ข่าวหน้า 1

Tuesday, 21 January, 2014 - 00:00

แฉแก๊งชุดดำก่อเหตุ ผบ.หน่วยซีลตบปากตร.ป้ายสีทร./‘ฮาร์ดคอร์’เร่งระดมอาวุธ!

  ผบ.หน่วยซีลตบปากตำรวจป้ายสี ทร. ตั้งทนายฟ้อง ซัดผู้มีอำนาจรัฐไร้เครดิต โกหกพกลมจนไม่มีใครเชื่อแล้ว ลั่นขอยืนข้างประชาชน แฉระเบิดอาร์จีดี 5 มาจากเขมร  โดยกลุ่มชายชุดดำและบางส่วนเป็นต่างชาติที่ก่อเหตุปี 52-53  ช่วงแดงชุมนุม ยันดูจากวิธีการ การกระทำ ความเหี้ยมโหด ไม่ฟันธงบางส่วนยังรับราชการ ขณะที่ "ประยุทธ์" ย้ำเป็นทหารของประชาชน เผยทหารออกหรือไม่ขึ้นกับสถานการณ์ โฆษก ทบ.ระบุกลุ่มนิยมความรุนแรงเร่งระดมจัดหาอาวุธและวัตถุระเบิด เตรียมสร้างความรุนแรงกับกลุ่มตรงข้าม โยงก๊วนโกตี๋ ขณะที่ "ยิ่งลักษณ์" รอใบสั่งงัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
    มีท่าทีที่น่าสนใจต่อการชุมนุมของมวลมหาประชาชนจากกองทัพ ซึ่งมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ทหารกับ รัฐบาลและตำรวจนั้นไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน หลังมีการก่อความรุนแรงด้วยอาวุธสงคราม และประชาชนตกเป็นเป้าหมายหลายครั้งติดต่อกัน ซึ่งตำรวจนำภาพของทหารหน่วยซีลของกองทัพเรือไปแชร์กันในสื่อออนไลน์ แล้วระบุว่าเป็นมือระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
    พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (ผบ.นสร.) หรือ ผบ.หน่วยซีล ให้สัมภาษณ์กับเนชั่นทีวี กรณีมีการเผยแพร่ภาพและระบุหน่วยซีลเป็นมือระเบิดว่า เรื่องนี้เป็นการใส่ร้ายป้ายสีจากฝ่ายตรงข้าม พูดได้เลยผู้มีอำนาจรัฐเป็นคนทำ คนในภาพเป็นสังกัดกองทัพเรือจริง เกิดจากเมื่อคราวที่แล้วที่เราให้ทาง ตร.ไป (หน่วยซีลโดนจับ 3 คน) เขาเอาชื่อเหล่านี้ไปปรินต์รูปภาพใช้ในราชการตำรวจ ซึ่งไม่ควรเอาภาพเหล่านี้ออกมา แต่ไม่ใช่ภาพในกล้องวงจรปิด 100% เพราะคนของเราอยู่ในพื้นที่ เราเป็นทหารของชาติ ราชบัลลังก์ ของประชาชน มีความจำเป็นอะไรต้องไปทำอย่างนั้น โดยความเป็นสุภาพบุรุษทหารเรือ เราไม่ทำร้ายประชาชน ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง เรากินภาษีประชาชน  ประชาชนคือเจ้านายของเรา
    "การที่ตำรวจมาทำแบบนี้เหมือนเป็นการดิสเครดิตหน่วย แต่ผมก็ไม่ได้แคร์อะไร ทหารไม่ได้ทำเลวอะไร สิ่งที่ทหารทำไม่ได้ต้องการหวังสิ่งตอบแทนเหล่านั้น ที่สำคัญที่สุดผมจะอยู่ข้างประชาชน ไม่ต้องการให้ประชาชนถูกฆ่าตาย ดังนั้น การทำงานของหน่วยคือไม่ต้องการให้คนไทยฆ่ากัน"
    ซักว่า ทร.เคยใช้ระเบิดชนิดอาร์จีดี 5 หรือไม่ พล.ร.ต.วินัยแจงว่า เราไม่เคยมี อาวุธเรามาจากตะวันตก แต่อาวุธส่วนนี้มาจากเขมรเป็นส่วนใหญ่ หน่วยเราไม่มีอาวุธเหล่านี้  เราไม่ใช่คู่ขัดแย้ง มีแต่ป้องกันประชาชนไม่ให้บาดเจ็บหรือตาย
     ถามอีกว่า คิดว่าใครเอารูปมาปล่อย และต้องการอะไร  พล.ร.ต.วินัยเชื่อว่า มีความพยายามดิสเครดิต แล้วหันเหจุดเบี่ยงเบน ที่สำคัญการก่อกรรมทำเข็ญตรงนี้ กฎแห่งกรรมจะย้อนหาเขา ส่วนใหญ่ที่ออกสื่อโดยผู้มีอำนาจรัฐ ถามว่ามีใครเขาเชื่อบ้าง "คุณโกหกพกลมจนไม่มีใครเขาเชื่อแล้ว"
ทร.เตรียมฟ้องตำรวจ
    ถามว่า ทหารที่อยู่ในภาพจะออกมาชี้แจงหรือไม่ ผบ.หน่อยซีลตอบว่า เราเตรียมทนายฟ้อง ออกมาตรงไหนก็ฟ้องตรงนั้น ตนไม่ได้พูดกับ ศอ.รส.เพราะไม่อยูในฐานะต้องทำแบบนี้ ส่วน ผบ.ทร.ท่านทราบอยู่แล้ว ท่านได้สั่งการให้กำลังพลที่ไม่เกี่ยวข้องกลับที่ตั้ง
