เปลว สีเงิน

Monday, 20 May, 2013 - 00:00

'ไทยสปริง' กับ 'แดงซัมเมอร์'

  เพราะแกนโลกมันเอียง แต่ละพื้นที่โลกจึงรับแสงต่างเวลากันไป  ช่วงนี้จนถึงมิถุนา ทางโลกซีกเหนือจะอยู่ในช่วงสปริง คือฤดูกาล กิ่ง-ก้าน-ใบ แห่งชีวิตใหม่ผลิบาน แต่ถ้าเป็นทางโลกซีกใต้ ดอกไม้-ใบไม้แห่งฤดูกาลสปริง จะรอบานเบิกฟ้าระหว่างเดือนกันยาไปจนถึงพฤศจิกายน
    แต่น่าพินิจนัก ขณะซีกเหนือสปริง ไทยซึ่งอยู่ซีกตะวันออก เป็นฤดูกาลดอกไม้-ใบไม้ ยืนต้นตายในสายลมแล้ง แต่ปีนี้กลับมี "ไทยสปริง" แตกช่อหน่อแทงออกมาในบรรยากาศ...ไทยหัวหด!
    ก็ปรากฏการณ์ไทยสปริง (Thaispring) หรือปรากฏการณ์ "พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร+แก้วขวัญ อติโพธิ" หนึ่งอดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนัก หนึ่งอาจารย์กฎหมายนั่นแหละ ที่ออกมาประกาศแนวทาง "ดอกบัวแห่งการตื่นรู้" หรือไทยสปริง ที่กำลังเป็นดอกไม้หน้าแล้ง
    บานแห้งๆ ในแปลงสำนึกไทยไร้ปุ๋ย!
    ทั้ง ๒ ท่านยืดอก-ปรากฏตัวเป็นแกนนำเชิญชวนผองไทยร่วมลงชื่อปฏิเสธ "ปาฐกถาอูลาน-บาตอร์" ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อันมีเนื้อหาชำแหละชาติบ้านเกิดตัวเองเสริมทุนตระกูล พร้อมเรียกร้องชาวโลกให้สนับสนุน "การเมืองเพื่อครอบครัว" ตัวเอง
    แล้วท่านล่ะ...ร่วมลงชื่อเป็นหนึ่งในดอกไม้ "ไทยสปริง" บาน แล้วหรือยัง?
    การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้องตามวิถีทางประชาธิปไตยมีหลายรูปแบบ ใน พ.ศ.นี้ สังคมออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า "โซเชียลมีเดีย" เป็นอาวุธเทคโนโลยีชนิดหนึ่งในสนามรบ "สังคมร่วมคิด" โดยไม่ต้องใช้กำลังไปปิดถนน-ปล้นประเทศ
    เพราะเรื่องอำนาจในระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องปัญญาคืออำนาจในมาตรฐาน "คิดต่าง-เห็นต่าง" ความคิดที่ถูกครรลองรวมศูนย์ ย่อมมีน้ำหนักเป็นพลังขับเคลื่อนมากกว่าการใช้ "พละกำลัง" นอกระบอบ-นอกกรอบปัญญารวมศูนย์เข้าหักหาญ
    ตัวบุคคล อาจชนะได้ชั่วครั้ง-ชั่วคราว แต่จะไม่สามารถนำ "ชนะถาวร" สู่สังคมประเทศได้!
    ไทยสปริงตามแนวคิด-แนวทาง พล.ต.อ.วสิษฐ และอาจารย์แก้วสรรเป็นเช่นใด ผมก็อยากให้ได้ซึมซับจากคำแถลงของทั้ง ๒ ท่านเอง ซึ่งท่านแถลงที่รัฐสภาเมื่อ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๖
    ไทยสปริงอาจจะไม่เปลี่ยนร้อนแล้งของไทยให้เขียวและบานไสวทันทีทันใด แต่อย่างน้อย หนึ่งตาที่ผลิ หนึ่งดอกที่บาน ก็ยังทำให้รู้ว่า ในป่าใหญ่พันธุ์ไทย ท่ามกลางไม้เล็ก-ไม้ใหญ่ยืนต้นแห้งตาย ยังมีไม้ไม่กลายสายพันธุ์ ยืนสู้แล้งแทงยอด-ผลิใบ ให้เป็นความหวังประเทศไทยไม่สิ้นพันธุ์ไม้ จนจากดินกลายเป็นทราย
    เป็นที่สิงอาศัยพวกสัตว์เลื้อยคลาน!
    พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ต้นไม้พันธุ์ "ไทยสปริง" ท่านกล่าวนำด้วยปณิธานแห่งตน เพื่อสังคมรวมไว้ว่า....
     "ผมผ่านเหตุการณ์บ้านเมืองมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ที่ผ่านมา พบมีความพยายามจากคนบางกลุ่มที่จะทำลายระบอบ กระทำการจาบจ้วงก้าวล่วงสถาบันต่อเนื่อง และได้ดำเนินการอย่างมีแผนการล้มล้าง เพื่อยึดประเทศไทย และเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งผมยอมไม่ได้"
    "ที่ผ่านมาเรามีอาวุธมากมายที่จะต่อสู้ แต่วันนี้เรามีอาวุธอีกอย่าง คือ การแสดงความรู้สึกอารมณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อาทิ เว็บไซต์ http://www.change.org/users/thaispring ที่ร่วมลงชื่อปฏิเสธปาฐกถาอูลานบาตอร์ของนายกรัฐมนตรี
    โดยขณะนี้ ประชาชนได้ร่วมลงชื่อสนับสนุนกว่า ๑๐,๐๐๐ รายชื่อ เป็นการแสดงจุดยืนที่เห็นว่า รัฐบาลดำเนินการไม่ถูกต้อง ซึ่งการรวมพลังแบบนี้จะเกิดผลมากกว่าที่จะไปเรียกให้คนออกมาที่ท้องสนามหลวง ซึ่งมีความเป็นไปได้ยาก"
     "รัฐบาลควรทบทวนบทบาทของตัวเองที่คิดว่าไม่เข้าท่า ไม่ถูกต้อง แต่นายกฯ ไม่รู้จะคิดออกหรือไม่ แต่แน่ใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะคิดออก ถ้าเกิดยังดึงดันในท่าที่อย่างนี้ต่อไป เชื่อว่าปรากฏการณ์ไทยสปริงก็คงจะนำไปสู่เหตุการณ์อื่น เช่นเดียวกับเหตุการณ์ 'อาหรับสปริง' ที่มีคนออกมาชุมนุมเป็นจำนวนมาก จนรัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้”
    ครับ...นั่นคือปรารภแห่งปณิธานมีเป้าหมายของ พล.ต.อ.วสิษฐ ก็มาฟังอาจารย์ด้านกฎหมาย "แก้วสรร อติโพธิ" ลูกชายอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมดูบ้าง ท่านกล่าวว่า
    "รัฐบาลชุดปัจจุบัน เป็นรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมในการปกครองประเทศ เพราะว่ารัฐบาลนี้มีนายกฯ ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ และถวายสัตย์อย่างถูกต้อง แต่กลับมีนายกฯ อีกคนคอยเชิดอยู่เบื้องหลัง สั่งการตลอดเวลา การกระทำหลายอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์ครอบครัวชินวัตร
    รัฐบาลนี้เป็นเผด็จการเสียงข้างมาก พยายามย่ำยีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถึงขั้นให้ลูกน้องไปขู่ฆ่าศาล เป็นการกระทำที่ใช้ไม่ได้ สถานการณ์ตอนนี้เป็นเหมือนปิดประตูตีแมว รัฐบาลพยายามแก้รัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายต่างๆ เพื่อล้างผิดให้นักการเมืองและครอบครัวตนเอง
