Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

แนวรบตะวันตกกำลังเปลี่ยนแปลง


 ถ้าหากเป็นเพราะพม่าหยุดส่งก๊าซธรรมชาติไปในช่วงหนึ่ง  ทำให้ต้องมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์  ออกมาปั่นไฟฟ้า  จนไหลท่วมบ้านเรือนราษฎร  เลอะเทอะ  เละเทะ  ไปตามๆ  กัน  ตามที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตกล่าวอ้างเอาไว้  เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา  เรื่องราวว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทางฝั่งตะวันตกรายนี้คงต้องอาศัยความละเอียด  ประณีต  พิถีพิถันเอาจริงๆ...

         ---------------------------------------------------

     อันที่จริงการด่าทอเผด็จการพม่าให้ถึงกึ๋น  ถึงราก  ย่อมถือเป็นหน้าที่ของบรรดาผู้รักความชอบธรรมทั้งหลาย  ที่พึงประพฤติปฏิบัติกันมาตามปกติ  แต่สำหรับผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการพบปะ  เจรจา  ต้องไปนั่งจับเข่า  จับหัวเหน่ากับเผด็จการพม่า  อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้  ท่าทีที่มักจะยึดถือกันมาโดยตลอดก็คือ  การ  อมสาก  เอาไว้ให้แน่นๆ  ดังที่เคยได้กล่าวไปแล้ว  และเมื่ออุตส่าห์อมสากกันมานาน  ถ้าหากจะอ้าปากส่งเสียงเอะอะ  โวยวาย  อะไรขึ้นมาบ้างในช่วงนี้   ก็คงจะต้องพิจารณาถึงแนวโน้มความเป็นไปของสถานการณ์ต่างๆ  ให้สุขุม  รอบคอบ  เอามากๆ  ไม่เช่นนั้นก็อาจจะนำมาซึ่งความยุ่งยาก  ปวดเศียร  เวียนเกล้าทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอยู่ไม่น้อย...

        -----------------------------------------------------

     แนวโน้มสถานการณ์ชนิดหนึ่ง  ที่ปรากฏให้เห็นเป็น  สัญญาณ  ค่อนข้างจะชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  ก็คือท่าทีของอภิมหาอำนาจสูงสุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา  ที่เริ่มแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายต่อประเทศพม่า  นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนรัฐบาลมาอยู่ภายใต้การนำของนาย  โอบามา  การเดินทางไปเยือนพม่าในรอบ  7  ปี  โดยตัวแทนระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐ   อย่างนาย   สตีเฟน  เบล็ก  ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ส่วนแผ่นดินใหญ่ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา  การแสดงความคิดเห็นของนาย  เจมส์  สไตน์เบิร์ก  รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐที่ระบุว่า  "สหรัฐหวังที่จะได้ร่วมมือกับประเทศในเอเชียอื่นๆ   ในการจัดทำยุทธศาสตร์ร่วมกัน  เพื่อช่วยนำพาพม่าออกมาให้พ้นไปจากความโดดเดี่ยว"  สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้ถึงการปรับท่าทีนโยบายของสหรัฐอย่างเป็นขั้นเป็นตอน...

     -----------------------------------------------------------

     ล่าสุดก็คือ   การเดินทางไปเยือนพม่าของนาย  จิม  เว็บบ์  วุฒิสมาชิกพรรคดีโมแครต  อดีตรัฐมนตรีทบวงทหารเรือในยุครัฐบาลประธานาธิบดี  โรนัลด์  เรแกน  ผู้ซึ่งนอกจากจะได้ชื่อว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกับประธานาธิบดี  โอบามา  แล้ว  ยังเคยให้สัมภาษณ์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า  สหรัฐควรจะใช้นโยบายแบบ  ปฏิสัมพันธ์ในเชิงสร้างสรรค์  กับพม่าให้มากขึ้นอีกด้วย  นอกจากภารกิจในการนำตัวชาวอเมริกันโรคจิตที่น่าตาหน้าเกลียด  แถมชื่อยังน่าเกลียดอีกต่างหาก  คือนาย  จอห์น  เยตตอว์  (John  Yettaw)  ผู้เป็นตัวสร้างปัญหา  สร้างเวรสร้างกรรมให้กับนาง  อองซาน  ซูจี  จนต้องถูกขังเอาไว้ในบ้านพักอยู่จนทุกวันนี้  ให้พ้นโทษ  พ้นคดี  หลุดออกจากคุกพม่าแบบสบายๆ  นาย  จิม  เว็บบ์  ยังถือเป็นตัวแทนรัฐบาลชาวอเมริกันคนแรกที่ได้มีโอกาสจับเข่า  จับหัวเหน่าผู้นำสูงสุดของพม่า  อย่างนายพล  ตาน  ฉ่วย  ซะอีกด้วย...