    "อดีตทหารเรือเคยทำอะไรประชาชนไหม เคยมีส่วนได้ส่วนเสียไหม-ไม่มี เข้าใจง่ายๆ ไม่มีมูลเหตุ ก็ไม่มีความจำเป็นจะไปทำเพื่ออะไร"
    เมื่อถามว่า ดูจากรูปแบบ ทีมงานและอาวุธแล้ว เป็นฝีมือกลุ่มไหนทำ พล.ร.ต.วินัยชี้ว่า เป็นคนที่ได้รับการฝึกมา ดยเฉพาะในสมัยปี 52-53 ที่มีเสื้อแดง เสื้อแดงชำนาญเรื่องนี้หรือเปล่า แล้วใครจะเป็นคนทำ ก็เป็นกลุ่มเดียวกับชายชุดดำ  ถ้าชุดดำมาทำโดยไม่มีใครคุมหรือ อยากจะถามเจ้าหน้าที่รัฐอยู่เต็มไปหมด ทำไมเอาเรื่องนี้ให้ปรากฏความจริงไม่ได้ ขนคนลงมาดูแลประชาชนทำกันหรือเปล่า
    ถามว่า ทำไมมั่นใจว่าเป็นชุดดำ เขาตอบว่า ดูจากวิธีการ  การกระทำ ดูความเหี้ยมโหดสิ ดูสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา ในอดีต  52-53 มีบางส่วนต่างชาติเข้ามา คราวนี้เราก็มีข่าวว่าต่างชาติเข้ามา แต่ยังจับไม่ได้เท่านั้นเอง ส่วนคนที่ก่อเหตุอยู่ในราชการหรือไม่-ไม่ฟันธง ดูจากวิธีขว้างน่าจะมีพื้นฐานพอสมควร
    ซักว่า ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ พล.ร.ต.วินัยตอบคำถามนี้ว่า ขึ้นกับเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้าเข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง  สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดหรอก กำลังคนที่เอาลงมา ตรวจค้นดีๆ ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ แล้วก็ไม่ทำ แล้วบอกว่าอันตราย ก็กลับบ้านไป เอาคนลงมาให้กินภาษีทำไม ส่วนระเบิดที่ขว้างก็ซื้อชายแดนขนเข้ามา ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งมาจากฝั่งชายแดนภาคตะวันออก
    วันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เผยเมื่อวันจันทร์ว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่ามีบุคคลอยู่กลุ่มหนึ่งที่เห็นว่า การใช้ความรุนแรงจะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ แต่ตนคิดว่ามันแก้ไม่ได้ เรามีเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2553 มาครั้งหนึ่งแล้ว การใช้ความรุนแรงกลับทำให้เกิดความวุ่นวายบานปลายไปเรื่อยๆ  และบีบบังคับให้เจ้าหน้าที่ออกมาทำงาน  และจำเป็นต้องใช้อาวุธต่อสู้กัน ทำให้เป็นปัญหาค้างคามาจนวันนี้ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ทราบอยู่ ใช้เวลามาหลายปีแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ
      "สังคมอาจจะมองว่าทหารต้องออกมาทำหน้าที่แทนคนอื่น ผมคิดว่าไม่ใช่ พอเวลาสงบท่านก็หวาดระแวงทหาร แต่พอมีปัญหาก็เรียกหาทหาร ผมไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร วันนี้มีหลายกลุ่มออกมา แต่เมื่อหันซ้ายหันขวาตำหนิใครไม่ได้แล้ว  ก็ตำหนิทหารว่าจะออกมาทำโน่นทำนี่  คิดว่าไม่เป็นธรรม ผมไม่อยากพูดย้อนกลับไปในสิ่งที่เจ็บปวดสำหรับทหาร ในปี 2553 เราออกไปทำงานด้วยใจบริสุทธิ์ ในการทำตามหน้าที่ สถานการณ์ ความรับผิดชอบที่มีอยู่ ซึ่งเป็นคนละเหตุผลและ บริบทในปี 2556 ในปัจจุบันยังไม่สู่จุดนั้น การที่ทหารจะออกมาทำอะไรไม่น่าจะได้"
ออกหรือไม่อยู่ที่สถานการณ์
