มีทั้งเสียงขานรับและไม่เห็นด้วยเกิดขึ้นทันทีจากแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน รวมถึงฝ่ายพรรคเพื่อไทยที่แม้จะเป็นฝ่ายค้าน
กับผลสรุปเบื้องต้นของคณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้าที่ได้เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราประเด็นที่มาของ ส.ส.ให้กลับไปใช้ตามรัฐธรรมนูญ 2540 คือ เป็นแบบเขตเดียว เบอร์เดียว จากปัจจุบันที่เป็นระบบพวงใหญ่หรือรวมเขต ภายใต้สูตรที่กรรมการเสนอว่ายังคงให้มี ส.ส. 500 แยกเป็น ส.ส.ระบบแบ่งเขต 375 คน และสัดส่วน 125 คน
บนเหตุผลต่างๆ ที่นักการเมืองจากหลายพรรคการเมืองยกมาสนับสนุนหรือคัดค้านผลสรุปดังกล่าวของกรรมการบนความคิดและความเชื่อของตัวเอง เช่น นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าข้อเสนอดังกล่าวสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคนคงมีความเห็นคัดค้าน ซึ่งหลังจากนี้ที่ประชุมพรรคคงต้องนำไปหารือกันอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ขัดข้องเพราะตั้งแต่เข้าสู่ระบบการเมืองมาก็ใช้ระบบเลือกตั้งมาทั้งสองแบบ ซึ่งไม่มีส่วนเอื้อให้เกิดการได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันทางการเมือง แต่ก็แสดงความเป็นห่วงในเรื่องการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ที่จะรุนแรงมากขึ้นหากกลับไปใช้ระบบการเลือกตั้งแบบวันแมนวันโหวต
ส่วน ส.ส.เพื่อแผ่นดิน อย่าง นพ.อลงกต มณีกาศ ส.ส.นครพนม แสดงท่าทีในเรื่องนี้ว่าเห็นด้วยที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่เห็นด้วยกับการลดจำนวนที่มาของ ส.ส.แบบแบ่งเขต และเพิ่ม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพราะไม่เหมาะสมกับประเทศไทยที่ ส.ส.ต้องเข้าไปดูแลประชาชน เมื่อลดจำนวน ส.ส.แบบเขตลงอาจกระทบกับการประสานงานกับประชาชนในพื้นที่ได้
"ทั้งนี้ มองว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดตุ๊กตาไว้เท่านั้น ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมถึงแกนนำคนอื่นๆ จะรับฟังหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ส่วนระยะเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องใช้เวลา และที่สำคัญเมื่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มขึ้นจะต้องมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาทางพรรคประชาธิปัตย์หรือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็มีความเห็นให้คงเดิม ไม่ควรให้แก้ไข"
เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นการเมืองที่เมื่อถูกพูดถึง หรือมีความพยายามจะเคลื่อนไหวเรื่องนี้ครั้งใด ก็มักมีเสียงคัดค้านและเสียงสนับสนุนตามมาทุกครั้ง จนทำให้เกิดเป็นประเด็นการเมืองที่มีข้อถกเถียงกันไม่จบสิ้น โดยเฉพาะความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีความพยายามมาตลอดในสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน จนทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาคัดค้านและเกิดการเคลื่อนไหว 193 วัน จนกระทั่งเมื่อมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็พบว่าพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนาก็กดดันและทวงอภิสิทธิ์ในเรื่องการแก้ไข รธน.มาโดยตลอด แต่ฝ่ายประชาธิปัตย์ก็ไม่เห็นด้วยจนทำให้พรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจและก่อหวอดการเมืองหลายครั้ง
ดังนั้น จึงต้องจับตาดูว่าหากสุดท้ายกรรมการชุดนายสมบัตินำผลสรุปอย่างเป็นทางการเสนออภิสิทธิ์แล้ว อภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียจุดยืนเดิมและจะอ้างเหตุผลอย่างไรในเรื่องนี้ หากสุดท้ายจำเป็นต้องยอมแก้ไข รธน.ตามแรงกดดันของพรรคร่วมรัฐบาล ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความเป็นผู้นำทางการเมืองของอภิสิทธิ์อย่างแท้จริงในอีกไม่ช้า.








