มุมมองในการพิเคราะห์ปัญหา ปรัชญาในการแก้ปมปัญหา ตลอดจนวิถีคิดและบริหารจัดการปัญหาอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น หากพิจารณาอย่างเป็นธรรมแล้ว ถือเป็นรูปแบบหรือสไตล์ของแต่ละคน ที่ไม่อาจจะกำหนดเป็นสูตรตายตัวได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงมักได้เห็นหรือได้อ่านเรื่องราวความขัดแย้งทางความคิดในสังคมไทยบ่อยครั้ง
แต่อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางความคิด เพื่อมองหาสิ่งที่ดีกว่านั้น ... ผมว่า ความขัดแย้งประเภทนี้มีแยะๆนั่นแหละดี เพราะนอกจากเป็นเครื่องหมายสะท้อนความใส่ใจของคนต่อสังคมแล้ว มันยังเป็นการส่งสัญญาณด้านบวกที่บอกกับเราว่า ปัญหาของประเทศไทยหรือคนไทยนั้น มีทางออกมากมายเป็นทางเลือกให้เดิน
ผมหยิบยกความขัดแย้งทางความคิดขึ้นมาเป็นประเด็นในวันนี้ รับรองว่าไม่เกี่ยวกับ “กีฬาสี” ข้ามปีที่ชาวบ้านเริ่มเอียนนะครับ แต่เป็นอารมณ์ค้างจาก “แผนแม่บทการเงินระดับฐานราก” ที่ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังนำเสนอในที่ประชุมปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะคนไทย ครั้งที่ 27 ล้วนๆขอรับ
แผนแม่บทการเงินระดับฐานราก ที่บอกว่ามีแรงบันดาลใจจากระบบการพึ่งพาตนเองของชุมชนเข้มแข็ง หลังจากเศรษฐกิจไทยสะบักสะบอมจากวิกฤตต้มยำกุ้ง แล้วเพียรพยายามเขียนแผนออกมาภายใต้ปรัชญา “อยู่ได้ด้วยตนเอง พึ่งพากันระหว่างกลุ่ม และเชื่อมเข้าสู่ระบบอย่างเหมาะสม” เสมือนเป็นสูตรหรือ Road Map ให้กับชุมชนทั่วไทย ที่ยังคงเคยชินกับระบบประชานิยม รอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง หรือเดินอย่างสะเปะสะปะให้เดินได้อย่างเป็นจังหวะถูกทิศถูกทางนั่นเอง
ผมลองอ่านในรายละเอียด ปรัชญา แนวทางตามแผนแม่บทที่ยิ่งใหญ่แผนเดียวในโลก (สำนักงานเศรษฐกิจการคลังระบุ) แผนที่ไอเอ็มเอฟไม่เคยสอน แต่กลั่นจากปราชญ์ชาวบ้านในกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ อย่าง ต.คลองเปรี๊ยะ อ.จะนะ จ.สงขลา และอีก ฯลฯ
ผมพบว่า หลักการ แนวคิด แนวทางยอดเยี่ยม ปฏิบัติตามแผนได้..ประเทศไทยไม่ต้องกลัววิกฤตอะไรอีกแล้วในโลกนี้ หรืออนาคตข้างหน้า
แต่ผมว่า ...ชีวิตจริงกับแผนบนกระดาษ มันไม่ค่อยยอมเดินไปด้วยกันง่ายๆหรอกครับ!!!
ยกตัวอย่างง่ายๆ “มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ” ซึ่งเริ่มต้นด้วยการที่รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทุกคนในประเทศที่มีปัญหาหนี้นอกระบบไปลงทะเบียน เพื่อช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนผู้ต้องทุกข์ร้อนกับเจ้าหนี้ทรงอิทธิพล ตลอดจนถึงหาทางออกให้กับหนี้ดินพอกหางหมู ซึ่งยากจะปลดแอก
ปรากฏว่า สิ้นสุดวันที่ 30 ธ.ค. 52 มีผู้ลงทะเบียนทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 858,223 ราย มูลหนี้ ทั้งหมด 93,644.87 ล้านบาท
ผมรู้สึกสงสัย คาใจ ไม่แพ้ใครอีกหลายคนว่า มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือเปล่า???