    นอกจากนี้ การไปปาฐกถาที่อูลานบาตอร์ เป็นการโดดเดี่ยวคนไทยที่มีประชาธิปไตย การที่นายกฯ พยายามบอกว่ารักประชาธิปไตย แต่แท้จริง เป็นการพูดเพื่อทำลายระบอบการปกครอง ซึ่งทางกลุ่ม (ไทยสปริง) จะได้รวบรวมรายชื่อดังกล่าว ส่งไปยังประเทศสมาชิกประชาคมประชาธิปไตย ๑๐๖ ประเทศ ผ่านสำนักเลขานุการของประชาคม ที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ รวมทั้งส่งให้คณะทูตประจำประเทศไทยด้วย"
    ครับ...คิดว่าท่านที่ยังไม่ทราบ "ปรากฏการณ์ไทยสปริง" หรือทราบแล้ว แต่ยังขาดรายละเอียดเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน ตอนนี้ชัดเจนแล้วกระมัง ถ้าพอใจในแนวทางคลิกไปที่ http://www.change.org/users/thaispring ได้เลย
    บางท่านอาจคิดว่า เป้าหมายคือล้มรัฐบาลระบอบทักษิณใช่ไหม ผมว่า การล้ม-ไม่ล้มรัฐบาลไม่ใช่คำตอบโจทย์ เพราะถึงล้มก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหา "สังคมประเทศ" และ "สังคมบริหารบ้านเมือง" ได้ บางเรื่อง-บางเหตุการณ์ ปล่อยให้มันไปสุดทางของมัน ด้วยบทเรียนที่เจ็บปวด
    จะนวดให้ฟื้นจากงมงายได้เอง!
    ปัญหาชาตินั้น ก็เหมือนความเจ็บป่วยในร่างกาย การใช้ยาเป็นการ "ระงับโรค" ชั่วครั้ง-ชั่วคราว ไม่ใช่การ "ตัดโรค" ให้หายขาด คนที่เข้าใจหลัก"ความสมดุลทางธรรมชาติ" เขาจะหลีกเลี่ยงการใช้ยา 
    เพราะในความเป็นจริง ธรรมชาติมอบวิศวกรพร้อมอะไหล่ร่างกายนับล้านชิ้นมาให้ครบทุกชิ้น ยกเว้นอะไหล่ส่วนเซลล์สมองเท่านั้นซึ่งไม่มี เวลาร่างกายส่วนไหนสึกหรอ ถูกโรคภัยไข้เจ็บทำลาย เพียงเราปรับสมดุลให้เกิด "พลังชีวิต" วิศวกรในร่างก็จะทำหน้าที่ซ่อมแซม เสริมสร้าง ด้วยการเปลี่ยนเซลล์อะไหล่ให้เสร็จสรรพ
    การรักษาแบบ "ให้ตัว" รักษาตัวมันเอง ถึงช้าหน่อย แต่โรคหายขาด ไม่ต้องพึ่งยาระงับ การใช้ยาระงับโรค สุดท้ายจะมีผล ๓ ทาง คือ ๑.เป็นทาสยา ๒.โรคไม่หาย และ ๓.ตายก่อนกำหนด เพราะสารเคมียาสะสม!
    วิธีทำให้เกิดพลังชีวิต คือปรับ ๓ เส้าแห่ง "ใจ-กาย-สภาวะแวดล้อม" ให้สมดุลกัน หลักพุทธศาสนาก็มี หลักแพทย์ก็มี นพ.วิจิตร บุณยะโหตระ ท่านก็เคยบรรยายไว้
    แต่ยกมาตรงนี้ในความหมายเปรียบเทียบปัญหาสังคมชาติทุกวันนี้ การไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือระบอบทักษิณ ถึงทำสำเร็จ ก็แค่ระงับอาการโกรธ-เกลียด, ไม่ชอบใจ ชั่วพัก-ชั่วครู่ แต่ตัวโรคมะเร็งหน้าเหลี่ยมมันยังอยู่ พร้อมกำเริบได้ทุกขณะ
