การพนัน มันเป็น อบายมุข
มันสร้างทุกข์ ให้คน จนฉิบหาย
เป็นทางเสื่อม หายนะ สู่อบาย
ทั้งหญิงชาย เมามัว ทั่วแผ่นดิน
บางคนที่ รวยด้วย การพนัน
ไม่กี่วัน ตกอับ หมดทรัพย์สิน
เพราะไม่เก็บ ออมไว้ ใช้เที่ยวกิน
ทรัพย์หมดสิ้น ชีวิต อนิจจา
นักพนัน นั้นไม่ เคยขยัน
ไม่สร้างสรรค์ ประเทศชาติ ศาสนา
หวังร่ำรวย ทางลัด ไม่พัฒนา
ใช้เวลา เปล่าประโยชน์ โฉดเขลาจริง
ไม่ทำงาน การอาชีพ รีบเข้าบ่อน
พนันบอล เลวร้าย คล้ายผีสิง
หวยใต้ดิน บนดิน กินเรียบจริง
สิ้นทุกสิ่ง คนไทย ใครมอมเมา?
ไสว สุนทร
อย่าลืมคนข้างล่าง
เรียน คุณสามวา สองศอก ที่เคารพ
ผมหายหน้าไปนาน แต่คงไม่ได้นอนอยู่กับบ้านเฉยๆ คุณก็คงรู้ว่าผมทำงานอย่างมีความสุข แม้อายุกำลังจะย่างเข้า 89 ปีแล้ว แต่ก็ทำงานหนักยิ่งกว่าเก่ามาก ทั้งนี้เพราะมีจิตวิญญาณความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน
ภายในจิตวิญญาณของผม ที่ให้ความเคารพรักแก่เพื่อนมนุษย์ทุกระดับชั้น ยิ่งคนระดับล่างด้วยแล้วก็ยิ่งให้มากเป็นพิเศษ ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าตัวเองรำลึกอยู่เสมอว่า คนในระดับนี้คือพื้นฐานชีวิตของตัวเองและสังคม ถ้าเราไม่เห็นความสำคัญของพื้นฐาน ชีวิตอนาคตก็คงต้องพังอย่างแน่นอน
แม้การติดต่อต่างประเทศก็เป็นส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากในปัจจุบันคำว่าโลกาภิวัตน์นั้น คนทุกส่วนของโลกย่อมสานจิตใจถึงซึ่งกันและกันได้หมด ถ้าเราขาดคุณงามความดีเสียแล้ว โลกก็ย่อมขาดความสงบสุข
นอกจากนั้นความมีใจกว้างเข้าหากันทำให้เกิดอิสรภาพ ซึ่งไม่ใช่อิสรภาพของตัวเองเท่านั้น หากหมายความถึงอิสรภาพของโลกร่วมด้วย
โปรดอย่าคิดว่าคนเดียวทำอะไรไม่ได้ หากทุกคนรู้ว่าหนึ่งเดียวนั่นแหละที่อาจเกิดเรื่องร้ายแรงถึงขนาดเผาบ้านเผาเมืองได้ไม่ยาก ผมถึงได้พูดฝากไว้ในอดีตว่าอย่าดูถูกหนึ่งเดียว ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าการปฏิบัติตัวของเรา ย่อมมีกระแสสานถึงความรู้สึกรักและศรัทธาจากคนทั่วไป
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมถูกเชิญไปประชุมเกี่ยวกับการจัดการศึกษาระดับสภามหาวิทยาลัย มีคนไปร่วมประชุมมากมาย แม้ห้องใหญ่ๆ จำนวนคนก็คับห้อง
ทำให้นึกถึงบทความเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมเขียนฝากไว้แก่สังคมเมื่อไม่นานมานี้ว่า "ใหญ่ที่สุดคือเล็กที่สุด" ปรัชญาบทนี้สามารถให้สติแก่คนส่วนใหญ่ได้อย่างลึกซึ้ง
ผมได้ยินคำพูดบนเวทีที่กล่าวว่า "มหาวิทยาลัยต้องมีอิสรภาพ" ทุกครั้งที่ได้ยินข้อความประโยคนี้ ทำให้รู้สึกแสลงใจมานานแล้วนับตั้งแต่อดีตนานหลายปี คนที่พูดเกี่ยวกับการศึกษามักนำเอาเรื่องนี้มากล่าวย้ำ บางคนก็ไม่ทันคิด บางคนก็นำคำพูดคนอื่นมาใส่ปากตัวเอง เพราะขาดประสบการณ์ในการปฏิบัติ
อนึ่ง ผมเคยพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่า "ทุกสิ่งควรมองเห็นได้ 2 ด้าน ไม่เพียงเท่านั้นยังควรรู้ว่าด้านไหนคือพื้นฐานของอีกด้านหนึ่ง"
คำว่าอิสรภาพภายในระบบการจัดการศึกษา ผมได้ยินคำพูดประโยคนี้มานานเต็มที โดยเฉพาะคนที่เรียนมาจากเมืองนอก มักจำขี้ปากฝรั่งเอามาพูด บางคนก็พูดโดยไม่ได้คิด ยิ่งขาดประสบการณ์ด้วยแล้ว ย่อมนิยมคำพูดซึ่งได้รับจากผลสำเร็จรูปของฝรั่ง
