Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ธุรกิจการศึกษาไทย อุปสรรคการปฏิรูป


อ่านข่าวเล็กๆ ในหน้าการศึกษา ไทยโพสต์พบปัญหาข้อเสนอของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ขอให้ผู้บริหารสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ พิจารณา คะแนนความดี ของนักเรียนเป็นส่วนหนึ่งในการรับเด็กเข้าเรียนต่อ แต่ปรากฏว่าเสียงสะท้อนกลับเป็นเสียงโต้แย้งแสดงความไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า ความดี เป็นเรื่องนามธรรมที่มิอาจตัดสินได้ว่า ..ใครดีกว่าใคร.. นอกจากนั้นที่น่าสนใจคือ อาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยชี้ว่า ... ดีอย่างเดียวไม่พอ หากเรียนไม่ได้ ก็จะเสียเวลา และเสียงบประมาณทางด้านการศึกษาโดยใช่เหตุ

อีกข่าวหนึ่งเป็นข่าวจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ที่ระบุว่า ความรวยความจนสัมพันธ์กับระดับการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นตัวแปรที่สำคัญในการกำหนดรายได้ และที่สำคัญผลการวิจัยชี้ว่า การลงทุนด้านการศึกษาของรัฐยังเหลื่อมล้ำ อุดหนุนอุดมศึกษามากกว่าการศึกษาพื้นฐาน เอื้อคนรวยมากกว่าคนจน หากเชื่อว่าการศึกษาเป็นทางออกในการแก้ปัญหาประเทศ ก็ควรพัฒนาระบบการศึกษาให้เด็กส่วนใหญ่ได้มีโอกาสเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน

อ่านเอาเรื่องทั้งสองข่าวแล้ว เป็นไงบ้างครับ รู้สึกอย่างไร?!?

มันอาจจะไม่เกี่ยวกันเลย ต่างกรรมต่างเวลา ต่างสถานที่ต่างสถาบันและต่างแหล่งข่าว แต่ผมว่าในความต่างมีความเหมือนครับ

เหมือนตรงที่ข้อเท็จจริงไงครับ

ข้อเท็จจริงที่ต้องถามว่า ...คนจนมีสิทธิ์ไหมครับ ?!?

รมช.ชัยวุฒิ พบปัญหาระบบการศึกษาไทยว่า เด็กขาดแคลนทุนทรัพย์ในการไปเรียนกวดวิชา เป็นเหตุทำให้เกิดผลกระทบที่ตามมาคือ พวกเขาไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่ดี และมีชื่อเสียง บางคนก็ต้องจำนนหันหลังให้กับการเรียน เลือกไปทำมาหากินช่วยครอบครัวหรือเลี้ยงปากเลี้ยงท้องแทน

ทีดีอาร์ไอ ก็วิจัยแล้วพบว่า ระบบการศึกษาไทยทุกวันนี้เอื้อประโยชน์ต่อคนที่มีฐานะดีมากกว่าคนยากจน ในขณะที่การศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญสร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับคนในสังคมส่วนใหญ่

เราอาจจะตั้งประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับ คะแนนความดี ไม่ได้ ในเมื่อผู้บริหารสถาบันการศึกษาไม่เห็นด้วย แม้ทุกวันนี้สังคมไทยจะเรียกร้องรณรงค์สร้างระบบคุณธรรมนำชาติก็ตาม แต่ผมว่า เราไม่อาจจะมองข้ามข้อสังเกตว่า หากเราต้องการเห็นประเทศไทยมีความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองแล้ว การให้การศึกษาอย่างเท่าเทียมแก่ประชาชนเป็นรากฐานอันดับแรก

ไปนั่งในงานสัมมนาที่ไหน ร่วมฟังเสวนาเวทีใด อันเกี่ยวกับแนวทางสร้างประเทศไทยให้มีอนาคต หรือข้ามพ้นวิกฤตสถานการณ์ต่างๆ หนีไม่พ้นที่จะต้องมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการให้การศึกษา จัดระบบการศึกษา การสร้างองค์ความรู้ ...จริงไหมครับ

ไม่ว่าจะเป็นปัญหากีฬาสีเหลือง-แดงที่ยังไม่รู้ว่าจะจบวันไหน เราก็จะได้ยินว่า รัฐต้องให้ความรู้และการศึกษาเกี่ยวกับประชาธิปไตยในหลักธรรมาภิบาลที่ถูกต้องกับประชาชน

จะเป็นปัญหาสุขภาพ อาทิ โรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ที่ระบาดอยู่พักใหญ่ จนชาวบ้านตื่นตระหนกไปทั่ว เราก็บอกว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้สังคมไทยไม่ตกเป็นเหยื่อของความกลัวจนเกินเหตุ

