เห็นยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในช่วง 7 เดือนแรกที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ค.53) ที่อยู่ที่ 2.14 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้กว่า 40,000 หมื่นล้านบาท
ตัวเลขที่เกิดขึ้น มันทำให้อดสงสัยไม่ได้ "มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย??" เพราะตามปกติ "ประเทศไทย" มักจะเป็นชื่อแรกที่นักลงทุนต่างชาติ เลือกที่จะเข้ามาลงทุน หากมีแผนจะขยายกิจการในภูมิภาคอาเซียน ดูจากตัวเลขที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนในปีก่อน (52) พบว่ามียอดขอรับการลงทุนกว่า 7 แสนล้านบาท แต่ตัวเลขครึ่งปีเลย 2 แสนล้านมานิดหน่อย สะท้อนให้เห็นว่า "สถานะดังกล่าวกำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้ "ไทย" กลายเป็นตัวเลือกอันดับที่ 2 ที่ 3 ในภูมิภาคนี้ไปเสียแล้ว
เรื่องนี้ต้องยอมรับความจริง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นวิบากกรรมที่คนในชาติร่วมกันสร้างกันขึ้นมาเองในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่สงบทางการเมืองทะเลาะแตกแยกกัน หรือจะเป็นการต่อต้านการลงทุนของกลุ่มคนในพื้นที่ และอีกประเด็นที่สร้างความเสียหายมากที่สุด ก็คือ ปัญหาการจัดการของรัฐบาลที่ขาดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องของการจัดการปัญหา นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และเรื่องของร่างประกาศกิจการรุนแรง ซึ่งไม่มีความชัดเจน และดึงเวลาให้มันยืดเยื้อ จนสุดท้ายมันกลายปมที่ทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
นี่กำลังจะเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงโดยเร็ว เพราะแนวโน้มการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี (ส.ค.-ธ.ค.) ก็มีแนวโน้มซบเซา ซึ่งประเด็นนี้ยืนยันโดย นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เผยว่า สายตาของนักลงทุนต่างชาติ มองไทยมีความเสี่ยงและไม่น่าเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่อาจจะตัดสินใจชะลอการลงทุนในไทย เนื่องจากเห็นว่าปัจจัยแวดล้อมเยอะเกินไป
"การตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยของต่างชาติต้องดูในหลายๆ เรื่อง ทั้งตลาด แนวโน้มเศรษฐกิจ และบรรยากาศการลงทุนในไทย ซึ่งยอมรับว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ บรรยากาศในไทยไม่เอื้อที่จะให้เข้ามาลงทุน การลงทุนจึงชะลอลงไป โดยมีโครงการขนาดใหญ่ที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทย แต่ต้องชะลอไปหลังเกิดปัญหามาบตาพุดและการเมือง" นายพยุงศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้ ไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่อีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดแคลนแรงงานที่กระทบต่อยอดการผลิต รวมถึงปัญหาเรื่องค่าเงิน ซึ่งในขณะนี้ค่าเงินบาทมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นเรื่อย และมีความเป็นไปได้ที่จะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันโดยรวม รวมถึงปัญหาใหญ่สุด คือ เรื่องการคอรัปชั่นของนักการเมืองและข้าราชการ ซึ่งจุดนี้ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เห็นแต่ละปัญหาแล้วหนักใจแทน "นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะการกระตุ้นยอดการลงทุนให้กลับมาในช่วงที่เหลือนั้นยากเหลือเกิน แต่ถึงอย่างไร รมว.อุตสาหกรรม ก็ยังไม่ยอมปรับลดเป้าที่ตั้งไว้ทั้งปี 500,000 ล้านบาท โดยช่วงเวลาที่เหลือ จะใช้กลยุทธ์โรดโชว์เคาะประตูบ้าน เชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอมีแผนเดินทางไปโรดโชว์จีนช่วงต้นเดือน ก.ย.นี้ จะต้องดึงโครงการขนาดใหญ่มูลค่าหลายพันล้านบาทมาลงไทยให้ได้ ซึ่งก็มีบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ของจีน 1-2 รายที่สนใจย้ายฐานการผลิตมา "แผนการเดินทางไปชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) ระดับรัฐมนตรีปีนี้เหลืออีก 2 ครั้ง คือ จีนและญี่ปุ่น ส่วนระดับเจ้าหน้าที่เหลืออีกประมาณ 40-50 ครั้ง ซึ่งภาพรวมของการออกไปโรดโชว์ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดี เพราะมีโอกาสได้อธิบายและตอบข้อสงสัยของนักลงทุนเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหามาบตาพุด ทำให้นักลงทุนเห็นเจตนาของไทยที่พยายามแก้ไขปัญหา" นายชัยวุฒิกล่าว
อย่างไรก็ดี รัฐบาลหันมาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง และพยายามเคลียร์ปัญหาทุกอย่างให้จบ ผมเสนอให้ควรวางยุทธศาสตร์ให้เป็นวาระแห่งชาติ อย่าปล่อยให้เป็นภาระของกระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอทำกันเอง เพราะปัญหาใหญ่แบบนี้จะแก้ด้วยหน่วยงานเดียวคงไม่ได้ อีกอย่างปัญหานี้ต้องแก้โดยเร็วๆ อย่าปล่อยให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง เพราะการตัดสินใจลงทุนมันไม่ใช่เรื่องที่จะเปลี่ยนไปง่ายๆ ฉะนั้นรัฐบาลต้องทำงานเชิงรุกและเอาจริงเอาจัง อย่าปล่อยให้ "ไทยสูญเสียเสน่ห์การลงทุนในภูมิภาคอาเซียนไป" เพราะถ้าเสียแล้ว อาจจะเสียไปตลอดกาล.








