Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

แผนอุ้มกรีซ..แค่บรรเทา หวั่นโดมิโนลามส่งออกไทย


    แม้ว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศไทย (ไอเอ็มเอฟ) และ ธนาคารกลางสหภาพยุโรป (อีซีบี) จะออกมาตรการช่วยเหลือวิกฤติหนี้สาธารณะของกรีซแล้วก็ตาม แต่เป็นแค่มาตรการหนึ่ง ไม่สามารถที่จะหยุดการลุกลามของเชื้อร้ายครั้งนี้ไปได้ทั้งหมด
    ส่วนผลกระทบต่อประเทศไทยจะมากน้อยแค่ไหน มีความเห็นจาก 2 ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจวิเคราะห์ผ่าน "อีโคโฟกัส" ฉบับนี้
     เริ่มที่ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า แม้จะมีการประกาศมาตรการความช่วยเหลือมูลค่าราว 110,000  ล้านยูโรแก่กรีซ แต่ดูเหมือนว่าตลาดจะไม่ได้คลายความวิตกกังวลลง เห็นได้จากตราสาร  Credit Default Swap (CDS) ของกรีซ พุ่งขึ้นจากที่เคยอยู่ราว 150 basis points (bps) เมื่อปลายปี 2552 มาอยู่ที่ระดับสูงถึง 940 bps ในเดือน พ.ค.2553
     นายเศรษฐพุฒิ ประเมินว่า มีอย่างน้อย 5 เหตุผลที่ทำให้ตลาดเชื่อว่าปัญหาที่กรีซไม่น่าจะจบในเร็ววัน และอาจกระทบต่อเนื่องออกไปที่อื่นด้วย ได้แก่ 1.ความช่วยเหลือมาช้าไป และเล็กเกินไป หากความช่วยเหลือนี้มาถึงตั้งแต่เดือน ม.ค.แทนที่จะเป็นเดือน พ.ค. ทำให้ผลของมันก็อาจออกมาดีกว่านี้
     "ตามปกติมาตรการช่วยเหลือแบบนี้ควรจะมาเร็วพอและมีขนาดที่ใหญ่พอที่จะดึงให้ตลาดกลับมามีความมั่นใจ หากมัวแต่ชักช้าจนตลาดตื่นกลัวไปแล้ว ขนาดของมาตรการที่เคยดูเหมือนจะเพียงพอก็อาจไม่สามารถดึงความมั่นใจกลับมาได้ ทำให้ต้องเพิ่มขนาดความช่วยเหลือขึ้นไปอีก ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เราก็เคยเห็นบทเรียนมาแล้วในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ในตอนนั้นไทยถูกมองเป็นเพียงเศรษฐกิจเล็กๆ ความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟจึงมีขนาดเพียง 1,700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยเมื่อเทียบกับทุนสำรองระหว่างประเทศที่เสียหายไปกับการปกป้องค่าเงินบาท ดังนั้น พอปัญหาลุกลามออกไปถึงอินโดนีเซียและเกาหลี ก็ทำให้ต้องมีการเพิ่มขนาดความช่วยเหลือให้ใหญ่ขึ้นไปอีก"
     เหตุผลข้อที่ 2 แผนที่วางไว้อาจนำไปปฏิบัติได้ยาก ภายใต้แผนของไอเอ็มเอฟ กรีซต้องลดการใช้จ่ายภาครัฐในช่วง 4 ปีข้างหน้ารวมกันคิดเป็นขนาดสูงถึง 11% ของจีดีพี ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่ภาครัฐมีสัดส่วนการจ้างงานสูงถึง 13% ของกำลังแรงงานอย่างกรีซ
     นอกจากนี้ ขนาดของความช่วยเหลือ 1.10 แสนล้านยูโร ยังต่ำกว่าความต้องการใช้เงินของกรีซตลอดช่วง 3 ปีข้างหน้าซึ่งอยู่ ที่ราว 1.50 แสนล้านยูโร นั่นก็แปลว่าความช่วยเหลือดังกล่าวมีสมมติฐานว่ากรีซจะสามารถเข้าไปกู้ยืมจากตลาดปกติได้ด้วยตัวเองภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