     -----------------------------------------------------------

     ท่าทีของสหรัฐนับจากยุครัฐบาล  จอร์จ  ดับเบิลยู.  บุช  มาจนถึงยุคของ  บารัก  โอบามา  ที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน  ได้ถูกจับตา  และถูกตั้งข้อสังเกต  โดยประเทศจีน  ผู้สนับสนุนรายใหญ่ของพม่ามาโดยตลอด  รองศาสตราจารย์  เจี่ยน  จวิน  ปอ  แห่งสถาบันการระหว่างประเทศ  มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น  นครเซี่ยงไฮ้  ได้เคยเขียนบทความเอาไว้ใน  เอเชียไทมส์  ออนไลน์  ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา  ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหรัฐต่อพม่าเอาไว้ในหลายแง่หลายมุมด้วยกัน  แต่โดยท้ายที่สุดแล้ว...สิ่งที่จีนให้ความสำคัญมากที่สุด  ก็คงไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า  ความระแวดระวังว่าท่าทีใหม่ของสหรัฐไม่ว่าต่อพม่า  หรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  จะมุ่งไปสู่  การปิดล้อมจีน  หรือไม่?  อย่างไร?  นั่นเอง...

       -------------------------------------------------------

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนับรวมไปถึงอินเดีย  ที่ได้กลายเป็น  หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์  ผู้ใกล้ชิดเอามากๆ  ของสหรัฐในภูมิภาคนี้  นอกจากจะมีปฏิบัติการซ้อมรบร่วมกันมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง   ยังถือได้ว่าเป็นประเทศแรกๆ   ในเอเชียที่เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารกับ  นาโต้   ในการลาดตระเวนปราบโจรสลัดโซมาเลีย  ชนิดเข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยไปแล้วก็ว่าได้  ความพยายามที่จะดึงพม่าออกมาจาก  หว่างขา  ของจีนโดยอินเดีย  และการปรับเปลี่ยนท่าทีนโยบายของสหรัฐหันมาใช้  พลังอำนาจแบบอ่อน  (soft  power)  หรือ  พลังอำนาจแบบเฉียบแหลม  (smart  power)  ก็แล้วแต่จะเรียก  ทำให้บทบาทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายในภูมิภาคนี้  ย่อมเพิ่มความสลับซับซ้อน  พิสดาร  พันลึก  หนักขึ้นเรื่อยๆ...

       ------------------------------------------------------

     ด้วยเหตุนี้นี่แหละ...ประเทศเล็กๆ  อย่างประเทศไทยแลนด์  แดนสยาม  ของเราเอง ที่ต้องกลั้นอกกลั้นใจ  อมสากพม่า  มาจนเมื่อยปาก  เมื่อยลิ้น  มาไม่รู้จะกี่ปีต่อกี่ปี  จะไปแสดงอาการบุ่มบ่าม   ชักสาก  คายสาก  ออกจากปากเพียงเพื่อจะได้อู้ๆ  อี้ๆ  กะใครเขาบ้าง  อันนี้...คงต้องคิดหน้า  คิดหลัง  ใช้ความละเอียด  ประณีต  พิถีพิถันในการใคร่ครวญพิจารณาให้จงหนัก   การที่นายกรัฐมนตรีไทยต้องเลื่อนการเดินทางไปเยือนพม่ามาคราวแล้วคราวเล่า  และการที่ประเทศไทยจะต้องแสดงออกถึงท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่งในฐานะประธานอาเซียนต่อกรณีพม่า   คงต้องมีการหยิบเอาแนวโน้มความเป็นไปของสถานการณ์ต่างๆ  มาชั่งน้ำหนักกันดูให้ดี  อย่างน้อย...ก็ควรที่จะนำเอาบทเรียนและประสบการณ์ในครั้งที่อเมริกันสะบัดตูดหนีออกจากภูมิภาคนี้  หลังพ่ายแพ้สงครามเวียดนาม  ปล่อยให้ประเทศประชาธิปไตยแบบตะวันตกทั้งด้าม  อย่างประเทศไทยต้องยืนเผชิญหน้ากับประเทศสังคมนิยมในอินโดจีนทั้งแถบมาลองทบทวนดูให้จริงๆ  จังๆ  และอย่างเป็นระบบ...

         ---------------------------------------------------

     ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก  จอห์น  พาตัน  เดวีส์..."การทูตที่ประสบความสำเร็จ  ก็เช่นเดียวกับการสมรสอันสมหวัง  ซึ่งไม่ถูกนำมาป่าวร้องให้เอิกเกริก...".

        ----------------------------------------------------



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์