ในสายตาของนักคิดระดับโลก...ไม่ว่าจะเป็น สตีเฟน ฮอว์คิง ผู้ได้ฉายาว่า ไอน์สไตน์ยุคใหม่ ประธานราชสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งกรุงลอนดอน อย่าง มาร์ติน รีส หรือ อดีตนักวิทยาศาสตร์แห่งองค์การนาซา ผู้คิดค้นทฤษฎีกายา หรือ ทฤษฎีแม่พระธรณี อย่าง เจมส์ เลิฟล็อค ฯลฯ ต่างเห็นพ้องไปในทางเดียวกันว่า เรื่องราวของดิน-ฟ้า-อากาศ หรือ สภาวะการเปลี่ยนแปลงของอากาศนั้น ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของโลกในยุคศตวรรษที่ 21 หนักซะยิ่งกว่าเรื่องของการก่อการร้าย หรือ ภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ซะอีก...
--------------------------------------------------
ด้วยเหตุนี้...ในขณะที่ธรรมชาติท่านได้ดลบันดาลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาวะลม-ฟ้า-อากาศ อย่างเห็นได้โดยชัดเจน และหนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที จะมัวแต่ไปหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อน้ำเงิน เสื้อขาว ฯลฯ หรือ วนไป-วนมากับเรื่องราวการบ้าน การเมือง แบบซ้ำๆ ซากๆ โดยไม่ได้คิดจะสนใจความเป็นไปของธรรมชาติเอาเลยนั้น...ก็ดูจะเป็นอะไรที่มีแต่จะนำมาซึ่งความเจ็บปวด รวดร้าว ทรมาน อยู่กับการจิกตีภายในเข่งจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงภาวะที่ ภัยแล้ง กำลังแปรสภาพกลายมาเป็น ภัยน้ำท่วม แบบฉับพลัน-ทันที ถึงขั้นที่กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ต้องออกมาประกาศเตือนพื้นที่ภัยพิบัติครอบคลุมไปถึง 29 จังหวัดทั่วประเทศไทย การนำเอาข่าวคราวว่าด้วยความเป็นไปทางธรรมชาติมาใช้เป็นข้อคิด เป็นอุทาหรณ์สอนใจก็ยิ่งน่าจะมีความสำคัญเข้าไปใหญ่...
-----------------------------------------------
ข่าวคราวเรื่องภาวะ คลื่นความร้อน ที่แผ่กระจายตั้งแต่ยุโรปภาคเหนือ ไล่มาตั้งแต่โปแลนด์ รัสเซีย อ้อมไปบรรจบกับทั่วทั้งภาคเหนือของทวีปอเมริกาในระยะนี้ ได้ส่งผลให้เกิดสภาวะอากาศร้อนปกคลุมไปทั่วทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ฝั่งตะวันออกไปจรดตะวันตก หรือ ตั้งแต่พื้นที่กรุงนิวยอร์กไปยันพื้นที่แคลิฟอร์เนียภาคใต้เอาเลยก็ว่าได้ อุณหภูมิที่พุ่งไปถึง 32-34-37 องศาเซลเซียสในแต่ละพื้นที่ ทำให้พวกฝรั่งที่เคยชินกับอากาศหนาวๆ แทบจะเป็นบ้าตายไปแล้ว ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่ง รัสเซีย เยอรมนี หรือ อเมริกาก็ตามแต่ ต่างต้องหันไปแก้ผ้าโดดน้ำกันเป็นรายๆ แต่สิ่งที่น่าตกตะลึงเอามากๆ ก็คือ...ไล่ลงมายังพื้นที่ด้านใต้ แถบละตินอเมริกาทั้งแถบ สิ่งที่พวกฟุตบอลสไตล์แซมบ้า แทงโก้ กำลังต้องเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้กลับเป็นภาวะ คลื่นความเย็นที่บุกเข้าโจมตีแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งอเมริกาใต้ ชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังตีน เหมือนกับอยู่กันคนละทวีปยังไงยังงั้น...
-----------------------------------------------------
ว่ากันว่า...ภาวะ คลื่นความเย็น ที่บุกเข้าโจมตีพื้นที่แถบละตินอเมริกาช่วงนี้ ถูกอะไรก็ไม่รู้หอบเข้ามาจากทวีปแอนตาร์กติกา ก่อนที่จะแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งประเทศอาร์เจนตินา ภาคใต้ของบราซิล ซึมซ่านไปถึงประเทศอุรุกวัย ปารากวัย ไปยันถึงริมฝั่งประเทศชิลี และพื้นที่ภาคตะวันออกของเปรู ฯลฯ ชนิดที่ทำให้ระดับอุณหภูมิลดต่ำลงไปถึงลบ 14 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ โดยเฉพาะที่กรุงบัวโนสไอเรสของอาร์เจนตินา ผู้คนถึงขั้นหนาวตายไปแล้วนับสิบๆ ราย หรือ ในขณะที่พวกอเมริกาเหนือกำลังร้อนๆ ระดับตับแลบ ม้ามแลบ ต้องแก้ผ้าโดดน้ำเป็นรายๆ พวกอเมริกาใต้ก็กลับต้องมุดเข้าไปอยู่ในรู ขนผ้านวม เสื้อหนาวออกมาสวมใส่ เลิกคิดจะอาบน้ำกันเป็นสัปดาห์ๆ สภาวะที่แตกต่างกันในแบบตรงกันข้ามเช่นนี้ ชี้ชัดให้เห็นว่า...สภาวะความเป็นไปของธรรมชาตินับจากนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มนุษย์จะสามารถ ควบคุม ได้อีกต่อไปแล้ว มีแต่จะต้องหาทาง ปรับตัว เพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติให้จงได้เท่านั้นเอง...