ยิ่งทางกระทรวงการคลังบอกมีแผนแม่บทการเงินระดับฐานรากเพื่อส่งเสริมชุมชนพึ่งพาตนเองให้พัฒนาอย่างเข้มแข็ง ผมก็เลยอารมณ์ค้าง เกิดความสงสัยขึ้นว่า มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบกับแผนแม่บทการเงินระดับฐานราก เป็นการร้องเพลงคนละคีย์ของกระทรวงการคลังหรือเปล่า
กระทรวงการคลังได้อธิบายว่า การดำเนินมาตรการจดทะเบียนหนี้นอกระบบเป็นภาระหน้าที่พึงต้องกระทำเพื่อสร้างประเทศไทยเข้มแข็งตามนโยบาย แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นการหาเสียงหรือต่อยอดของนโยบายประชานิยมหรือเปล่านั้น หลังจากเดือนกุมภาพันธ์นี้คงจะเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาตรการหนีไม่พ้นคำถามว่า เมื่อรัฐได้ช่วยเหลือช่วยคิดหาทางให้ผู้มีปัญหาหนี้สินได้หายใจหายคอให้คล่องขึ้นแล้ว ภาวะการชักหน้าไม่ถึงหลังของประชาชน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการก่อเกิดหนี้นั้นจะมลายหายไปด้วยหรือว่า เป็นแค่เปลี่ยนหน้าตา “เจ้าหนี้” จากกลุ่มอิทธิพลเป็นสถาบันการเงินของรัฐเท่านั้น
โจทย์ปัญหาของกรณีดังกล่าวนี้ จึงสมควรต้องหันกลับไปดูวิธีคิดและวิธีทำของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ทั้งหลาย ที่ยึดยึดหลักการ “พึ่งพาตนเอง” ตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวทางการกู้ยืมเงินจากนอกชุมชน มาเป็นการกู้ยืมเงินภายในกลุ่มในชุมชนเพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยไปเลี้ยงผู้อื่นแต่ดอกเบี้ยจากภายในจะกลายมาเป็น “ค่าบำรุง” หล่อเลี้ยงคนในชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่สำคัญใช้ “หลักคุณธรรมความดี” เป็นประกันความเชื่อถือหรือหลักทรัพย์ประกันเงินกู้
เพราะตามแผนที่สวยหรูบนกระดาษ หากมองข้ามคุณธรรม 4 ประการตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
1. การรักษาความสัจจะ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
2. ความรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจจะ ความดีนั้น
3. การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสุจริต ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด
4. การรู้จักละวาง ความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
สรุปว่า ต่อให้เขียนแผนหรูดูงามตาอย่างไร แต่ผู้ปฏิบัติไม่เข้าใจถึง “กุญแจ” ของความสำเร็จว่า ต้องมีธรรมาภิบาลในการลงมือ โดยเริ่มจากการมีสัมมาชีพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แล้วไซร้
มันก็จะดูดีบนแผ่นกระดาษตราบนานเท่านาน
ผมว่าข้อสรุปของผม ไปๆมาๆไม่พ้น 10 หัวข้อปฏิรูปประเทศไทยให้น่าอยู่ที่สุดในโลกของอาจารย์หมอประเวศ วะสี อย่างน้อยก็สอดคล้องในข้อแรก การสร้างจิตสํานึกใหม่ ข้อที่สอง ปฏิรูประบบเศรษฐกิจใหม่สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ รวมทั้งข้อที่สาม สร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น
ฉะนั้น สรุปแล้วสรุปอีกสามารถอ้างอิงได้ว่า ผมไม่ได้คิดเพ้อฝันเอาเองคนเดียว...จริงไหมครับ
นายใฝ่ฝัน ปฏิรูป