ประเด็นนี้ผมขอเฉลยปัญหาให้ก็ได้ ประการแรกผมนึกถึงท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ได้เคยพูดฝากไว้ว่า "การจัดการศึกษาไทยนั้น เหมือนกับหมาหางด้วน" ข้อความประโยคนี้หมายความว่า คือผลจากการจัดการศึกษาที่ขาดรากฐาน
อิสรภาพภายในชีวิตมนุษย์นั้นควรมี 2 ด้าน โดยเฉพาะภายในจิตใต้สำนึกคือด้านรากฐาน ส่วนอีกด้านหนึ่งหมายถึงด้านที่อยู่ข้างนอก นี่แหละถ้าเราไม่เข้าใจว่ารากฐานคืออะไร การปฏิบัติก็ย่อมส่งผลทำให้ไขว้เขว
เมื่อกล่าวถึงอิสรภาพ ความจริงแล้วควรหมายความถึงอิสรภาพที่อยู่ในรากฐานจิตใจมนุษย์ ถ้ารากฐานจิตใจมนุษย์มีอิสระจริง การมีอิสระจากภายนอก ย่อมมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีความคิดริเริ่มสิ่งใหม่ๆ
แต่ถ้าภายในรากฐานจิตใจขาดอิสรภาพเสียแล้ว หากด้านนอกมีอิสรภาพก็คงเอาเวลาไปใช้อย่างอื่น เพราะคุมตัวเองไม่อยู่ ซึ่งกรณีนี้คนไทยเป็นกันมาก นี่แหละคือความหมายของคำว่าอิสรภาพ
สิ่งที่คนไทยนำมากล่าวซ้ำๆ ซากๆ ถึงอิสรภาพภายในระบบการจัดการศึกษานั้น ส่วนใหญ่หมายความถึงอิสรภาพที่อยู่ด้านนอก หากขาดอิสรภาพที่มีอยู่ในรากฐานจิตใจตนเอง ถ้าขืนปล่อยให้อิสระก็คงคุมตัวเองไม่อยู่ จึงเอาเวลาหลบเลี่ยงไปทำอย่างอื่น
จากการประชุมในวันนั้นยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งผมเห็นแล้วรู้สึกว่าส่วนใหญ่มีความสับสน นอกจากนั้นคนที่ขึ้นไปปาฐกก็มักชมคนประเภทนี้ว่า เป็นคนเก่งทางการศึกษาเสียด้วย
เพราะฉะนั้นในฐานะที่ผมเองมีจิตวิญญาณมุ่งมั่นทำงานให้แก่สังคมมาตลอด เมื่อเห็นว่านั่งอยู่ตรงนั้นแล้วไม่ค่อยจะได้ประโยชน์อะไรมากนัก ผมจึงลุกกลับออกไปทำงานอย่างอื่น ซึ่งวิญญาณในการทำงานหากจิตมีอิสระ ก็ควรจะมีทางเลือกออกไปหางานทำที่ให้ประโยชน์แก่สังคมมากกว่า
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมไปประชุมนานาชาติอยู่ที่สิงคโปร์ ระหว่างนั่งประชุมโดยคาดไม่ถึงว่า จะมีคนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกามาดักผมอยู่ที่นั่น ระหว่างการประชุมคนกลุ่มนี้ได้เดินเข้ามาหา หลังจากนั้นจึงขอเวลานอก เขานำเอารางวัลเหรียญทองระดับโลกมามอบให้กับผม ทำให้รู้สึกประหลาดใจมาก
มีบางคนรับฟังแล้วย้อนถามกลับมาว่า "รางวัลสาขาอะไร" ผมจึงตอบไปว่า "รางวัลระดับโลกนั้นมีการแบ่งแยกสาขาน้อยที่สุด ส่วนใหญ่จะหมายความถึงทุกสาขาสุดแล้วแต่ใครจะคิด"
รางวัลนี้เมื่อปี ค.ศ.1978 ผมได้รับรางวัลเหรียญเงินมาแล้วครั้งหนึ่ง จากผลงานด้านกล้วยไม้ นอกจากนั้นในช่วงเดียวกันนาฬิกาโรเล็กซ์ยังได้มอบรางวัลนาฬิกาทองคำให้ผมด้วย แถมยังมีทีมงานโทรทัศน์จาก BBC ของอังกฤษ เดินทางเข้ามาถ่ายทำสารคดีในเรื่องนี้ถึง 1 เดือนเต็มๆ
เมื่อปลายปีที่แล้วผมถูกเชิญไปพูดเปิดงานให้กับการประชุมระดับภูมิภาคยุโรปตะวันตก ที่ประเทศเยอรมนี ต้นปีนี้ก็เดินทางไปพูดและตัดริบบิ้นเปิดงานให้กับประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นก็เดินทางไปประชุมที่เมืองจีนเป็นเวลาไล่เลี่ยกัน ต่อไปนี้คงได้รับเชิญไปพูดในที่ต่างๆ อีกหลายประเทศ