    เคล็ดลับการรักษาให้หายขาด ก็ต้องด้วยวิธี "ให้ตัวมันเอง-รักษาตัวมันเอง" ปรับสมดุลกาย-ใจ-สิ่งแวดล้อม ให้เกิดพลังชีวิต คิดถูก-เห็นถูก, คิดตรง-เห็นตรงเมื่อไหร่ อย่ายึดเพียงความถูกใจ-ไม่ถูกใจเป็นที่ตั้ง แล้ว โรคมะเร็งหน้าเหลี่ยมจะหนีหายตายสูญไปเอง
    นั่นก็คือ สังคมวันนี้ควรเป็น "ดอกบัวแห่งการตื่นรู้" อย่างที่ พล.ต.อ.วสิษฐและแก้วสรรวางกรอบ ตื่นรู้ด้วยการก้าวข้ามทั้งศพทักษิณที่ "ตายทั้งเป็น" แล้ว และก้าวข้าม นปช.เสื้อแดง ก้าวข้ามรัฐบาล นปช.เพื่อไทย อันเป็นแค่หนองแค่หนอนที่ไหลนองจากศพทักษิณ
    ระบอบทักษิณเป็นเชื้อโรค การใช้วิธีนอกระบบกฎหมาย นอกกติกาสังคมประชาธิปไตย คือการเอะอะชุมนุมก็ดี การใช้พละกำลังก่อนใช้สติก็ดี การปฏิวัติรัฐประหารก็ดี นั่นเป็นการใช้ยาระงับโรค ได้ผลบ้าง ไม่ได้บ้าง
    และไม่มีผลทาง "เด็ดโรค" ให้หายขาด!
    ทางที่สอดคล้องธรรมชาติคือ ต้องช่วยกันปรับสมดุลสถาบันหลักต่างๆ ของชาติ ที่ทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎกติกากระบวนการประชาธิปไตยอยู่แล้ว ให้ดำรงอยู่ และเดินกลไกไปได้ตามครรลองอย่างเข้มแข็ง-สมบูรณ์ จะให้ฝ่ายไหนคุกคาม-ข่มขู่ไม่ได้
    ดอกบัวแห่งการตื่นรู้ หรือไทยสปริง ต้องทำหน้าที่ และนี่คือ "หน้าที่ที่ถูกต้อง" เราไม่สามารถไปห้ามทุกคนทำผิดต่อชาติ ต่อสถาบัน ต่อองค์กรได้
    แต่เราสามารถ "ต่อต้าน-ยับยั้ง" ทุกคนที่ทำผิด ต่อชาติ-ต่อสถาบัน-ต่อองค์กร ที่ใช้อำนาจนอกกฎหมาย ข่มขู่-คุกคาม-โค่นล้มชาติ-สถาบัน-องค์กรได้ โดยกระทำผ่านสถาบัน-องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ไทยสปริงช่วยกันรักษาสมดุลไว้เข้มแข็ง!
    รักษา "ชาติ-สถาบัน-องค์กร" ให้เข้มแข็ง-สมบูรณ์ได้แล้ว โรคมะเร็งหน้าเหลี่ยม ก็จะถูกกระบวนการสังคมขับถ่ายออกไปรวมเป็นอุจจาระเอง
    รัฐบาลยิ่งลักษณ์อยากอยู่ ให้เขาอยู่ อยากกู้ ๓.๕ แสนล้าน กู้ ๒.๒ ล้านล้าน ให้เขากู้ อยากทำอะไรให้ทำไป อย่าไปขวาง ปล่อยให้เดินไปจนสุดทางของมันเอง เมื่อผลจากความจริงที่ "ทักษิณคิด-ยิ่งลักษณ์ทำ" ออกมา ถ้าดีจริง ก็ยกให้เขา แต่ถ้าฉิบหายจริง ก็จะได้ประจักษ์กับใจ หายสงสัยกันไปทั้งแดง-ทั้งดำ 
    ไม่ต้องมีไฟต์ล้างตากันไม่สิ้น-ไม่สุด!
    ประเด็นสำคัญทั้งฝ่ายรัฐบาลระบอบทักษิณ และฝ่ายประชาชนไทยสปริงต้องเข้าใจ ในหลักการ มีอำนาจบริหาร อยากทำอะไร...ทำไป แต่การทำทั้งหมดนั้น หากล้ำเส้นความเป็นชาติ-สถาบัน-องค์กร ตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยตรงไหน-เมื่อไหร่
    ไทยสปริง สปริงเต็มประเทศทันที!