"ฐานะทางการเงินของบริษัทขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ดี เพราะได้ผ่านจุดวิกฤติที่สุดไปแล้วเมื่อกลางปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งตั้งแต่เดือน ก.ย.2552 สถานการณ์เริ่มดีขึ้น และเดือนพ.ย.-ธ.ค.2552 อัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยที่ 75% ประกอบกับการลดสัดส่วนการขายตั๋วโดยสารในกลุ่มราคาถูกลง ส่งผลทำให้ผลประกอบการในปี 2552 มีกำไรแน่นอนจากช่วง 9 เดือนแรกที่ยังขาดทุน"
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย การระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 รวมถึงราคาน้ำมันที่ผันผวนและปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการบินทั่วโลก อยู่ในภาวะที่ผกผัน มีหลายสายการบินที่จะต้องปิดตัวเองลง หรือไม่ก็ต้องรวมกิจการกับสายการบินอื่น
ล่าสุด ต้นปี 2553 นี่เอง เจแปน แอร์ไลน์ส คอร์ป (JAL) สายการบินรายใหญ่สุดของญี่ปุ่น ประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก และจ่อยื่นล้มละลายต่อศาลในวันที่ 19 ม.ค.นี้
สำหรับธุรกิจการบินของไทย นอกจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยภายใน โดยเฉพาะ "ปัญหาการเมือง" ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความไม่มั่นใจในความปลอดภัย จึงหยุดที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย ซึ่งส่งผลกระทบให้กับสายการบินในประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) สายการบินแห่งชาติ ถึงกับขาดทุนในปี 2551 ถึง 21,000 ล้านบาท ต้องเร่งปรับตัวเป็นการใหญ่
และเมื่อช่วงปลายปี 2552 ที่ผ่านมา สายการบินพีบีแอร์ ได้ขอหยุดการบินเป็นการชั่วคราว ส่วนกลุ่มโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ ทั้งแอร์เอเชีย วันทูโก หรือแม้กระทั่งนกแอร์ที่มีบริษัทแม่อย่างการบินไทยคอยอุ้มชูดูแล ยังแทบกระอัก ถึงกับต้องปรับตัวเอง ตั้งแต่การลดจำนวนพนักงาน การปรับตารางบิน และการปรับลดเงินเดือน
สำหรับการบินไทย หลังจากเกิดวิกฤติภายในบริษัทอย่างรุนแรงในช่วงต้นปี 2552 ก็ได้เร่งจัดทำแผนฟื้นฟูธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ปี 2552 ประกอบด้วย 1.รักษารายได้และเพิ่มคุณภาพรายได้ ทั้งราคาและผลิตภัณฑ์ภายใต้ฝูงบินที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น มีการปรับปรุงการขาย โดยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ จากปัจจุบันอยู่ที่ 3% ให้ได้ 5-8% ภายในปี 2552 นี้ 2.ควบคุมค่าใช้จ่ายและการลงทุน โดยตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายในปี 2552 เป็นเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท หรือ 10% จากค่าใช้จ่ายทั่วไป ไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน ที่มีอยู่ประมาณ 100,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ การลดค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับพนักงานทั้ง 26,000 คน เช่น การงดโบนัส ไม่ปรับขึ้นเงินเดือน การลดผลประโยชน์ตอบแทนของกรรมการ จากเดิมที่ได้บัตรโดยสารปีละ 15 ใบเหลือเพียง 7 ใบ ลดเบี้ยประชุมลง 25% ผู้บริหารลดค่ารถประจำตำแหน่งจาก 70,000-75,000 บาทต่อเดือน เหลือ 30,000-35,000 บาทต่อเดือน
ถ้าทำสำเร็จตามแผน จะทำให้ผลประกอบการ ในปี 2552 บริษัทจะมีกำไรก่อนหักภาษี (Ebitda) 33,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท
ส่วนแผนฟื้นฟูระยะที่ 2 ถือว่าเป็นแผนระยะยาว ประกอบด้วย 1.การจัดทำยุทธศาสตร์เครือข่ายการบินและฝูงบินในระยะ 10 ปี ซึ่งเดิมจะมีการจัดเส้นทางและตารางบิน 2 ครั้ง/ปี แต่สามารถยืดหยุ่นได้หากมีตัวแปรต่างๆ มากระทบ รวมทั้งจะต้องมีการจัดหาเครื่องบินที่ใหม่ๆ ที่จะต้องเหลือแบบเครื่องบินจาก 10 แบบเหลือเพียง 4-5 แบบ, 2.การปรับโครงสร้างธุรกิจและโครงสร้างต้นทุน 3.พัฒนาองค์กร บุคลากร และวัฒนธรรม 4.การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 5.การปรับโครงสร้างทางการเงินระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่จัดทำแผนฟื้นฟู เป็นช่วงที่ "ปลอด" กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) และเมื่อ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552 ก็ประกาศทันที่ว่า จะเร่งเดินหน้าสานต่อแผนการฟื้นฟูการบินไทย โดยการจัดทำแผนปรับโครงสร้างทางการเงินให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2552 โดยมีหลักการคือ การปรับโครงสร้างทางการเงิน เริ่มตั้งแต่ยืดเวลาการชำระหนี้ และเพิ่มทุน เพื่อลดสัดส่วนหนี้สินต่อทุน
"ภายในสิ้นปี 2552 แผนการปรับโครงสร้างการเงินของเราจะเสร็จเรียบร้อย หลักง่ายๆเลยคือ ปัจจุบันเรามีหนี้สินเยอะ 1.6 แสนล้านบาท เป็นสัดส่วนหนี้ต่อทุนประมาณ 3 กว่าๆ ต่อ 1 เพราะเวลาซื้อเครื่องบินเราใช้งาน 20 ปี แต่กำหนดเวลาผ่อนชำระแค่ 5-6 ปี บริษัทจึงต้องแบกภาระหนี้มากเกินความจำเป็น เรียกได้ว่าตอนนี้โครงสร้างทางการเงินของเราอ่อนแอ ดังนั้น เราต้องไปยืดเวลาชำระหนี้ และเพิ่มทุน โดยผมตั้งเป้าลดหนี้สินต่อทุนให้เหลือ 2 ต่อ 1 ภายในปี 2553 นี้" นายปิยสวัสดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าเพิ่มการให้บริการทางอินเทอร์เน็ตจากปัจจุบัน 3% เป็น 5-6% และให้ได้ถึง 15% ภายใน 5 ปี พร้อมกับแผนจัดหาเครื่องบินพิสัยกลางและพิสัยไกลเพิ่มอีก 11 ลำ ปลดระวาง 16 ลำ โดยปัจจุบันการบินไทยมีฝูงบิน 86 ลำ และอยู่ระหว่างรับมอบเครื่องบินแอร์บัส A 330 โดยปี 2552 รับมอบแล้ว 3 ลำ และปี 2553 จะรับมอบอีก 5 ลำ ส่วนปี 2555 จะเริ่มทยอยรับมอบแอร์บัส A 380 อีก 6 ลำ
พร้อมทั้ง เพิ่มศักยภาพใน 3 ด้าน คือ เป็นองค์กรที่มุ่งเน้นความต้องการของลูกค้า (Highly Customer Oriented)ปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Highly Competitive) และเป็นองค์กรที่มีความคล่องตัวสูง (Highly Dynamic) สามารถตัดสินใจและดำเนินการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วตามความผันผวนของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
สำหรับราคาน้ำมันที่มีความผันผวนสูง นายปิยสวัสดิ์กล่าวว่า ได้วางแผนการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น และทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (hedging) อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเส้นทางบินตรงระยะไกล เช่น กรุงเทพฯ-ลอสแองเจอลิส จากเดิมที่เห็นว่าบริษัทยังบริหารความเสี่ยงน้อยเกินไปและไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ประสบปัญหาทางการเงิน และมักแก้ปัญหาด้วยการปรับค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel surcharge)
"ปัญหาที่ผ่านมา คือ เราบริหารความเสี่ยงไม่สม่ำเสมอ และน้อยเกินไป ทำให้ประสบปัญหาการเงิน จากนี้เราต้องทำแบบสม่ำเสมอ และทำทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน โดยเฉพาะเส้นทางบินตรงที่ต้องทำให้เยอะ และต้องดูด้วยว่าเส้นทางแบบนี้ช่วยป้อนคนเข้าเส้นทางอื่นๆ ของเราหรือเปล่า ถ้ายังช่วยป้อนอยู่ แม้จะขาดทุน แต่เราก็ต้องคงไว้ก่อน" นายปิยสวัสดิ์ กล่าว