แต่อย่างไรก็ตาม ผมคงไม่ลืมที่จะออกไปทำงานให้กับคนชนบทของไทย ดังเช่นเมื่อประมาณ 2 เดือนมาแล้วผมเดินทางขึ้นไปภาคเหนือ หลังจากนั้นจึงขึ้นเขาไปเยี่ยมชุมชนกะเหรี่ยง หรือที่เรียกกันว่า "ปกากะญอ" ที่สะเมิงใต้ ปลายเดือนนี้ก็คงขึ้นไปเยี่ยมเขาอีก และจะไปดูโครงการให้การศึกษากับเด็กเล็กที่นั่นด้วย
ผมคิดว่าถ้าคนไทยทุกคนที่ห่วงบ้านห่วงเมือง โดยไม่ลืมความสำคัญของคนระดับล่าง เหตุการณ์ดังกล่าวมันคงไม่เกิดขึ้นอีก
ผมเคยพูดมาแล้วว่า การที่เหตุการณ์ครั้งที่แล้วเกิดขึ้น จนถึงขนาดยกพวกเผาบ้านเผาเมืองและฆ่ากันตายนั้น เพราะคนระดับบนของสังคมไทยลืมตัว เมื่อลืมตัวก็ย่อมลืมนึกถึงความสำคัญของคนระดับล่าง โดยเฉพาะในด้านการศึกษา
เมื่อวันที่ 19 นี้มีการประชุมการศึกษาทั้งที แถมยังจัดอย่างใหญ่โต แต่น้อยคนนักที่จะพูดถึงความสำคัญของคนระดับล่าง
นี่แหละที่เขาเรียกกันว่า การศึกษาที่ไม่มีรากฐานหยั่งลงสู่พื้นดินอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นเหตุการณ์ที่แล้วมาก็ย่อมหมายความถึง คนข้างล่างลุกขึ้นมาวิ่งเปะปะอย่างขาดจิตใต้สำนึกรับผิดชอบแก่สังคม
ตามหลักธรรมที่ได้ชี้ไว้ว่า "เพราะไม่มีเหตุนั้น จึงมีเหตุนี้"
ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุว่าในอดีตที่ผ่านมา เราไม่ได้ให้ความสำคัญแก่คนชนบท ในที่สุดคนชนบทก็ลุกขึ้นมาฟาดหัวฟาดหาง จนกระทั่งกระหวัดฟัดคอเราเอง แล้วเราจะไปโทษใคร คงต้องหวนกลับมาโทษตัวเองนั่นแหละ
ผมถึงได้เขียนถามเอาไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า "ช่วงที่แล้วมานั้นเราเจ็บพอแล้วหรือยัง ที่จะช่วยให้ตื่นลุกขึ้นมาทำงานด้วยความเห็นอกเห็นใจแก่คนระดับล่างภายในชนบท โดยเฉพาะการจัดการศึกษาที่ควรสร้างความเข้มแข็งให้แก่รากฐานจิตใจของคนไทยทั้งชาติ"
หนังสือเล่มใหม่ที่ผมกำลังเขียนจวนจะเสร็จอยู่แล้ว หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า "แผ่นดินของเรา" น่าอ่านนะครับ ที่ว่าน่าอ่านก็เพราะเหตุว่ามันมีผลเตือนสติคนไทยที่ใช้ชีวิตตกอยู่ในความประมาท คงเอาแต่หลงอยู่กับความสะดวกสบายจนกระทั่งไม่รู้จักตื่น ทั้งๆ ที่หลักธรรมพระพุทธองค์ก็ได้ทรงสอนไว้ว่า "จงเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ"
ในช่วงที่ผ่านมามักมีคนถามผมเสมอว่า "ท่านอาจารย์ครับ วันเสาร์-อาทิตย์ท่านอาจารย์หยุดพักหรือเปล่า"
ผมตอบไปตามตรงว่า "คนทำงานอย่างมีความสุขนั้น เขาไม่มีวันหยุดหรอกครับ" ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าวันหยุดมันเป็นเพียงสิ่งสมมติ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปหลงกลคนอื่น ที่เอาสิ่งสมมติมาหลอกเราให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้นึกถึงความสุขของตัวเราเองมิดีกว่าหรือ
ด้วยความเคารอย่างสูง
ระพี สาคริก
ตอบ อาจารย์ระพี
ผมกำลังคิดถึงอาจารย์ว่าหายไปไหน ก็มีจดหมายของอาจารย์มาวางไว้ที่โต๊ะ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่กำลังหาวิธีปรองดอง ต้องคิดถึงคนข้างล่างให้มากเข้าไว้ เพราะคนระดับล่างเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ผมก็มีความสุขเหมือนอาจารย์ คือทำงานสัปดาห์ละ 7 วัน หรือไม่มีวันหยุด
สามวา สองศอก