     "การแก้ปัญหาเรื่องเสถียรภาพด้านการคลังที่มีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงแบบนี้ เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และมีความเสี่ยงที่จะหมุนวนลงสู่วงจรอุบาทว์ได้ง่ายๆ เพราะหากไม่ลดการใช้จ่ายภาครัฐลง หนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยยิ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ฐานะการคลังแย่ลงอีก แต่ถ้าหากลดการใช้จ่ายภาครัฐมากเกินไป  ก็จะฉุดเศรษฐกิจให้ทรุดลง ทำให้รายได้ภาษีลดลง  ส่งผลให้ฐานะการคลังแย่ลงอีกเช่นกัน"
     สำหรับเหตุผลที่ 3 จีดีพีอาจออกมาแย่กว่าที่คิด สมมติฐานของไอเอ็มเอฟมองว่าจีดีพีของกรีซจะหดตัว 4% ในปีนี้ และหดลงอีก 2.6% ในปีหน้า ก่อนจะกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ซึ่งเป็นมุมมองที่อาจดีเกินไป เพราะกรีซใช้เงินสกุลยูโรร่วมกันประเทศอื่นๆ ในกลุ่มสหภาพยุโรป ทำให้ไม่สามารถลดค่าเงินเพื่อเพิ่มรายได้จากการส่งออกมาชดเชยการหดตัวของการบริโภคในประเทศได้เหมือนที่ประเทศในแถบเอเชียเคยทำ
     ทั้งนี้ เมื่อก่อนไอเอ็มเอฟก็เคยประมาณการว่า เศรษฐกิจไทยจะหดตัว 3% ในปี ค.ศ.1998 แต่เอาเข้าจริงเศรษฐกิจไทยหดตัวไปกว่า 10%
     เหตุผลที่ 4 ในที่สุดอาจต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ เนื่องจากขนาดของหนี้สินที่สูงมาก ประกอบกับความเสี่ยง ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจและฐานะการคลังอาจจะออกมาแย่กว่าที่คาดดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างหนี้อาจยังไม่เกิดในตอนนี้ เพราะผลกระทบต่อธนาคารต่างๆ ในยุโรปซึ่งสภาพก็ย่ำแย่อยู่แล้วจะรุนแรงมาก ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งของมาตรการความช่วยเหลือ 1.10 แสนล้านยูโร ซึ่งดูไปแล้วน่าจะเป็นการช่วยเหลือภาคการธนาคารในยุโรปมากกว่าจะช่วยกรีซเพียงอย่างเดียว
     และ 5 มีความเสี่ยงที่จะมีการลุกลามไปที่อื่น ซึ่งสิ่งที่คนตั้งคำถามกันตอนนี้ก็คือ มีประเทศใดอีกที่มีลักษณะของปัญหาคล้ายกับกรีซ ซึ่งหลายประเทศในยุโรปก็พยายามออกมาบอกว่าตัวเองต่างกับกรีซอย่างไร แบบเดียวกับที่อินโดนีเซียและเกาหลีก็เคยพยายามอธิบายว่าตนเองต่างกับไทยอย่างไร เมื่อปี 1997 ซึ่งการที่ต้องออกมาอธิบายแบบนี้ ก็บ่งบอกในตัวอยู่แล้วว่าประเทศเหล่านั้นกำลังมีปัญหา
     นอกจากนี้ การลุกลามไปที่อื่นๆ ยังอาจเกิดจากผลกระทบผ่านทางธนาคารต่างๆ ในยุโรปซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของกรีซ โดยมียอดปล่อยกู้รวมสูงถึง 193,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารในฝรั่งเศส 7,900 ล้านดอลลาร์ และเยอรมนี 4,500 ล้านดอลลาร์
     ด้าน นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจของกรีซ และอีกหลายประเทศในเขตยุโรโซน เป็นปัญหาใหญ่ แม้ว่ามาตรการช่วยเหลือทางการเงินตลอดจนมาตรการด้านสภาพคล่องจากอีซีบี 7.5 แสนล้านยูโร อาจจะเพียงพอที่จะช่วยสกัดการกระจายตัวของภาวะวิกฤติได้ในเวลานี้ แต่รายละเอียดเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือยังคงต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะฉะนั้นจะเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการสกัดการลุกลามของวิกฤติหนี้สาธารณะในยูโรโซนอย่างแท้จริง