    ผบ.ทบ.กล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์  หากรุนแรงมาก ควบคุมไม่ได้ มีการใช้อาวุธสงครามในหลายพื้นที่ และมีการใช้อาวุธสงครามกับเจ้าหน้าที่ รวมถึงเหตุที่เกิดกับสถานที่ราชการ แต่วันนี้ส่วนใหญ่จะเกิดกับประชาชน   ซึ่งต่างกัน เพราะฉะนั้นสังคมต้องเข้าใจและแยกแยะให้ออก  อย่ามาบอกว่าไม่ได้ทำหน้าที่ ทหารทุกคนเสียสละให้ท่านอยู่แล้ว วันนี้ถ้าเราต้องออกมาดูตรงนี้อีก ผมก็ต้องถอนทหารชายแดนจากใต้มาอยู่กรุงเทพฯ มาดูแลพื้นที่ภายใน แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เราทำงานเกินร้อย วันนี้ควรไปดูว่าหน่วยงานใดที่มีกำลังอยู่บ้าง เขาใช้กำลังเต็มที่หรือยัง ก็ไปหามา ใครมีหน้าที่โดยตรงคือใครก็ไปเปิดกฎหมายดู
      "ผมยังคงเป็นทหารของชาติและประชาชนมาโดยตลอด  ในเรื่องการดูแลปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ มีคนต่อว่าทหารไม่ดูแล ก็อยากถามว่าไม่ทำตรงไหน ในเรื่องเว็บไซต์ เรื่องคดี หากพบมีการกระทำผิดก็แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ทหารไม่ได้มีอำนาจอะไรเลย นอกจากอำนาจตามแผนงานป้องกันประเทศ และป้องกันภัยคุกคาม รวมถึงมีกฎระเบียบควบคุมให้เป็นไปตามวินัย"
    "ผมยืนยันได้ว่า ทหารทุกคนทำตามคำสั่งตามนโยบายของผมได้ทุกประการ ยังอยู่ในกรอบและวินัยทหาร ไม่ใช่พอมีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นมาแบบวันนี้ บ้านเมืองมีปัญหา แล้วทหารต้องหยุดอยู่เฉยๆ ก็ยังต้องฝึกเตรียมพร้อมอยู่เสมอ  การจะทำอะไรต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า อย่าไปลืออะไรกันเสียหาย ที่พูดมาที่ลือมามันเกิดขึ้นหรือยัง ซึ่งมันยังไม่ได้เกิดเลยซักเรื่อง แล้วท่านจะไปฟังทำไม ใครเอามาพูด มันก็ปั้นน้ำเป็นตัวทุกวันๆ ผมก็ไม่อยากจะพูด มีผลกระทบต่อหลายๆ คน เพราะฉะนั้นใครที่เกี่ยวข้องกับปี 53 อย่าออกมาพูด ท่านยังคงต้องรับผิดชอบในปี 53 อยู่เหมือนกัน ผมยืนยัน ใครที่เกี่ยวข้อง ใครที่ทำให้ทหารและครอบครัวเสียหายต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นปีนี้ก็อย่าให้เกิดขึ้นอีก ผมยังยืนยันอยู่เสมอว่า เรายังเป็นทหารที่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นกรุณาให้เกียรติทหารด้วย การพูดจาอะไรต่างๆ ที่ทำให้ทหารเสื่อมเสีย ผมถือว่าเป็นการบ่อนทำลายกองทัพ ซึ่งกองทัพก็คงไม่ยอม เพราะทหารในกองทัพรักเกียรติยศ ศักดิ์ศรี" ผบ.ทบ.กล่าว
      พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ระเบิดรุ่นนี้มีประวัติเคยถูกนำมาใช้เพื่อข่มขู่กัน รวมทั้งในอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจเคยมีประวัติการจับกุมผู้ลักลอบครอบครองมาแล้วด้วย โดยนางสาวชนาภา เคนมาตย์ หรือกะละแม เป็นผู้ต้องสงสัย ซึ่งคิดว่าทางตำรวจน่าจะพอเชื่อมโยงได้บ้าง 
    "ขณะนี้ยังคงมีข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่นิยมความรุนแรง เร่งระดมจัดหาอาวุธและวัตถุระเบิดเพื่อสร้างความรุนแรงกับกลุ่มตรงข้าม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก" รองโฆษก ทบ.กล่าว
'ปู' รอโพย พรก.ฉุกเฉิน
