กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองสำหรับร่างประกาศของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ที่ว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ... ว่าจริงๆ แล้วเป็นการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาในไทย หรือทำให้นักลงทุนชาวต่างชาติหายไปกันแน่ เพราะจากกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดห้ามชาวต่างชาติเป็นผู้บริหารตั้งแต่ตำแหน่งผู้จัดการไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง
จากข้อกำหนดดังกล่าวก็ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งทางเอกชนเองก็ไม่เห็นด้วยกับร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวที่จะออกมา ซึ่งยังขัดแย้งกับการเดินสายเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติ (โรดโชว์) ของ กทช.ในช่วงที่ผ่านมา ในขณะที่ด้านนักวิชาการก็ยังมองว่าเป็นการขัดต่อข้อกำหนดของ General Agreement on Trade in Services หรือ GATS ซึ่งเป็นความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการระหว่างประเทศภายใต้กรอบองค์การค้าโลก (WTO) ที่ได้ระบุเอาไว้ว่าห้ามเลือกปฏิบัติกับนักลงทุนชาวต่างชาติ โดยจะต้องปฏิบัติกับนักลงทุนในประเทศและต่างชาติบรรทัดฐานเดียวกัน ทั้งนี้ข้อกำหนดในร่างฯ ดังกล่าวจึงไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้เลย ประกอบกับ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนแล้วว่าให้ต่างชาติมีสิทธิถือหุ้นครองหุ้นได้ 49% ฉะนั้นการจำกัดให้มีผู้บริหารและจำกัดการออกเสียงได้ตามสัดส่วนการถือหุ้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากกว่า นอกจากนี้ยังมองว่ากฎหมายดังกล่าวจะทำให้เกิดการแข่งขันลดลงเพราะเป็นการกีดกันทางการตลาด ปิดกั้นอิสรภาพในการบริหารจัดการธุรกิจของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ
ล่าสุดสหภาพยุโรป (อียู) ยังได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที และคณะกรรมการ กทช.ทั้ง 7 ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวนั้นเป็นการส่งสัญญาณลบต่อนักลงทุนและได้ขอให้มีการพิจารณาและทบทวนร่างกฎหมายดังกล่าว
แต่อย่างไรก็ตาม กทช.ยังคงเดินหน้าจัดรับฟังความคิดเห็นในร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งได้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ทั้งนี้จากกรณีดังกล่าว กทช.ยังเตรียมส่งร่างกฎหมายให้กระทรวงต่างประเทศกับกระทรวงพาณิชย์ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อขอให้พิจารณาร่างดังกล่าวว่ามีข้อใดที่ขัดกับข้อตกลงระหว่างประเทศบ้างเพื่อนำมาปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องและไม่ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ
ซึ่งก็เชื่อว่างานนี้ต้องอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่จะเข้ามารับฟังอย่างแน่นอน เนื่องจากจะพูดไปแล้วกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยซึ่งมีรายหลักๆ ที่ให้บริการอยู่ 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ก็มีสองรายอย่างเอไอเอสและดีแทคได้รับผลกระทบเข้าไปเต็มๆ เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ขัดไม่ได้ที่จะมีผู้บริหารเป็นชาวต่างชาติตามสัดส่วนการถือหุ้นที่มีอยู่
และจากข้อกฎหมายดังกล่าวจะสร้างความชัดเจนให้กับนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาทันก่อนการประมูลไลเซนส์ 3 จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของ กทช.หรือไม่ ที่ได้กำหนดการประมูลไว้ในวันที่ 20-29 กันยายน 2553 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้ามารับซองการประมูลจนถึงวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ซึ่ง กทช.มั่นใจว่าจะมีนักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามา เพราะหากข้อกำหนดที่ออกมาก็มีหลายฝ่ายได้ระบุว่าส่งผลต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างแน่นอน เพราะเหมือนเป็นการกำหนดสิทธิ์บริหารของชาวต่างชาติ ในขณะที่ กทช.มองว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการเยียวยาผู้รับใบอนุญาต (ไลเซนส์) ประเภทที่ 2 และ 3 แบบมีโครงข่ายเป็นของตนเอง ไม่ใช่เป็นการประกาศห้ามนักลงทุนจากต่างชาติแต่อย่างใด แต่เป็นการควบคุมให้มีการปรับปรุงและแก้ไขให้มีการดำเนินการให้ถูกต้อง ซึ่งก็ยังเป็นความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่ และหากยังไม่ได้ข้อสรุปทันก่อนการเปิดประมูล 3 จี นักลงทุนต่างชาติที่เราหวังให้เข้ามาลงทุนในไทยก็คงจะริบหรี่ไปด้วย.








