อีโคโฟกัส

Monday, 17 June, 2013 - 00:00

อัปยศ “รับจำนำข้าว” วิบากกรรมรัฐบาลก่อ แต่จบไม่ลง!

   ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลชุด “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก็ว่าได้ สำหรับ “โครงการรับจำนำข้าว”  ที่กำลังตกเป็นกระแสสังคม และร้อนแรงตีคู่มากับข่าวการเสียชีวิตแบบมีข้อสงสัยของ “นายเอกยุทธ อัญชันบุตร” อดีตนักธุรกิจฝีปากกล้า แต่ดูเหมือนว่าข่าว “การขาดทุนของโครงการรับจำนำ” จะยังถูกสางความกระจ่างต่อไปเรื่อยๆ
    ปมของเรื่องนี้ถูกเปิดขึ้น เมื่อมีข่าวออกมาว่า คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ได้ออกมายืนยันตัวเลขผลการดำเนินงานของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ว่ามีผลขาดทุนสูงจนน่าตกใจถึง 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้นอกจากจะสร้างความตกใจให้กับประชาชนทั้งประเทศแล้ว  ยังสร้างความตื่นตระหนกให้รัฐบาลด้วยว่า โครงการที่ได้เคยหาเสียงไว้เมื่อช่วงเลือกตั้ง กำลังกลายเป็นหอกข้างแคร่มาคอยทิ่มแทงรัฐบาลเองเสียแล้ว
    นอกจากตัวเลขการขาดทุนที่สูงลิ่บลิ่วจนเป็นประเด็นแล้ว  อีกเรื่องที่กลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมทั่วไป จนถึงฝ่ายการเมืองเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง “การระบายข้าว” ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์ เพราะดูเหมือนว่าตั้งแต่รัฐบาลลงมือเริ่มต้นดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ปีการผลิต 2554/55 จนถึงปีการผลิตปัจจุบันที่กำลังดำเนินการอยู่ นั่นคือ ปีการผลิต 2555/56 “การระบายข้าว” ของกระทรวงพาณิชย์ จะยังไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย
    เรื่องนี้จึงถูกนำมาเป็นประเด็นและมีการถกเถียงกันมาเป็นเวลานาน ทั้งฝ่ายรัฐบาลด้วยกันเอง นำโดยกระทรวงการคลัง ที่ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยข้อมูลการระบายข้าวอย่างชัดเจน เพื่อนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินการกู้เงินของโครงการ ว่าควรจะมีการกู้เงินในแต่ละระยะอย่างไรให้มีความเหมาะสม
    นั่นเพราะแนวทางการใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวนี้  ต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติให้มีการใช้เงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวทุกฤดูกาล ต้องไม่เกิน 5 แสนล้านบาท นั่นคือจะเป็นวงเงินจากการกู้ของกระทรวงการคลัง  ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จำนวน 4.1 แสนล้านบาท และเป็นวงเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ยอมนำสภาพคล่องมารองรับในส่วนนี้ก่อน จำนวน 9 หมื่นล้านบาท และเมื่อมีการระบายข้าวได้ตาามแผนที่กระทรวงพาณิชย์เคยโม้ว่า มีแผนระบายข้าวอย่างชัดเจน จึงค่อยนำเงินส่วนนี้มาทยอยจ่ายคืนให้กับ ธ.ก.ส.จนครบเต็มจำนนวน
    แต่ดูเหมือนว่าจนถึงปัจจุบัน ธ.ก.ส.จะยังไม่ได้รับวงเงินดังกล่าวคืนเลย แม้ว่าที่ผ่านมาทั้งผู้บริหาร ธ.ก.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายๆ ฝ่ายจะออกมานั่งยัน นอนยัน ว่า  ธนาคารได้รับเงินคืนจากกระทรวงพาณิชย์แล้วก็ตาม แต่วงเงินดังกล่าวก็ต้องถูกชักออกมาใช้เพื่อรองรับการจำนำข้าวในช่วงนั้นๆ ไปเรื่อยๆ
