อีก 7 เดือน 8 เดือนข้างหน้า...พรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบ หรือไม่ยุบ คณะกรรมการบริหารพรรคจะถูกเพิกถอนสิทธิไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองในตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปี หรือไม่? ประการใด? นั่นก็แล้วแต่จะคิด...แต่สำหรับสถานการณ์การเมืองในอนาคตข้างหน้าค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า คู่แข่งทางการเมืองที่กำลังมาแรง แซงโค้ง มีศักยภาพ ลำหัก ลำโค่น พอที่จะฟัด จะเหวี่ยง กับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขวัญใจแม่ยกของเรา อย่างชนิดเม็ดต่อเม็ด ได้ปรากฏตัวขึ้นมาแว้วว์ว์ว์...
----------------------------------------------
แน่นอนว่า...ดาวรุ่งซึ่งกำลังจรัสแสง ชนิดมีสิทธิ์ที่จะบดบังรัศมีของท่านนายกฯ มาร์ค ให้หมองคล้ำลงไปได้ไม่ยาก ย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน??? ไม่ใช่ว่าที่นายกรัฐมนตรี 3 สัญชาติ (ชื่อพม่า-หน้าลาว-เว้าเขมร) อย่าง ปลากระโห้จอมฟันธง-เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล เอฟซี บุรีรัมย์ ผู้ซึ่งบุญมีแต่กรรมบังมาโดยตลอด ไม่ใช่เป็ดชราอย่าง ดอกเตอร์เหลิม ก๊าบก๊าบก๊าบ ผู้ซึ่งหมดรุ่น หมดสมัย หาอะไหล่สำรองในตลาดคลองถมยังไงๆ ก็ยังหาไม่เจอ...แต่เป็น คนรุ่นใหม่ ไฟแรง ที่เปี่ยมไปด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติ ทั้งรูปหล่อ พ่อรวย หน้าตาดี ชนิดกระทั่ง แม่ยกอภิสิทธิ์ ยังทำท่าว่าจะถอดใจ เปลี่ยนใจ เอาง่ายๆ แถมยังผ่านการศึกษาจากเมืองนอกเมืองนา ระดับ อีตัน คอลเลจ เช่นเดียวกับนายกฯ ขณะนี้ซะอีกด้วย...นั่นก็คือ ไอติม หรือ พริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชายแท้ๆ ของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของเราผู้นี้...นี่เอง!!!
------------------------------------------------
จากบทสัมภาษณ์คุณน้อง ไอติม ในหนังสือพิมพ์ โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ผ่านมา...ต้องเรียกว่า แค่วัดเฉพาะความหล่อเท่าที่ได้เห็นจากภาพถ่ายเท่านั้น ไอติม ก็กินขาดท่านนายกฯ มาร์ค ของเรา ผู้ซึ่งนับวันมีแต่จะร่วงโรยลงไปทุกที ชนิดแทบไม่เหลือราคาต่อรองใดๆ เอาไว้เลย อย่างว่า...ผู้ซึ่งยังไม่เคยผ่านเหตุการณ์ประเภทถูกล้อมกรอบคิดจะรุมกระทืบหน้ากระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องตรากตรำอยู่กับช่วงวิกฤติระดับเผาบ้านเผาเมืองถึง 2 ครั้ง 2 ครา โดยลักษณะหน้าตาจึงยังเต็มไปด้วยความสด ความใส มิอาจค้นพบรอยเหี่ยว รอยย่น ที่ชอบเกาะติดอยู่แถวๆ หางตา หน้าผากใดๆ เอาเลยแม้แต่นิด คางก็ยังไม่ถึงกับเป็น 2 ชั้นเพราะรับประทาน โค้ก มากเกินไป สิ่งเหล่านี้ย่อมถือเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันว่า คลื่นใหม่...กำลังทยอยไล่คลื่นลูกหลัง อย่างเห็นได้โดยชัดเจน...
--------------------------------------------------
พูดง่ายๆ ว่า...เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณน้อง ไอติม ตัดสินใจโดดเข้าสู่แวดวงการเมืองตามความหวัง ตั้งใจ ที่ประกาศเอาไว้ในบทสัมภาษณ์แล้วล่ะก็ รับรองว่าท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ของเรา...หนาวว์ว์ว์แน่ๆ เพราะไม่เพียงแต่รูปร่าง หน้าตา ที่กินขาดชนิดไม่เหลือราคาต่อรองเท่านั้น ในเรื่อง ขีดความสามารถ ก็ชักเริ่มสะท้อนให้เห็นแววว่าอาจกินกันไม่ลงเอาเลยทีเดียว ดังที่ โพสต์ ทูเดย์ รายงานเอาไว้ว่า...เมื่อถูกถามว่าระหว่างน้ามาร์ค กับหลานไอติม ใครเก่งกว่ากัน (เล่นฟุตบอล) ไอติมตอบแบบติดตลกว่า...ผมเด็กกว่า 30 ปี ก็หวังว่า...อันนี้ตอบไม่ได้...นี่...ต้องเรียกว่าเก่งไม่เก่งไม่รู้ แต่การแสดงอาการ พริ้ว ให้เห็น ตั้งแต่ตีนยังมีขนาดเท่าฝาหอยเช่นนี้...อภิสิทธิ์ก็อภิสิทธิ์เถอะ!!! ม่อยกะรอกเอาง่ายๆ...