-------------------------------------------------
แม้นว่าการอยู่ร่วมกับธรรมชาติซึ่งกำลังแสดงออกถึงความกราดเกรี้ยว รุนแรง อยู่ในขณะนี้ มันอาจนำมาซึ่งความพินาศ ฉิบหาย ในบางพื้นที่ แต่ธรรมชาติท่านก็ไม่ได้โหดร้ายไปซะทั้งหมด อย่างเช่น กรณีพายุ โกเซิน ที่ถล่มใส่ประเทศฟิลิปปินส์และวกเข้าบดขยี้บางส่วนของประเทศเวียดนามในช่วงนี้ ด้านหนึ่งมันอาจจะนำความเสียหายมาให้กับชาวเวียดนามในแถบฝั่งตะวันออกอยู่ไม่น้อย ถึงขั้นต้องอพยพผู้คนนับเป็นแสนๆ หนีตายเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่สำหรับชาวเวียดนามแถบภาคเหนือและภาคกลางตอนบน กลับโห่ร้องแสดงความยินดี ปรีดาที่พายุลูกนี้นำเอาปริมาณน้ำฝนมาให้วัดระดับได้ถึง 180 มิลลิเมตร หลังจากที่พื้นที่แถบนี้ต้องตกอยู่ในสภาพแล้งจัดในรอบกว่า100 ปี ไม่ต่างไปจากราษฎรชาวไทยแถบจังหวัดพะเยา หรือ แถบลุ่มแม่น้ำยมที่พลอยฟ้าพลอยฝนได้รับอานิสงส์จากพายุลูกนี้ไปด้วย จนเริ่มหันมาลงมือทำนากันบ้างแล้ว...
----------------------------------------------------
จากภาวะทางธรรมชาติที่กำลังแสดงออกถึงความวิปริต ผิดเพี้ยน อยู่เช่นนี้...แน่ละว่า ถ้าหากยังมัวแต่คิดจะควบคุมธรรมชาติกันลูกเดียว นอกจากจะแทบเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังอาจทำให้เรามองไม่เห็นถึงความเมตตา ความสำคัญในการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติให้สอดคล้อง กลมกลืน กว่าเท่าที่เคยเป็นมา และการขาดความเข้าใจต่อธรรมชาตินั่นเอง ย่อมนำมาซึ่งความไม่เข้าใจต่อสรรพสิ่งต่างๆ แม้แต่ความไม่เข้าใจต่อความรู้สึก ความนึกคิด ของราษฎร อันมักจะก่อให้เกิด ปัญหา นานาชนิด ต้องหาทางแก้ หาทางควบคุม หรือไม่ก็ต้องหาทางปราบปรามกันไปเป็นช่วงๆ...
-----------------------------------------------------
และจะด้วยความเข้าใจต่อธรรมชาติ ความเข้าใจต่อความรู้สึกนึกคิดของราษฎร หรือจะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ ข่าวคราวซึ่งปรากฏให้เห็นเมื่อวันสองวันนี้...อย่างน้อยก็พอสะท้อนให้เห็นถึงความรู้จัก บันยะบันยัง ของผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลกิจการบ้านเมือง อย่างคุณพี่ เสธ.หนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีได้บ้างไม่มากก็น้อย ที่ได้ตัดสินใจล้มเลิกแนวคิดที่จะควบคุมธรรมชาติในบริเวณลุ่มแม่น้ำยม โดยอาศัยโครงการแบบหยาบๆ ง่ายๆ ที่รู้จักกันในนามโครงการ เขื่อนแก่งเสือเต้น นั่นเอง ดังรายงานข่าวที่ระบุเอาไว้ดังนี้ว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ จ.พิจิตร หลังเป็นประธานมอบพันธุ์ข้าวต้านทานเพลี๊ยะกระโดดสีน้ำตาล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ถึงกรณีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ จ.แพร่ ซึ่งขณะนี้มีความแตกแยกเกิดขึ้นในพื้นที่ เนื่องจากมีทั้งกลุ่มสนับสนุนและคัดค้านโครงการดังกล่าว โดยสรุปว่าเพื่อเป็นการสร้างความสมานฉันท์ในหมู่ราษฎร จึงขอปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินการโดยจะไม่สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นบริเวณบ้านดอนชัย ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ อีกต่อไปแล้ว แต่จะสร้างอ่างเก็บน้ำ หรือแก้มลิง บริเวณเหนือและใต้หมู่บ้าน โดยจะไม่ให้กระทบกระเทือนต่อพื้นที่แก่งเสือเต้น รวมทั้งสภาวะแวดล้อมในบริเวณนั้นอีกด้วย...ฯลฯ
------------------------------------------------------
นี่...ต้องอย่างนี้ พี่หนั่น ถึงจะเรียกว่าลึกซึ้งถึงริดสีดวงทวาร สมกับที่ได้ชื่อฉายาว่าเป็น มังกือการเมือง รู้จักผ่อนสั้น ผ่อนยาว รู้จักปรับตัวเข้าหาความรู้สึก ความต้องการ ของราษฎร ไม่ใช่คิดแต่จะยืนแข็งโด่เด่อยู่กับความต้องการของตัวเองและระบบข้าราชการลูกเดียว อันนั้น...นอกจากจะถือเป็นการไม่เข้าใจจิตใจของชาวบ้าน ชาวช่องแล้ว ยังต้องเรียกว่า...ไม่เข้าใจถึงความเป็นไปของธรรมชาติอีกต่างหาก...
----------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก คัมภีร์เหลาจื๊อ...คนปฏิบัติตามกฎของดิน ดินปฏิบัติตามกฎของฟ้า ฟ้าปฏิบัติตามกฎของสัจจธรรม สัจจธรรมดำเนินไปตามความเป็นไปของธรรมชาติ...
--------------------------------------------------