    ไม่เพียงแค่ ธ.ก.ส.จะยังไม่ได้รับเงินคืนตามข้อเท็จจริงแล้ว แต่รัฐบาลยังใช้กำลังภายในมาล้วงเงินสภาพคล่องของธนาคารออกไปใช้อีกกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ “นายบุญไทย แก้วขันตี” รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ระบุว่า ขณะนี้ ธ.ก.ส.ใช้เงินสภาพคล่องของธนาคารในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม.แล้ว จำนวน 9 หมื่นล้านบาท และได้มีการสำรองจ่ายวงเงินไปอีกก้อน รวมเป็น 1.15 แสนล้านบาท เพื่อรองรับการดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว
    แต่ประเด็นปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น เพราะหากย้อนไปดูข้อมูลที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร ที่มี “น.ส.สุภา ปิยะจิตติ” รองปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ที่ระบุว่าโครงการรับจำนำข้าวขาดทุนสูงถึง 2.6 แสนล้านบาท จนเป็นเหตุให้ฝ่ายการเมือง รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ “เต้นเป็นเจ้าเข้า” และออกมายืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ขาดทุนสูงเหมือนที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ  ออกมาประเมิน
    ร้อนถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ต้องออกมาสั่งการเด็ดขาด ให้ “นายบุญทรง เตริยาภิรมย์” รมว.พาณิชย์ ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวให้สาธารณะชนได้รับทราบอย่างชัดเจน หลังจากก่อนหน้านี้ที่ “ควันออกหู” ไปหลายรอบ เพราะได้สั่งการให้ รมว.พาณิชย์ ชี้แจงข้อมูลและความคืบหน้าของโครงการฯ ให้ได้รับทราบทุกเดือน แต่ไม่เคยได้รับข้อมูลจาก รมว.พาณิชย์แต่อย่างใด
    นอกจากการตอบโต้ของฝ่ายรัฐบาลที่ออกมายืนยันเพียงว่า “โครงการรับจำนำข้าว” ไม่ได้ขาดทุนสูงถึง 2.6 แสนล้านบาท ตามที่ตกเป็นกระแสข่าวอยู่ในขณะนั้น จนเป็นเหตุให้  “นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาช่วยยืนยันในความคิดเห็นของรัฐบาลว่า “เชื่อว่าตัวเลขการขาดทุนของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ไม่น่าสูงถึง 2.6 แสนล้านบาท โดยประเมินว่าน่าจะขาดทุนเพียงหลัก 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น”
    ก่อนจะนำมาซึ่งแรงกดดันจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลเอง ฝ่ายค้าน และประชาชนทั่วประเทศที่ต้องการรับทราบความชัดเจนของโครงการนี้ ที่ทำให้ “กระทรวงพาณิชย์” ที่นำโดย รมว.และ รมช.กระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย “นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย” รมช.การคลัง ในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส. ในการออกมานั่งแถลงข่าว ที่สุดท้ายแล้วจะ “ไม่มีความชัดเจนในข้อมูลใดๆ เลย” ก็ตาม
    และจากภาพที่เห็น กลับสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้มแข็งของกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับโครงการนี้เลย เพราะไม่ว่าบรรดาสื่อมวลชนจะถามคำถามใดๆ เพื่อเป็นการยืนยันตัวเลขที่ถูกต้อง ให้สาธารณะชนเข้าใจ ก็ “กลับไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน” จากผู้ควบคุมโครงการนี้เลย นอกจากการโยนเข้าสู่การตัดสินใจของ “คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ"  หรือ กขช.