     "ความช่วยเหลือด้านการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่อง ทำให้กรีซดูมีเสถียรภาพมากขึ้น ความกลัวความกังวลของนักลงทุนบรรเทาลงไป แต่ปัญหาของกรีซ สเปน อิตาลี ยังมีความท้าทายอยู่ โดยเฉพาะด้านการขาดดุลงบประมาณการคลัง ดังนั้น รัฐบาลจะต้องรัดเข็มขัดอย่างมาก เพราะตามข้อตกลงของกลุ่มประเทศยูโรมีข้อบังคับให้แต่ประเทศสามารถขาดดุลการคลังได้ไม่เกิน 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี แต่ขณะนี้กรีชขาดดุลไปแล้ว 14% ของจีดีพี โปรตุเกสขาดดุล 10% ของจีดีพี" นายเชาว์ระบุ
     ขณะเดียวกัน กรีซและโปรตุเกสยังมีหนี้สาธารณะสูงถึง 100% ของจีดีพี จึงเป็นโจทย์ที่ยากมากที่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศจะรับข้อตกลงตามเงื่อนไขของการช่วยเหลือได้ โดยเฉพาะการรัดเข็มขัด การใช้จ่าย เพราะด้วยเศรษฐกิจที่ถดถอยของกรีซ ติดต่อมาหลายปี ทำให้ปัญหามีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะมองไม่เห็นว่ารัฐบาลกรีซจะนำรายได้จากส่วนไหนไปอุดรูรั่ว เพราะไม่สามารถหารายได้จากการเรียกเก็บภาษีได้
     ทั้งนี้ ธรรมดาทางออกปัญหาคือ ต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ เพื่อรัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้ เพื่อบรรเทาฐานะการคลังให้ทุเลาลง แต่มองไม่เห็นว่ากรีซจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาวิธีการใด
     อย่างไรก็ตาม กลไกการสร้างเสถียรภาพแห่งยุโรปและมาตรการการเพิ่มเติมในการเข้าแทรกแซงตลาดตราสารหนี้และมาตรการช่วยเหลือสภาพคล่อง อาจจะยังไม่สามารถพลิกฟื้นความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและฐานะการคลัง ในบางประเทศในยูโรโซน ซึ่งก็จะทำให้ปัญหาการคลังยังไม่ได้รับการแก้ไขและความซับซ้อนของวิกฤติอาจเพิ่มขึ้น หากความไม่เชื่อมั่นลุกลามไปยังภาคธนาคารยุโรป ดังนั้น จึงอาจเร็วไปที่จะสรุปว่าความเสี่ยงต่อการปรับตัวของค่าเงินยูโรในทิศทางอ่อนค่าได้สิ้นสุดลงแล้วในขณะนี้ เนื่องจากปัญหาพื้นฐานทางด้านการคลังของบางประเทศในแถบยูโรโซน ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
     สำหรับผลต่อกระทบต่อเศรษฐกิจไทย แม้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศของไทย อาจทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง แต่กรณีของไทยน่าที่จะมีความแตกต่างไปจากวิกฤติหนี้ของกรีซ เนื่องจากฐานะทางการคลังของไทยค่อนข้างเข้มแข็งโดยช่วงไตรมาสแรกปีนี้ไทยขาดดุลงบประมาณลดลงจาก 5.8% ของจีดีพีในปี 2552 มาอยู่ที่ 3.3% ของจีดีพี ซึ่งทั้งปีก็น่าจะทรงตัวระดับนี้
     ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลสามารถทำได้เกินเป้าหมาย สภาพคล่องยังอยู่ในระดับสูง ระดับหนี้ต่างประเทศมีไม่มากนักเพียง 4.4% ของจีดีพี ซึ่งปัจจัยแวดล้อมดังกล่าวน่าจะทำให้รัฐบาลไทยไม่เผชิญกับปัญหาการระดมทุนแบบที่กรีซเผชิญอยู่