สำหรับกลยุทธ์ในการทำงาน จะเน้น 3 ประการ คือ การให้ความสำคัญกับลูกค้า, องค์กรต้องมีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำ และองค์กรต้องปรับตัวได้รวดเร็วตามสถานการณ์ โดยภายใน 2 ปีจากนี้ จะเร่งผลักดันให้องค์กรมีศักยภาพทั้งการบริการ การซ่อมบำรุง แก้ปัญหาด้านการเงิน
อย่างไรก็ตาม ในแผนกลยุทธ์ฯ การบินไทยได้ตั้งเป้าผลการดำเนินงานของปี 2553 ประมาณรายได้อยู่ที่ 193,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.7% จากปี 2552 และมีกำไรประมาณ 4,300 ล้านบาท ส่วนกำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) ประมาณ 32,000 ล้านบาท
"ฐานะทางการเงินของบริษัทขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ดี เพราะได้ผ่านจุดวิกฤติที่สุดไปแล้วเมื่อกลางปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งตั้งแต่เดือน ก.ย.2552 สถานการณ์เริ่มดีขึ้น และเดือนพ.ย.-ธ.ค.2552 อัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยที่ 75% ประกอบกับการลดสัดส่วนการขายตั๋วโดยสารในกลุ่มราคาถูกลง ส่งผลทำให้ผลประกอบการในปี 2552 มีกำไรแน่นอนจากช่วง 9 เดือนแรกที่ยังขาดทุน" นายปิยสวัสดิ์ ระบุ
เมื่อมีการปรับกลยุทธ์การทำงานแล้ว นายปิยสวัสดิ์ยังได้ปรับทางด้านบุคลากรด้วย อย่างเช่นการปรับรูปแบบอำนาจการบริหารงานบางประการ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากภายนอก คือ ขอให้กรรมการผู้อำนวยการใหญ่มีอำนาจอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างในวงเงิน 200 ล้านบาท และสามารถโยกย้ายบุคลากรระดับสูงของบริษัทได้ เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การบินไทยถูกแทรกแซงจากภายนอก มิใช่แค่นักการเมืองเท่านั้น แต่เรียกได้ว่าเป็นคนไทยเกือบทั้งประเทศ เช่น การฝากญาติเข้าทำงาน หรือการจัดซื้อจัดหาต่างๆ ที่จะเอื้อให้บริษัทที่เป็นพวกพ้องของตนเอง ส่งผลให้เกิดการเข้ามาแสวงหาประโยชน์ และคนดีมีความสามารถไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ทำให้ขาดกำลังในการทำงาน
ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย การบินไทยเริ่มที่จะยกเส้นทางที่ขาดทุนให้กับสายการบินนกแอร์เป็นผู้ดำเนินงานแทน พร้อมทั้งเตรียมที่จะเพิ่มทุนในนกแอร์ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายปิยสวัสดิ์ที่จัดทำแผนและกำหนดบทบาทระหว่างการบินไทยและนกแอร์อย่างชัดเจน ไม่แข่งขันกันเอง โดยให้นกแอร์ทำธุรกิจแข่งขันกับสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-cost Airline) อื่นๆ อย่างเต็มที่ ส่วนการบินไทยจะยกระดับการบริการเป็นระดับ 5 ดาว
ประเดิมด้วยการยกเลิกเส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก วันละ 2 เที่ยวบิน เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี วันละ 3 เที่ยวบิน เส้นทางไป-กลับ เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน วันละ 2 เที่ยวบิน และยกให้นกแอร์ทำการบินแทน โดยเริ่มวันที่ 1 มี.ค.2553
ทั้ง 3 เส้นทาง มีผลการดำเนินงานในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา "ขาดทุน" โดยเส้นทางพิษณุโลกเฉลี่ย 86.3 ล้านบาทต่อปี อุบลราชธานี ขาดทุนเฉลี่ย 74.9 ล้านบาทต่อปี และแม่ฮ่องสอน ขาดทุนเฉลี่ย 499 ล้านบาทต่อปี
คงต้องจับตาดูว่าดีดีใหม่ไฟแรงอย่าง "ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์" จะสามารถนำพา "การบินไทย" สายการบินแห่งชาติไปตลอดรอดฝั่งอย่างที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่