    และเพื่อเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการคำนวณตัวเลขในโครงการรับจำนำข้าวที่ยังคลาดเคลื่อนกันระหว่างกระทรวงการคลัง โดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ และกระทรวงพาณิชย์นั้น “นายบุญทรง” ระบุว่า จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการและคณะประชาสัมพันธ์เพื่อดำเนินการแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวต่อไป พร้อมทั้งยืนยันว่า เอกสารที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ส่งเรื่องมาให้กระทรวงพาณิชย์นั้น ไม่ได้มีการบันทึกตัวเลขการขาดทุน 2.6 แสนล้านบาทแต่อย่างใด มีเพียงข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.2556 ที่ระบุว่า มีสินค้าที่เป็นผลผลิตทางการเกษตร 17 รายการเข้าโครงการจำนำของรัฐบาล ซึ่งรวมการรับจำนำข้าวคงเหลือในสต็อกอยู่ที่ 2.26 แสนล้านบาทเท่านั้น โดยได้มีการบันทึกขาดทุนรวมอยู่ที่ 2.16 แสนล้านบาท แต่ไม่ได้มีข้อมูลหลังจากวันที่ดังกล่าวแต่อย่างใด
    ด้วยความไม่ชัดเจนขององค์กรในสังกัดอย่าง “กระทรวงพาณิชย์” นั้น นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จึงคิดหาแนวทางในการสะสางปัญหาต่างๆ จึงได้เรียกใช้บริการลูกหม้อกระทรวงเศรษฐกิจอย่าง “นายวราเทพ รัตนากร”  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้รวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยราชการและจากสาธารณะชน และนำมาประมวลให้มีความชัดเจนอีกครั้งก่อนนำเสนอรายละเอียดให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ
    ภายหลังได้รับมอบหมายงานสำคัญ “นายวราเทพ” ได้ออกมายืนยันว่า ได้รับมอบหมายให้เป็นเพียงผู้รวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะ ทั้งจากภาคราชการ เอกชนและประชาชนเท่านั้น เพื่อสรุปและเสนอให้ ครม.รับทราบ และแม้ว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ได้กำหนดกรอบเวลา แต่ก็ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนและอยู่ในความสนใจของประชาชน ดังนั้น จะเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด
    ส่วนคำถามที่หลายฝ่ายต่างตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้กระทบต่อรัฐบาลในเชิงลบหรือไม่ ต้องยอมรับว่าอะไรที่เป็นความจริงก็ต้องเป็นไปตามนั้น เพราะรัฐบาลไม่สามารถหนีความจริงไปได้ ใครทำผิดก็ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน แต่ขณะนี้คงยังไม่มีการพูดถึงว่าใครผิดหรือไม่ผิด คงต้องกลับไปดูในเชิงนโยบายเสียก่อน
    แต่ยังมีประเด็นที่น่าฉงนใจอย่างมาก นั่นคือ “มีกระแสข่าวว่า รมว.พาณิชย์ ไม่มีความเข้าใจและยังสับสนในโครงการดังกล่าวอยู่” โดยเรื่องนี้เป็นประเด็นมาจากครั้ง ครม.สัญจรที่ จ.กำแพงเพชร เมื่อช่วงเวลาที่ผ่านมา ว่า ในที่ประชุม นายบุญทรงและนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ พยายามลุกขึ้นชี้แจงโครงการรับจำนำข้าว โดยนายบุญทรงต้องการให้มีคณะทำงานคอยป้อนข้อมูลและเป็นหน่วยงานกลางเพื่อชี้แจงต่อประชาชน ซึ่งในช่วงแรก นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เป็นผู้รับผิดชอบหน้าที่นี้ แต่สุดท้ายนายกิตติรัตน์ปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าอาจจะกลายเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นกลาง ก่อนจะเสนอให้นายวราเทพเป็นฮีโร่เข้ามารับตำแหน่งนี้ไปแทน
    สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ ความว่องไวในการดำเนินงานของนายวราเทพ ที่ภายหลังจากได้รับตำแหน่ง ก็จัดแจงเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธ.ก.ส. และ น.ส.สุภา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ เข้าชี้แจงข้อมูลต่างๆ ทั้งหมด ก่อนที่ “นายวราเทพ” จะออกมายืนยันภายหลังการหารือกับทั้ง 2 หน่วยงาน โดยเฉพาะในประเด็นผลการขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท ที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ ว่า เป็นข้อมูลที่หลุดออกมาจากฝั่งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ก่อนหน้านี้ ว่า  “เบื้องต้น น.ส.สุภา ปฏิเสธตัวเลขการขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวตามที่เป็นข่าว พร้อมทั้งยืนยันว่า ไม่มีตัวเลขดังกล่าวอยู่ในรายงานการปิดบัญชีโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรแต่อย่างใด ขณะที่ตัวเลขอื่นๆ นั้นเป็นเพียงการรายงานการปิดบัญชีโครงการ โดยใช้ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการรวบรวมบัญชีโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรทั้ง 17 โครงการ ดังนั้นจึงได้สั่งการให้ น.ส.สุภากลับไปดำเนินการแยกบัญชีแต่ละส่วนออกมา โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว 3 ฤดู ได้แก่ การรับจำนำข้าวนาปี ฤดูการผลิต 2554/55, การรับจำนำข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2555 และการรับจำนำข้าวนาปี ฤดูกาลผลิต 2555/56 ว่าเป็นอย่างไร"
