็นใหญ่ จะเอาพื้นที่ตรงไหน จะเอาอะไรไปขึ้นทะเบียน จะขอความช่วยเหลือเท่าไหร่จากไทย เขมรได้หมด ยุคทักษิณ ถือว่าไทยเป็น "บ่อทองของฮุน เซน" ที่อพยพคนเขมรมาตั้งชุมชน มาสร้างวัด รุกล้ำเข้ามาทำอะไรร้อยแปด แต่ทหารไทยเฉย
เพราะนายใหญ่ ๒ ประเทศ "ทักษิณ-ฮุน เซน" กำลังเล่นแร่แปรธาตุประเทศกันอยู่นะซี!
จะเห็นว่าช่วงนั้น บรรยากาศมิตรภาพไทย-กัมพูชาดีมาก ดีขนาดเขมรเผาสถานทูตไทยทักษิณก็ยังลูบหลัง-ลูบไหล่รักใคร่ฮุน เซน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อมองย้อนจากวันนี้กลับไป เราก็จะเข้าใจทันทีว่า แผนขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารโดยตีขลุมเอาพื้นที่โดยรอบของไทยไปผนวกเป็น "พื้นที่อนุรักษ์รอบตัวปราสาท" มันตกลงด้วย "ผลประโยชน์แลกเปลี่ยน" กันมาแต่สมัยนั้นแล้ว
แต่ด้วย "พระสยามเทวาธิราช" และดวงพระวิญญาณแห่ง "บุรพระมหากษัตริย์ไทย" พิทักษ์รักษาแผ่นดินสยาม ทักษิณต้องสิ้นอำนาจ พ้นแผ่นดินไทย ฮุน เซน จึงกระเด็นตื่นจากเกมฝันหวานเป็นฝันร้ายไปด้วย!
ถึงแม้รัฐบาลนอมินีทักษิณ "สมัคร-สมชาย" จะพยายาม "เอื้อประโยชน์" ให้เขมรต่อเนื่องจากทักษิณ แต่ก็ไม่สำเร็จ ถึงแม้ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกมาแล้วถึง ๓ ครั้ง ๓ ปี ผลักดันกันเต็มที่แล้ว แต่ปราสาทพระวิหารได้เป็นมรดกโลกเพียง "ครึ่งตัว" เท่านั้น
คือคณะกรรมการมีเงื่อนไขว่า เขมรต้องยื่นแผนที่อันเป็น "พื้นที่อนุรักษ์รอบตัวปราสาท" มาให้ด้วย แต่จนบัดป่านนี้เขมรก็ยังไม่มีพื้นที่อนุรักษ์ไปส่งมอบคณะกรรมการมรดกโลก เพราะพื้นที่อนุรักษ์เป็นของไทย ยื้อยุดมาเข้าปีที่ ๓ แล้ว แต่ถ้าทักษิณ หรือนอมินีทักษิณครองอำนาจประเทศอยู่ละก็
"เสร็จเขมร" ไปนานแล้ว!
เรื่องราว-ความเป็นมา เป็นดั่งนี้ จะเห็นว่า เขมรได้เปรียบเพราะ "ไทยเป็นใจ" มา ๖-๗ ปี ตั้งแต่ยุคทักษิณ กระทรวงการต่างประเทศยุคทักษิณ กองทัพยุคทักษิณ มาสะดุดจังหวะตอนยุค "รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์" อยู่หน่อย แล้วทำท่าเครื่องจะติดต่อในยุค "สมัคร-สมชาย" แต่ก็มีอันเป็นไป จนมาถึง "รัฐบาลอภิสิทธิ์" นี่แหละ
การปักใจ-ปักธงว่า "สู้" เพื่อพิทักษ์แผ่นดิน เราเพิ่งมีชัด อาจพูดได้ว่า เพิ่งมีนโยบายปฏิบัติเป็นท่าทีจริงจังในปี-ครึ่งปีนี้เอง แต่ผมก็เดาไม่ออกว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศ ท่านคิดของท่านอย่างไร?
เพราะผมประเมินว่า ด้วยนโยบายจากรัฐบาลทักษิณที่ครอบงำมานาน ฉะนั้น เอกสารดำเนินงาน ทั้งท่าที ในเรื่องนี้ทั้งหมด "ธง" ของกระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นของทักษิณ เขาปักไว้ทางทิศไหน?
ขณะนี้ ผมเห็นรัฐบาล-กองทัพ โดยนายกฯ อภิสิทธิ์ "ชัดเจน และเอาจริง"!
แต่ผมยังไม่เห็นปฏิกิริยาอันเป็นท่าทีจากระบบข้าราชการ "กระทรวงการต่างประเทศ" ให้จับทิศทาง ซึ่งตรงข้ามกับฝ่ายกัมพูชา เพราะเราต้องยอมรับว่า โลกแห่งความเป็นจริง คืออยู่กันด้วยความเป็นเท็จ และเท็จที่เป็นจริงคือ
"พวกมาก" คือความถูก!?
ฉะนั้น อย่าบ้าสงคราม อย่าบ้าตามคำยุที่ว่า ให้ใช้กำลังทหารผลักดันเขมรที่สร้างบ้านรุกล้ำออกไป ความหมายคือ เกมนี้ ใครออกอาวุธก่อน ฝ่ายนั้นแพ้ ยิ่งเขมร ยิ่งเลี่ยงรบ เพราะขืนรบ อดได้ขึ้นทะเบียน แผนของเขาคือ เมื่อเลี่ยงเจรจา ๒ ฝ่าย ก็หวังดึงยูเอ็นบ้าง อาเซียนบ้างมาสานต่อแผน "กรรมการ ๗ ชาติ"
แต่ว่าไปแล้ว เกมนี้เขมรพลาดมากกว่า เพราะถ้าสู่เวทีพหุภาคี เท่ากับ "เปิดเวทีใหม่" ให้ไทยรื้อฟื้นเรื่องปราสาทพระวิหารมาเจรจาได้ "ครบวงจร" ขึ้นอยู่แต่ว่า ฝ่ายไทย "รวมใจ-สามัคคี" กันได้หรือไม่เท่านั้น เพราะถ้าเอาจริงๆ แล้ว บนเวทีโลกนี้ ไทยเป็นรองใครซะที่ไหนกัน!