------------------------------------------------------
เอาเป็นว่า...ภายใต้บรรยากาศความเป็นไปทางการเมืองที่ยังคงอึมครึม ซึมกระทือ อยู่ในทุกวันนี้ คงต้องฉีกไปหาเรื่องเบาๆ สบายๆ มาช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด และส่งเสริมให้เกิดการมองโลกในแง่ดีเอาไว้บ้างเล็กๆน้อยๆ ไหนๆ คณะกรรมการปฏิรูปแต่ละคณะ ท่านก็กำลังพยายามทุ่มเทกำลังกาย กำลังสมอง เพื่อที่จะหาทางผลักดันให้สังคมไทยมีโอกาสเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้บ้าง ดีกว่ามานั่งจมอยู่กับเรื่องซ้ำๆ ซากๆ เก่าๆ เดิมๆ ที่มักจะวนไป-วนมา และมักจะหนีไม่พ้นไปจากเรื่องของ นักการเมือง แค่ไม่กี่กลุ่ม กี่ราย ไม่ว่าท่านจะต้องใช้เวลา 3 ปี 3 เดือน ยาวหรือสั้นขนาดไหน แต่ความร่วมมือ ร่วมไม้ ของคนระดับที่ถือได้ว่าเป็น ดรีมทีม ของประเทศไทยในขณะนี้ อย่างน้อย...ก็น่าจะพอเหลืออะไรติดมือติดไม้ให้กับสังคมไทยในอนาคตข้างหน้าได้บ้าง...
-----------------------------------------------------
การมองไปข้างหน้า...หรือ มองให้ลึกลงไปถึงบรรดาลูกหลาน เยาวชน ผู้ซึ่งจะต้องขึ้นมารับหน้าที่สืบทอดมรดกแห่งความเป็นชาติ ความเป็นสังคมไทย อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ในอนาคตข้างหน้า...ไปๆ-มาๆแล้ว อาจก่อให้เกิดประโยชน์ซะยิ่งกว่าเพียงแค่การเหลียวมองไปรอบๆ แล้วมีแต่จะต้องเจอกับหน้าตาของนักการเมือง ประเภทหมดรุ่น หมดสมัย หาอะไหล่ไม่เจอ เพราะอุตสาหกรรมโรงงานปิดสายพานการผลิตนับเป็นศตวรรษๆ มาแล้ว และการมองให้ลึก มองให้ไกล เช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ความโกรธ ความเกลียด ความเบื่อหน่าย ต่อสภาพความเป็นไปแบบซ้ำๆ ซากๆ มันพอลดๆ ลงไปได้บ้างแล้ว ดีไม่ดี...ยังอาจช่วยทำให้เกิดความสบายใจ ความหวังเล็กๆ น้อยๆ ติดปลายนวมขึ้นมาได้มั่ง...
---------------------------------------------------
ดังที่ศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน แห่งมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ร่วมมือกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาทำการวิจัยเชิงสำรวจต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานกว่า 6 เดือน โดยได้สุ่มสำรวจกลุ่มตัวอย่างจากนักเรียน-นักศึกษา ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ไปยันถึงนักศึกษาปริญญาเอก จำนวนถึง 23,088 ตัวอย่าง ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศไทย และได้เปิดเผยข้อสรุปออกมาเมื่อไม่กี่วันมานี้ว่า ในแง่ความภาคภูมิใจต่อแผ่นดินไทย หรือ ต่อความเป็นชาติ ความเป็นสังคมไทยนั้น ลูกหลานเยาวชนจำนวนถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ ล้วนแล้วแต่ยังแสดงให้เห็นถึงความรัก ความผูกพัน และความภูมิใจต่อสิ่งเหล่านี้อย่างเห็นได้โดยชัดเจน เหลืออยู่แต่เพียงแค่ นักการเมืองไทย เท่านั้น...ที่ผลวิจัยสรุปออกมาว่าระดับความภูมิใจของลูกหลานเยาวชนลดลงไปเหลือแค่ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์...
------------------------------------------------
ความไม่พึงพอใจต่อพวก ผู้ใหญ่บางคน ที่ หงุดหงิดง่าย ใจร้าย ชอบทะเลาะกัน ตามที่นักเรียนระดับมัธยมฯ บางรายได้ระบุเอาไว้ในแบบสอบถามการวิจัยนั้น อาจพอสะท้อนได้บ้างว่า ถ้าหากเราทั้งหลายสามารถก้าวข้ามไปจาก แบบอย่าง อันเลวร้ายเหล่านี้ได้เมื่อไหร่ โอกาสที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่สังคมที่มีความสงบ เรียบร้อย มีสันติภาพ สันติธรรม อย่างเท่าที่เคยเป็นมาในอดีตนั้น...ยังพอมีความเป็นไปได้อยู่ไม่มากก็น้อย แต่ปัญหามันคงอยู่ที่ว่า แล้วจะทำอย่างไร???? ถึงสามารถทำให้ ผู้ใหญ่บางคน ที่เป็นแบบอย่างอันเลวร้าย เป็นตัวทำลายความภูมิใจของลูกหลานเยาวชน มันลดน้อยถอยลงไปจากสังคมได้บ้าง...คำตอบนี้อันที่จริงท่านองคมนตรีรายหนึ่ง นั่นก็คือ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ท่านเคยได้พูดเอาไว้แบบพูดอีกก็ถูกอีก และก็เพิ่งจะพูดซ้ำๆ ไปเมื่อเร็วๆ นี้ นั่นแหละว่า มันคงเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องหาทางทำให้จำนวนและปริมาณของ คนดี มีมากกว่า คนไม่ดี ให้จงได้!!!
----------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก พลเอก "เปรม ติณสูลานนท์"รัฐบุรุษและประธานองคมนตรี... "ความดีหรือคนดีนั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆ... ถ้าพูดให้สั้นๆ ก็คือ การเป็นผู้มีศีลธรรม หรือยึดมั่นอยู่ในหลักศีลธรรมนั่นเอง...
-----------------------------------------------------








