ยิ่งมีโอกาสสัญจรไปตามเวทีสัมมนา หรือร่วมฟังการประชุมในสถาบัน และองค์กรต่างๆ เพื่อการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทย ..มากครั้งเท่าไร ดูเหมือนว่า ข้อมูล ข่าวสารที่ได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อมมันเพิ่มพูนและขยายมุมมองมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายครั้งชักสงสัยตะหงิดๆ ขึ้นมาว่า
องค์ความรู้ ภูมิปัญญา ตลอดจนทัศนคติอันเกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานของประเทศไทยที่ผมได้เสพจากเวทีเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยนั้น จะเข้าทำนองความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดหรือเปล่าหนอ?!?
ทำไม..จะรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ล่ะ ในเมื่อยิ่งฟัง ยิ่งอ่าน ยิ่งรู้ ก็เหนื่อยใจแทนคณะกรรมการชุดต่างๆ ว่า จะเอาพลังที่ไหนกันมาขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นจริงตามฝันได้ ด้วยระยะเวลาที่คาดหวังภายใน 3 ปี จนถึง 10 ปี
แตะตรงไหน... ก็มีปัญหา
เจาะตรงไหน... ก็พบความท้าทาย
ถามใคร... ก็รู้ปัญหา แต่ไม่รู้จะมีทางไหนแก้ปัญหาได้
เหนืออื่นใดคือ ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีประชาชนอีกมากมายในผืนแผ่นดินไทยที่ไม่เคยรู้เลยว่า ตัวเองถูกหลอกให้ต้องจมอยู่กับสถานภาพ “คนจนถาวร”
วันนี้...ผมไม่ได้ตั้งใจมาปลุกระดมมวลชน ลุกขึ้นปลดแอกความยากจนหรอกนะครับ แต่ใครก็ตามที่ฟังสว.ที่แปลว่า วุฒิสมาชิก รสนา โตสิตระกูล นำเสนอรายงานในหัวข้อ “พลังงานไทย พลังงานใคร” ในที่ประชุมปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะคนไทยครั้งที่ 37 เมื่อวันอังคารที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็จะเห็นด้วยกับผมว่า
ความซับซ้อนในการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆในบ้านเรานั้น ทำให้สาธารณชนรู้ไม่เท่าทัน ซึ่งก็กลายเป็นช่องโหว่ช่องว่างเปรียบเสมือน “บ่อน้ำมัน” บ่อใหญ่ให้คนที่รู้มากกว่า รู้ดีกว่า ตักตวงแบ่งปันผลประโยชน์กันจนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจ และการเมือง ตลอดจนคุณภาพชีวิต
คนไทยโดยทั่วไป ไม่มีทางรู้และเข้าใจหรอกว่า ประเทศไทยมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากไม่แพ้อีกหลายประเทศในโลก ที่สำคัญ คุณภาพพลังงานเหล่านี้ก็ดีกว่าของตะวันออกกลางเสียอีก แต่คนไทยกลับจนกว่าชาวบรูไน ด้วยเหตุผลของระบบการจัดการพลังงานที่ซับซ้อนในประเทศไทย ซึ่ง ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย กล่าวถึงกรณีนี้ได้อย่างน่าเจ็บปวดและสะท้อนใจว่า
เมื่อเราไม่เข้าใจ ก็ทำให้ทำร้ายประเทศชาติโดยไม่รู้ตัว
ถือเป็นโจทย์ปัญหาที่ท้าทายใช่ไหมครับ ว่า การปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้ ซึ่งรัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอย่างเต็มที่จะสามารถถอดสมการอันซับซ้อนเกี่ยวกับการจัดสรรและบริหารทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ ซึ่งเป็น “ปมใหญ่” ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำไปทุกหย่อมหญ้าได้มากน้อยเพียงใด
อาจารย์ประเวศเสนอการแก้ปัญหาแบบระยะยาวนั่นคือ ระบบการศึกษาต้องคลี่ปัญหาแล้วเพิ่มปัญญาให้กับประชาชน เพื่อความสามารถในการแก้ปมหรือระบบที่ซับซ้อนให้ได้
ส่วนข้อเสนอของสว.รสนาที่สนใจศึกษา วิจัยเรื่องปัญหาพลังงานไทยอย่างจริงจังคือ การสร้างระบบธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ สร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งก็คือประชาชนทั่วไปนั่นเอง
แต่ปัญหาความซับซ้อน จนประชาชนรู้ไม่เท่าทันเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาตินั้นไม่ได้จำกัดแค่เพียงเรื่องของพลังงานหรอกครับ
อย่างน้อย.. ผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอ หรือสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ซึ่ง
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอในฐานะประธานคณะกรรมการการจัดสรรทรัพยากรเพื่อความเป็นธรรม กรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ที่เพิ่งนำเสนอเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ กับนโยบายการจัดสรรทรัพยากร ” เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ก็เป็นอีกแหล่งข้อมูลที่ยืนยันกว่า
ความจนไม่ใช่ปัญหาที่สำคัญที่สุด แต่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ การกระจายรายได้ มิติความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากร ความรู้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หัวใจสำคัญของการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสร้างความเป็นธรรมครั้งนี้นั้นจะต้องเพื่อลดความเหลื่อมล้ำโดยไม่ทำให้การดำเนินการทางเศรษฐกิจเสียหาย
แปลไทยเป็นไทยโดยไม่ต้องส่งกฤษฎีกาตีความให้วุ่นวาย จึงหมายความได้ว่า ตราบใดที่ไม่มีการจัดการปฏิรูปทรัพยากรในประเทศให้ถูกต้องและเป็นธรรม ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็คงไม่หมดไป
โจทย์ข้อใหญ่นี้ ผมเข้าใจว่า มีความพยายามดำเนินการอยู่ในหลายส่วนแล้ว แต่ฝันจะเป็นจริงได้ต้องจริงจังและต่อเนื่องครับ เหมือนภาพยนตร์ เกาหลีเรื่อง “ซอนต๊อก.. มหาราชินีสามแผ่นดิน” นั่นแหละครับ ที่เธอบอกว่า การจะให้ประชาชนของเธอลุกขึ้นมารักษาผืนแผ่นดินบ้านเกิดได้นั้น ต้องทำให้เขามีความรู้สึกเป็น “เจ้าของ” พื้นที่นั้นเสียก่อน ซึ่งวิธีทำให้ประชาชนหวงแหน ปกป้อง รักในแผ่นดินเท่าชีวิตนั้น คือ ให้เขามีพื้นที่ทำกินเป็นของตัวเองอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 ระบุไว้ชัดเจนตามมาตรา 66-67 และมาตรา 85 ถึงสิทธิของชุมชนต่อการจัดการทรัพยากรในแผ่นดิน แต่ไม่สามารถเป็นจริงได้ในด้านปฏิบัติแน่นอน หากผู้มีอำนาจ และผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติไม่ลงมือปฏิบัติการอย่างจริงจัง
ตอนนี้มีผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอเป็น “พิมพ์เขียว” แล้ว...อย่ารอช้าเลย ถ้าอยากแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ อันเป็นเหตุผลข้อใหญ่ทำให้เกิดกีฬาแบ่งแยกสีเสื้อจนทุกวันนี้
นายใฝ่ฝัน ปฏิรูป