กระทั่งปัญหาข่าวลือ ข่าวปล่อย ส่งผลต่อดัชนีในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เราก็ชี้ว่า การศึกษาที่ชัดเจน เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะแมงเม่าทั้งหลาย

นักเรียนที่มีปัญหาการสอบเข้าในมหาวิทยาลัย ขาดวิจารณญาณที่ดี ผิดหวังแล้วทำร้ายตัวเอง เราก็โทษว่าระบบการศึกษาของไทยมุ่งเน้นไอคิวมากกว่าอีคิว

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เมื่อไหร่จะได้รับการเยียวยา ผ่าตัด และเล่นบทการปฏิรูปการศึกษาให้เป็นจริง สอดคล้องกับความต้องการเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้น่าอยู่ล่ะ

ผมตั้งคำถามประโยคนี้ไว้ ก็เพื่อเสนอแนะ กระตุ้นเตือนให้เห็นว่า คนดี มีคุณธรรม ไ ม่ได้รับการส่งเสริมให้ได้โอกาสที่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ เพราะกำแพงของ สมองต้องมาก่อนนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในเบื้องต้น

แต่ถ้าลองมองให้ลึกลงไปว่า คะแนนวิชาการที่มากล้น มีที่มาจากการที่เด็กคนนั้นมีอันจะกิน สามารถจ้างครูพิเศษติวที่บ้าน หรือเร่ไปเรียนกวดวิชาตามสถาบันชั้นนำ สรุปคะแนนสวยหรูดูงามตา แท้จริงไม่ได้มาจากสมองที่ปราดเปรื่องแต่อย่างใด ...มันยุติธรรมแล้วหรือครับที่จะบอกว่า เด็กในระบบมหาวิทยาลัยทุกวันนี้ เก่งกาจสามารถกว่าเด็กที่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปเรียนที่นั่น และแน่ใจแล้วหรือว่า เด็กที่มีคะแนนความดีสูง จะเป็นเด็กไร้สมองไปเสียหมด

ธุรกิจการศึกษา ที่มุ่งเน้นพัฒนาคนที่มีอันจะกิน มีฐานะทางสังคมสูง จนมองไม่เห็นคุณค่าความเป็นคนของนักเรียนบ้านนอก นักเรียนยากจน ผมว่ามันเป็นปัญหาของการปฏิรูปการศึกษาอย่างน่าเสียดาย มันส่งผลให้แขนขาของคนไทยที่ถอดบล็อกออกมาจากสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งเหมือนเป็ดง่อย นอกจากทำอะไรไม่เป็นแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะเกิดความคิด หรือทัศนคติว่า เก่งแล้วโกงไม่เสียหายอะไ

ผมหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาเขียน ไม่ใช่เพราะอยากฝากประเด็นให้รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการคนใหม่สดๆ ร้อน นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รับไปพิจารณาหรอกครับ เพราะไม่มีประโยชน์อยู่แล้วที่เราจะฝากความหวัง อนาคตการศึกษาไทยไว้กับข้าราชการการเมืองที่เดี๋ยวไปเดี๋ยว แค่ 3 ปีมีรัฐมนตรีเกือบ 10 คน

แต่ผมยังมีความหวังว่า ผู้ทำงานด้านการศึกษา จะมองเห็น อุกกาบาต หลุมใหญ่ของปัญหานี้ แล้วช่วยกันค่อยๆ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย อย่างน้อยนี่ก็เป็นการเริ่มต้นทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษาไทย หากเรามองปัญหาให้แตก เราก็จะได้เดินไปถูกทิศถูกทาง จริงไหมครับ..

ปีนี้ผมได้ยินว่า หลายโรงเรียนเดินนโยบาย คืนสู่สามัญ คือสร้างหลักสูตรของตัวเองที่สนองการดำรงชีวิตประจำวัน การใช้ชีวิตในท้องถิ่น โดยไม่ต้องพึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจ หรือต้องวิ่งเข้าสู่ศูนย์กลางคือกรุงเทพมหานคร ผมก็ว่าเป็นสัญญาณที่ดี เช่น โรงเรียนเล็กๆแถวอโศก เขาบอกว่า เขามีหลักสูตร ไกด์ ให้นักเรียนเป็นวิชาเลือก เพราะโรงเรียนของเขาตั้งอยู่บริเวณที่มีชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นหลักประกันได้ว่า หากเขาไม่สามารถเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เขาก็มีอาชีพที่จะยึดทำมาหากินได้อย่างไม่น้อยหน้าใครได้เหมือนกัน แต่วิธีสอนภาษาอังกฤษของเขาจะแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปนั่นเอง

บอกกันนักว่า บ้านเมืองวิกฤตต้องปฏิวัติปฏิรูป ..พูดแล้วทำกันเสียทีสิครับ

นายใฝ่ฝัน ปฏิรูป



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์