ดูท่ายอดผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ในเมืองไทย คงจะทะลุหลักพันในไม่ช้า เพราะตัวเลขในแต่ละวันขยับขึ้นเหมือนไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย แถมแพร่กระจายไปทุกหัวระแหง เด็กนักเรียน นักศึกษา หนูน้อยอนุบาล ติดกันไปหมด
กลายเป็นโรคอินเทรนด์ ที่ไม่ว่าจะไปอยู่ตรงไหนเวลามีคนไอเข้าหน่อย คนข้างๆ ก็รีบถามเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หรือเปล่า!
ถ้าไม่มองในมุมร้ายๆ ของไข้หวัดชนิดนี้ และหันมามองกันในมุมดี ผมว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ก็มีข้อดีเหมือนกัน ไม่ต้องดูคนอื่นเอาตัวผมเองนี่แหละเป็นเกณฑ์ เพราะตั้งแต่มีโรคนี้ขึ้นมาก็พยายามหลีกเลี่ยงไปแหล่งที่มีคนอยู่เยอะๆ กลางคืนก็ห่างๆ การไปจิบน้ำเก๊กฮวยกับพรรคพวก แถมยังขยันออกกำลังกายช่วงเช้าและก่อนนอนเกือบทุกวัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้พระไม่ฉันเพลก็ยังไม่ตื่น กลางคืนกลับบ้านหัวถึงหมอนก็นอนทันที
การปรับตัวเพื่อระวังไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ครั้งนี้ ผมต้องยกความดีให้กับนายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่ใช่นายกฯ มาบอกผมให้ทำหรอกครับ แต่เพราะนโยบายของนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่กำชับไม่ให้กระทรวงสาธารณสุขปกปิดข้อมูลข้อเท็จจริงสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
ทำให้ผม "ตื่น"!!
ไม่ใช่ตื่นตระหนกอย่างที่รัฐมนตรีกระทรวงคุณหมอบางคนออกมาพล่ามช่วงแรกๆ ว่าจะเลิกแจงตัวเลขคนป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เพราะกลัวผู้คนจะตื่นตระหนกเมื่อเห็นตัวเลขสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ผม "ตื่นตัว" พอเห็นตัวเลขยิ่งสูงขึ้นคนป่วยมากขึ้น การแพร่ระบาดขยายวงมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ต้องระวังตัวมากกว่าเดิม และศึกษาโรคนี้ว่าเป็นอย่างไร จะป้องกันตัวอย่างไร
หากวันนั้นถ้ากระทรวงสาธารณสุขตัดสินใจปกปิดข้อมูล และนายกฯ ก็เออออห่อหมกด้วย ผมก็คงไม่ตื่นตัว เพราะต้นกำเนิดของโรคก็อยู่คนละซีกโลก ใครจะไปคิดว่าจะคืบคลานเข้ามาใกล้แค่ปลายจมูกได้เร็วขนาดนี้
การดำเนินนโยบายดูแลปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขเดินมาถูกทางแล้วครับ โลกสมัยนี้ข่าวสารไวเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส มีอะไรต้องรีบบอกประชาชนให้รับรู้ข้อเท็จจริงเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน
และถ้าจะให้ดีผมฝากไปถึง คุณวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ในการแถลงตัวเลขยอดผู้ป่วยแต่ละวัน อยากให้บอกด้วยว่าจากยอดผู้ป่วย 589 รายที่เราขึ้นทะเบียนไว้ มีผู้ป่วยหายบ้างแล้วกี่ราย
อย่างน้อยก็ช่วยสร้าง "กำลังใจ" ได้บ้างจริงมั้ยครับ.
คมเฉือนคม








