ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา...มีรายงานข่าวอยู่ชิ้นหนึ่งที่น่าให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย แม้นว่าจะเป็นข่าวชิ้นเล็กๆ ที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรกับสถานการณ์ระดับนานาชาติมากมายนัก และก็ไม่ได้ถึงกับเกี่ยวพันกับประเทศไทยแบบตรง-ตรงมา แต่ถ้าหากหยิบมาใคร่ครวญ หวนคิดกันให้ลึกๆ แล้ว...ถือได้ว่าเป็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าต่อประเทศไทย หรือประเทศต่างๆ ซึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภูมิภาคก็ว่าได้...
---------------------------------------
ข่าวคราวที่ว่า...ก็คือกรณีที่กองทัพรัฐบาลทหารพม่า จำนวนถึง 20 กองพัน ได้สนธิกำลังบุกเข้ากวาดล้างชนชาติส่วนน้อยเชื้อสายจีนในพม่า ที่มีชื่อเรียกๆ กันว่า พวก โกกั้ง หรือ โกก้าง (Kokang) ซึ่งปักหลักอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณพรมแดนจีน-พม่า จนทำให้กองกำลังติดอาวุธของชนชาติส่วนน้อยเหล่านี้ (Myanmar National Democratic Alliance Army-MNDAA) ที่มีอยู่แค่ไม่กี่พันคน ต้องแตกยับเยินไม่เป็นชิ้นดี ส่งผลให้ชนชาติพม่าเชื้อสายจีน ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การคุ้มครองดูแลของพวก โกกั้ง ต้องอพยพหลบหนีทะลักเข้าไปในเขตชายแดนจีนจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน...
----------------------------------------
ไม่ว่าอะไรคือสาเหตุหรือ ข้ออ้าง ของกองทัพพม่า ในการบุกเข้าโจมตีชนชาติส่วนน้อย ผู้ซึ่งเคยได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในพื้นที่ เขตปกครองพิเศษ แห่งนี้ก็แล้วแต่ แต่ในสายตาของนักสังเกตการณ์ต่างประเทศจำนวนไม่น้อย ล้วนแล้วแต่มองไปในทิศทางคล้ายๆ กันว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถนำมาใช้สะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยความปริร้าว หรือความไม่ลงตัวในสัมพันธภาพระหว่าง จีน กับ พม่า ที่ใครต่อใครเคยคิดมาก่อนหน้านั้นว่า เป็นสัมพันธภาพที่เหนียวแน่นซะเหลือเกิน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว...ความพยายามที่จะเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองของรัฐบาลทหารพม่า กับอิทธิพลของจีนซึ่งนับวันจะแผ่ครอบงำพม่าหนักขึ้นเรื่อยๆ กำลังกลายเป็นสิ่งที่สวนทางกันและกันหนักขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพม่าเริ่มมี ทางเลือก ในการกำหนดนโยบายของตัวเองเพิ่มมากขึ้นกว่าในยุคอดีตทีผ่านมา...
--------------------------------------------
ก่อนหน้านั้น...ท่ามกลางการโดดเดี่ยวพม่าโดยโลกทั้งโลก ทางออกหรือทางเลือกของพม่า เหลืออยู่แค่เพียงทางเดียวเท่านั้น นั่นก็คือการหันไป ซบจีน แม้นว่าประเทศทั้งสองจะเคยเป็นคู่รัก-คู่แค้นกันมาโดยตลอด อาจเรียกได้ว่า นับตั้งแต่ยุค กุบไลข่าน ไปจนถึงยุคจีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้วก็ว่าได้ จนกระทั่งเมื่ออิทธิพลจีนในพม่าได้เริ่มสร้างความตระหนกตกใจให้กับอินเดีย การเปลี่ยนนโยบายของอินเดียหันมาคบหากับพม่า แบบเน้นๆ เนื้อๆ นอกจากจะทำให้พม่าเริ่มกลับมาเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้นแล้ว ล่าสุด...การปรับนโยบายของสหรัฐอเมริกาต่อพม่า ภายใต้แนวคิดการใช้ พลังอำนาจแบบอ่อน ของรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ยิ่งน่าจะมีส่วนทำให้พม่าพร้อมที่จะประกาศความเป็นตัวของตัวเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก...
--------------------------------------------
การบุกโจมตีกองกำลังชนชาติส่วนน้อยเชื้อสายจีน ที่บางส่วนอาจเรียกได้ว่าเป็น พลเมืองจีนแท้ๆ แต่มาทำมาหากินอยู่ในพม่าอย่างพวก โกกั้ง นั้น จึงถูกนำมามองกันในแง่มุมเช่นนี้ และแม้นว่ากองกำลังดังกล่าวจะเป็นเพียงแค่กองกำลังเล็กๆ มีกำลังทหารอยู่แค่ไม่กี่พันคน แต่ในแง่สายใยความผูกพันที่เชื่อมโยงไปถึงกองกำลังที่มีขนาดใหญ่โตยิ่งไปกว่านั้นหลายต่อหลายเท่า คือ กองทัพสหภาพรัฐว้า (United Wa State Army-UWSA) ซึ่งล้วนแล้วแต่เคยใกล้ชิดกับจีน มาตั้งแต่ครั้งที่แต่ละกลุ่มยังดำรงสถานะเป็น พรรคคอมมิวนิสต์พม่า ก่อนหน้าที่จะถูกจีนเกลี้ยกล่อมให้เลิกล้มการเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลพม่าในเวลาต่อมา จึงกลายเป็นตัวสร้าง
แรงกดดัน และก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อจีน ที่จะต้องเลือกเอาระหว่างการดำรงสัมพันธภาพที่ดีกับรัฐบาลพม่า หรือจะดำรงรักษาอิทธิพลดั้งเดิม ซึ่งเคยมีอยู่กับบรรดาชนชาติส่วนน้อยเหล่านี้ต่อไป...