    ก่อนที่จะออกมายืนยันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ไม่มีผลการขาดทุนสูงถึง 2.6 แสนล้านบาท อย่างที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้ “นายวราเทพ”  ชี้แจงว่า ภายหลังการรายงานตัวเลขการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจากกระทรวงพาณิชย์ และคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ แล้ว ยังมีทั้งข้อมูลในส่วนที่ตรงและไม่ตรงกัน  นั่นเพราะเทคนิคในการคิดคำนวณและบันทึกบัญชียังแตกต่างกันอยู่ แต่ในเบื้องต้นยืนยันได้ว่า ในส่วนของโครงการรับจำนำข้าว ปีการผลิต 2554/55 นั้น จะขาดทุนสูงสุดไม่เกิน 1.36 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน ขณะที่โครงการรับจำนำข้าว ปีการผลิต 2555/56 นั้น ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ จึงยังไม่สามารถสรุปตัวเลขการคาดการณ์ที่ชัดเจนได้
    “เชื่อว่าทุกอย่างจะมีความชัดเจนภายในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ ก่อนที่จะมีการสรุปตัวเลขและความชัดเจนในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรีและ ครม.รับทราบต่อไปในการประชุม ครม. ในวันที่ 18 มิ.ย. 2556” นายวราเทพกล่าว
    ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายกิตติรัตน์ได้ออกมายืนยันเสียงแข็งและหนักแน่นว่า เชื่อมั่นและยืนยันตัวเลขการปิดบัญชีโครงการตามที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ เป็นหลัก พร้อมทั้งเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ใช้ข้อมูลของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ไปใช้ชี้แจงกับสาธารณะชน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เพราะการใช้ข้อมูลคนละสมมติฐานจะทำให้เกิดความสับสน เพราะกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์มีการใช้สมมติฐานสินค้าคงเหลือ ราคาสินค้า และการเสื่อมสภาพของสินค้ามาคำนวณในแบบที่แตกต่างกัน พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกต และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบเรื่องนี้ เร่งดำเนินการกับการเล็ดลอดของข้อมูลการขาดทุนรับจำนำข้าว 2.6 แสนล้านบาท ที่ออกมาเป็นข่าวสร้างความเสียหายให้รัฐบาล ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และใครเป็นคนนำข้อมูลนั้นออกมาเผยแพร่
    ต้นตอที่ทำให้ฝ่ายรัฐบาล ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ออกมาเต้นเป็นฟืนเป็นไฟ จากการถูกโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายค้าน ความสงสัยเคลือบแคลงจากสาธารณชนทั่วไป ว่าโครงการรับจำนำข้าวมีผลขาดทุนเสียหายยับเยินกว่า 2.6 แสนล้านบาทนั้น ก็มาจากการที่ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ออกโรงเตือน เพราะหวั่นว่าโครงการรับจำนำข้าวจากสร้างความเสียหายให้กับประเทศ รวมถึงกังวลว่าจะส่งผลกระทบและกลายเป็นภาระของภาคการคลังในอนาคต จนอาจทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเข้าสู่การจัดทำงบประมาณสมดุลได้ภายในปี 2560 อย่างที่หวังและตั้งใจไว้
    ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ “โครงการรับจำนำข้าว” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในทุกทิศทาง โดยเฉพาะในทางการเมืองอีกครั้ง
    สุดท้ายคงต้องมาติดตามการชี้แจงผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ก่อนหน้านี้ต่างคนก็ต่างออกมาผลักความรับผิดชอบกันทั้งสิ้น จนสุดท้ายที่ได้ “นายวราเทพ” เข้ามา และดูเหมือนว่าสถานการณ์ของโครงการนี้จะดูทุเลาเบาบางลงในทันที ไม่ได้ดุเดือดร้อนแรงเหมือนช่วงที่กระทรวงพาณิชย์ “ผู้ไม่รู้อะไรเลย” ดำเนินการอยู่!!!
    และยังเป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้ว "โครงการรับจำนำข้าว ขาดทุนถึง 2.6 แสนล้านบาทจริงหรือไม่??".