    น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า เราไม่ต้องการเห็นความรุนแรงและขอประณามผู้ที่กระทำความรุนแรง ก็ได้เร่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการติดตามผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ตาม อยากขอความร่วมมือกับผู้ชุมนุม ที่จะให้ทางด้านหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง ทั้งทางตำรวจ-ทหารเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด  เราเองไม่อยากเห็นเหตุการณ์ต่างๆ เกิดความรุนแรง จนทำให้ผู้ชุมนุมหรือผู้สัญจรไปมาได้รับผลกระทบ
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องยกระดับการดูแลความสงบโดยประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ตอนนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาอยู่ แล้วยังไงจะแจ้งอีกที ต้องขอดูก่อน เมื่อถามว่า ฝ่ายความมั่นคงทราบหรือไม่ผู้ก่อเหตุเป็นฝ่ายไหน อย่างไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รอเจ้าหน้าที่ทำงานก่อนเพื่อความรอบคอบและถูกต้อง
    เมื่อถามว่า หลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการชุมนุมจะเป็นอย่างไร นายกฯ  กล่าวว่า เบื้องต้นผู้ที่เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บต้องได้รับการดูแลเหมือนกัน แต่ตอนนี้เนื่องจากติดกฎกติกาช่วงการเลือกตั้ง ก็ขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนก่อน
      ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี  นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแล ศอ.รส. และ พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกันแถลงถึงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนเหตุปาระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
    นายสุรพงษ์กล่าวว่า หากใครพบเห็นบุคคลที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับผู้ต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้จับกุมคนร้ายต่อไป โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประกาศให้รางวัลแก่ผู้ที่สามารถชี้เบาะแส 2 แสนบาท
    ด้าน พล.ต.ต.อดุลย์กล่าวว่า คนร้ายที่ก่อเหตุจะต้องมีความเชี่ยวชาญและมีความชำนาญเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี  เพราะการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ผู้ก่อเหตุต้องรู้ความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม ทั้งพื้นที่และสภาพภายในการชุมนุมอย่างดี จนเกิดความมั่นใจว่าหากลงมือาแล้ว คนร้ายต้องสามารถปฏิบัติการสกัดกั้นโต้ตอบและหลบหนีได้อย่างปลอดภัย นอกจากความสามารถในการปฏิบัติแล้ว ยังต้องเป็นผู้มีความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจด้วย โดยใช้อาวุธปืนยิงสกัดกั้นผู้ติดตามจับกุม และการยิงถูกเป้าหมายได้อย่างแม่นยำเช่นกัน
    ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขออนุมัติหมายจับผู้กระทำความผิดกับศาลอาญาไว้แล้ว หากพบบุคคลที่ก่อเหตุร้ายครั้งนี้ขอให้แจ้งสายด่วนมาที่หมายเลข 1599
ระเบิดจากเขมร
    ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.ดูแลงานด้านการปราบปราม แถลงว่า กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิด เปรียบเทียบภาพชายที่ระบุว่าเป็นทหารนาวิกโยธินนั้น ยืนยันว่าจากที่ดูเปรียบเทียบแล้ว ชัดเจนว่าไม่ใช่คนเดียวกัน อีกทั้ง สตช.ก็ไม่ได้เป็นผู้เผยแพร่ และไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะไปยืนยันใดๆ ในการทำคดีของตำรวจ หรือการออกมาเปิดเผยข้อมูลอะไร