----------------------------------------------
ในช่วงหนึ่งที่จีนและพม่าพยายามลดความระแวงแคลงใจระหว่างกันและกัน ด้วยวิธีอพยพโยกย้ายชนชาติส่วนน้อยในรัฐว้า ที่เคยตั้งถิ่นฐาน บ้านเรือน ประชิดติดพันอยู่ในบริเวณชายแดนจีน-พม่า ให้มาตั้งหลักปักฐานอยู่ในชายแดนไทย-พม่ากันไปแทนที่ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่การหาทางออกที่ยั่งยืน ถาวร แต่อย่างใด...โดยเฉพาะในช่วงล่าสุด ที่รัฐบาลพม่าได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ ด้วยการฉีกข้อตกลงหยุดยิงกับบรรดาชนชาติส่วนน้อยซึ่งเคยมีการใช้มาโดยตลอดระยะ 20 ปีที่ผ่านมา และประกาศให้กองกำลังติดอาวุธของชนชาติส่วนน้อยทั้งหลาย ยอมส่งมอบอาวุธให้กับรัฐบาลพม่าอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะสลายตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังรักษาชายแดน ขึ้นตรงต่อการบัญชาการของกองทัพพม่าโดยตรง...
---------------------------------------------
นโยบายดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดการปฏิเสธ แข็งข้อ ขึ้นมาในหมู่ชนชาติส่วนน้อยที่เรียกว่าพวก โกกั้ง เท่านั้น แต่ยังทำให้กองทัพสหภาพรัฐว้า ที่มีสายใยผูกพันอยู่กับพวก โกกั้ง และได้รับการหนุนช่วยโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาโดยตลอด ตลอดไปจนถึงชนชาติส่วนน้อยรายอื่นๆ ต่างประกาศตัวว่าพร้อมจะสู้รบกับกองทัพพม่าได้ทุกเมื่อ และถ้าหากว่ารัฐบาลจีนไม่สามารถยื่นมือเข้ามาคลี่คลาย หาทางออกให้กับปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวได้อย่างจริงๆ จังๆ การปะทะระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังชนชาติส่วนน้อย ในบริเวณพรมแดนจีน-พม่า และพรมแดนไทย-พม่า ที่อาจจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หรือไม่น่าจะเกินช่วงฤดูแล้งปีหน้า ก่อนหน้าการเลือกตั้งครั้งใหม่ในพม่าจะเริ่มต้นขึ้น ก็จะกลายเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับทั้งประเทศจีนและไทยไปด้วยกันทั้งคู่...
--------------------------------------------------
แม้นว่าในช่วงที่ผ่านมา...รัฐบาลจีนจะไม่ได้แสดงท่าที วิตก กังวล อะไรมากมายนัก ต่อการปรับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐที่มีต่อประเทศพม่า แต่เมื่อมาถึงขณะนี้...ดูเหมือนว่าจีนอาจจะ ประเมินสหรัฐต่ำเกินไป สายใยความผูกพันระหว่างจีน-พม่า ที่เริ่มแสดงรอยร้าว รอยปริ ให้เห็นขึ้นมาบ้างแล้วรางๆ จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ในการแย่งชิงอิทธิพลระหว่างกันและกันอีกมากน้อยแค่ไหน ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นจะต้องติดตามอย่างมิอาจกะพริบตาได้เป็นอันขาด ส่วนประเทศเล็กๆ ที่มีชื่อว่า ไทยแลนด์แดนสยาม ของเรานั้น...ก็คงไม่น่าที่จะไปมีบทบาทกำหนดอะไรได้มากมายนัก นอกจากจะต้อง รับเละ กันในฐานะ หญ้าแพรกที่แหลกราญ ภายใต้การปะทะกันระหว่างช้างกับช้าง...โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งปีหน้า คงต้องเตรียมตัวตั้งศูนย์ผู้อพยพลี้ภัยเอาไว้ล่วงหน้าซะแต่เนิ่นๆ...
------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก นาวาเอก อาร์เลห์ เอ. เบิร์ก แห่งนาวีสหรัฐ..."ไม่เคยมีสถานที่อันเหมาะสมสำหรับการทำสงคราม โดยเฉพาะเมื่อผู้อื่นเป็นผู้เริ่มต้นก่อขึ้น...".
------------------------------------------------