     ขณะที่ ธปท.เองก็มีความยืดหยุ่นในการปรับเครื่องมืออัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย ซึ่งทำให้เชื่อมั่นได้ว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศคลี่คลายลง เศรษฐกิจไทยก็คงจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง
     "ขณะที่หนี้สาธารณะของไทยมีเพียง 4.4% ของจีดีพี เทียบกับหลายประเทศยุโรปที่มีสูงถึง 100% กว่า ดังนั้นฐานะการคลังไทยดีกว่า จึงไม่มีปัญหาเลย นอกจากนั้น ยังมีระดับการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้ฐานะเงินทุนระหว่างประเทศแข็งแกร่งขึ้น จึงไม่น่ามีความกังวลว่าจะเกิดปัญหาซ้ำรอย เพราะโอกาสเกิดขึ้นแทบไม่เห็นความเสี่ยง" นายเชาว์กล่าว
     สำหรับผลกระทบต่อไทยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การลากยาวของวิกฤติกรีซ และการกระจายตัวของวิกฤติไปยังประเทศสมาชิกยูโรโซนอื่นๆ อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซนเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ตามหลังการฟื้นตัวของภูมิภาคอื่นๆ และน่าจะทำให้แรงกดดันในช่วงขาลงของค่าเงินยูโรยังคงไม่หมดไปในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
     "คงต้องยอมรับว่า การส่งออกของไทยไปยังยุโรปอาจต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจยูโรโซน และแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินยูโรเมื่อเทียบกับเงินบาทไปพร้อมๆ กัน แต่ผลกระทบน่าจะมีค่อนข้างจำกัด เพราะตลาดหลักของไทยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เอเชีย จีน ซึ่งยังเป็นการขยายตัวดี โดยเฉพาะตลาดเอเชีย เพราะได้รับประโยชน์จากอาฟตา ที่มีจีนเป็นสมาชิกด้วย ทำให้มีส่วนแบ่งส่งออกไปจีน 11% ซึ่งสูงกว่าส่งออกไปยูโรโซนทั้งหมดที่มีสัดส่วนรวมกันราว 10%"
     ด้าน นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธปท.กล่าวว่า ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐในระยะนี้ ยังคงเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค แต่ระดับความผันผวนจะสูงขึ้นตามปริมาณของการไหลเข้า-ออกของเงินทุนระยะสั้นของต่างชาติ ที่ยังเต็มไปด้วยความกังวลต่อปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซ แม้ล่าสุดความกังวลจะผ่อนคลายลงหลังไอเอ็มเอฟได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือแล้วก็ตาม
     อย่างไรก็ตาม ธปท.ไม่มีระดับตัวเลขค่าเงินบาทในใจ แต่หากมีความผันผวนระดับสูงมากจนกระทบ ก็พร้อมที่จะเข้าไปดูแลภายใต้องค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ภาวะเงินทุนไหลเข้า และการเคลื่อนไหวของเงินสุกลภูมิภาค เป็นต้น
     คงต้องติดตามกันอย่างระทึกว่า วิกฤติหนี้กรีซจะลุกลามเป็นโดมิโนตามที่มีการประเมินกันไว้หรือไม่.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์