    "ระเบิดชนิดอาร์จีดี 5 ไม่มีใช้ในราชการทหารและตำรวจ  แต่หากมีการนำเข้ามา ก็เป็นการนำเข้ามาโดยผิดกฎหมาย  ซึ่งก็พบว่ามีการนำเข้ามาจากแนวชายแดนประเทศลาวและกัมพูชา"
     รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ความคืบหน้าเหตุระเบิดที่ถนนบรรทัดทอง ไม่สามารถระบุว่ามีผู้ก่อเหตุกี่คน ขณะนี้ตำรวจกำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งมีอยู่หลายมุม มากกว่าภาพที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งตำรวจจะดูภาพจากกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทาง เพื่อจะต่อจิ๊กซอว์ว่าคนร้ายมากับขบวนหรือติดตามมาหรือไม่
    พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผบช.สพฐ.ตร. เผยว่า จากการตรวจสอบวัตถุระเบิดที่คนร้ายใช้ในครั้งนี้ เป็นระเบิดขว้างสังหารแบบอาร์จีดี 5 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับเหตุระเบิดที่ถนนบรรทัดทอง โดยระเบิดทั้ง 2 ลูกมีลอตนัมเบอร์เดียวกัน คือ 48 ซึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่า ระเบิดจากทั้ง 2 จุดมาจากแหล่งเดียวกัน ขณะที่ระเบิดที่จับกุมได้บริเวณด่านความมั่นคงหน้ากรมอุตุนิยมวิทยา พื้นที่ สน.บางนา แม้จะเป็นระเบิดชนิดเดียวกัน แต่ลอตนัมเบอร์ไม่ตรงกัน และจากการสอบสวนผู้ที่พกพาระเบิดในจุดนี้ บอกเพียงว่าได้รับระเบิดมาจากเพื่อน  ซึ่งเจ้าตัวยังไม่ยอมให้การใดๆ
    ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ และ พล.ต.ต.ชยุต  ธนทวีรัชต์ รอง ผบช.น. ได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมความคืบหน้ากรณีเหตุคนร้ายปาระเบิดที่เวที กปปส.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
        โดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์กล่าวภายหลังการประชุมว่า  หากผู้ใดที่ชี้เบาะแสในการจับกุมตัวคนร้ายรายนี้ได้ ทาง  บช.น.มีรางวัลนำจับให้คดีละ 5 แสนบาท และขอให้คนร้ายที่ก่อเหตุดังกล่าวรีบเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร็วที่สุด  หากมัวชักช้าอาจจะเกิดอันตรายต่อตัวท่านเอง  ยืนยันว่าเศษซากวัตถุระเบิดที่พบไม่มีใช้ในประเทศไทย และคาดว่าคนร้ายไม่ใช่หน่วยซีลอย่างที่มีข่าวลือแน่นอน แต่เป็นบุคคลที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กมีการแชร์ภาพผู้ต้องสงสัย ที่คาดว่าเป็นคนร้ายปาระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณเวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีการนำรูปถ่ายของ  ส.ท.รชต หรือกบ วงศ์ยอด ลูกน้องของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกที่เสียชีวิตแล้ว ที่เคยมีภาพปรากฏเป็นชายชุดดำในช่วงเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 2553
      อย่างไรก็ตาม สังคมออนไลน์มีการนำรูปถ่ายของนายกบ มาใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์ เพื่อเปรียบเทียบกับรูปภาพคนร้ายที่ก่อเหตุปาระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพไว้ได้ โดยนำมาใส่หมวก ปรากฏว่ารูปหน้าของนายกบมีลักษณะใกล้เคียงคนร้ายที่ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ครั้งนี้เป็นอย่างมาก.