ปฏิรูปประเทศไทย...กลายเป็นเรื่องฮอตฮิตติดลมบนไปเสียแล้ว..ขอรับ..ในวันนี้
แต่ก็ยังคงมีคำถามที่ไม่มีใครกล้าการันตีได้ว่า ..
ปฏิรูปประเทศไทยจะเป็นจริงในระยะเวลา 3 ปีแน่หรือ???
ก็น่านนนนน่ะสิ..ผมเองก็อยากรู้อยากเห็นเหมือนกัน
ในฐานะของ “สื่อ” ที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่า “ต้องปฏิรูป” ผมเองก็ลองถามตัวเองถึงความเป็นไปได้ และความสำเร็จตามเป้าหมายของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย เกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อเช่นกัน
หลังจากทบทวนความเป็นไปบนถนนสื่อสารมวลชนบ้านเรา ตลอดระยะเวลาที่ผมร่วมสังฆกรรมบนเส้นทางนี้มากว่า 2 ทศวรรษ ผมสามารถยอมรับได้โดยไม่อายครับว่า
ปฏิรูปสื่อไม่ใช่เรื่องง่าย !
แต่จะให้สื่อหรือใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้คนไทยทั้งชาติเกิดความสำนึกร่วมมือร่วมใจเพื่อการปฏิรูปนั้นเป็นเรื่องหมูๆครับ
เข้าทำนอง “แมลงวัน” ไม่ชมชอบการตอมแมลงวันด้วยกันนั่นแหละ
ผมเชื่อว่า “สื่อมวลชน” ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชนสาขาสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต และอื่นๆ ล้วนเห็นสอดคล้องเหมือนคนไทยทั่วไปว่า ภายใต้สถานการณ์ บ้านเมืองมีความคิดเห็นขัดแย้ง แตก-แยกเป็นสองขั้ว จนเกิดวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่าในระยะเวลา 3-4 ปีนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง
แต่ในขณะที่สื่อมวลชน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และถูกตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ได้ทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นทางเลือกหรือทางออกให้กับสังคมไทยเพียงพอต่อบทบาทและอิทธิพลนั้น ไม่มีใครยอมจำนนต่อข้อกล่าวหาง่ายๆหรอกครับ ว่า … สื่อต้องปฏิรูปตัวเอง
ความเคลื่อนไหวเพื่อการ "ปฏิรูปสื่อ" ที่กำลังขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน กับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยที่มีนพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน โดยใช้ชื่อว่า “คณะกรรมการพัฒนาส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบสื่อมวลชน “ หรือที่เรียกว่า คพส. ตามแนวคิด “ปฏิรูปสื่อภาครัฐ-พัฒนาสื่อเอกชน”
ผมเห็นว่า ครอบคลุมความจำเป็นและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการทำประเทศไทยให้น่าอยู่ในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ แต่จะทำได้จริงหรือเปล่านั้น คนละประเด็นครับ
นายมานิจ สุขสมจิตร ในฐานะประธานคพส. และผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดอยู่ในวงการสื่อสารมวลชนมากว่าครึ่งค่อนชีวิตตระหนักรู้ดีกว่าใครแน่นอน มิเช่นนั้นคงไม่เปิดใจกล่าวว่า การมีสื่อมวลชนที่มีความรู้ความสามารถ วิสัยทัศน์กว้างไกลนั้นเป็นเรื่องดี แต่จะดียิ่งขึ้นหากสื่อมวลชนคนเก่งที่ว่านั้นเป็นคนดีด้วย
สาระสำคัญของการปฏิรูปสื่อ จึงมิได้แตกต่างจากการปฏิรูปประเทศไทยในด้านอื่นๆ อาทิ ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปเศรษฐกิจ และฯลฯ นั่นคือ ทำอย่างไรที่เราจะสามารถสร้าง “คนดี” มีจิตสำนึกให้เท่าเทียมกับ “คนเก่ง”
ผมจึงอยากเสนอแนะคพส.ที่มีคณะกรรมการชุดใหญ่ครอบคลุมทุกสาขาวิชาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสื่อ
ถ้าพิจารณาแล้วว่า ต้องทำ และต้องเอาจริง เหมือนกับที่ทุกฝ่ายเห็นว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง ก็ต้องหาหนทางที่จะสร้างความร่วมมือร่วมใจ มิใช่จำกัดขอบเขตการทำงานอยู่แค่ร่างพิมพ์เขียวแล้วโยนลงไปให้สื่อแต่ละแขนงแต่ละองค์กรตัดสินใจกันเองว่าจะทำหรือจะเก็บไว้ในลิ้นชัก หลังจากลงสัตตยาบรรณร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คิดอะไรไม่ออก บอกไม่ถูก เพราะน้ำท่วมปากตามประสาแมลงวันไม่ตอมแมลงวันด้วยกันเองล่ะก็ ผมเห็นว่า ข้อเสนอแนะของอาจารย์ประเวศ วะสี เกี่ยวกับแนวทางที่สื่อมวลชนสามารถทำได้ในการพาชาติออกจากวิกฤติ เป็นอะไรที่ทำได้จริงและค่อยเป็นค่อยไปครับ เพราะไม่เอาอดีตเป็นที่ตั้ง แต่ใช้อนาคตเป็นเครื่องนำทาง
ประธานสมัชชาปฏิรูปฯ แนะว่า มี 8 แนวทาง คือ 1.สื่อสามารถร่วมกันช่วยสร้างจิตสำนึกใหม่ให้คนไทยได้ 2.คณะนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชนควรให้นักศึกษาร่วมช่วยทำเรตติ้งสื่อเพื่อสะท้อนปัญหา 3.เสนอกระบวนการสามเส้า โดยสื่อ นักวิชาการ และภาคสังคม ต้องเรียนรู้ปฏิบัติการร่วมกัน (Interactive Learning to action) เพื่อให้เกิดความเชื่อใจกัน ซึ่งตอนนี้เราขาดความเชื่อใจกัน 4.มหาวิทยาลัยต้องร่วมกันช่วยหนุน ให้ทุนนักข่าวให้ได้เรียนต่อและให้ได้พัฒนาตนให้เก่งมีความรู้ อย่างน้อย 1,000 คน ซึ่งนักข่าวจะเป็นคนสำคัญในการเชื่อมโยงความรู้ให้คนในสังคม 5.ดึงภาคธุรกิจมาร่วมกันช่วยหนุนการสื่อสารที่ดีเพื่อสังคม 6.องค์กรสื่อทีวีไทยควรปรับตัวเป็นองค์กรการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ครบวงจรให้สังคม 7.ให้มีคณะทำงานศึกษาเรื่องสร้างการสื่อสารที่สร้างสรรค์ และ8.ควรตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาระบบการสื่อสารครบวงจร อาจเป็นสวรส.ภาคการสื่อสาร
หลักการของประธานสมัชชาปฏิรูปฯคือ “การสื่อสาร ต้องทำให้คนไทยเกิดจิตสำนึกใช้เหตุผลพิจารณา ไม่เช่นนั้นคนไทยทุกคนจะตกเป็นเหยื่อของการบริโภคความขัดแย้งต่างๆ ความจริงซับซ้อน เหตุการณ์วิกฤตที่ผ่านมาทำให้คนไทยล้มตายจำนวนมากนั้น สื่อต้องช่วยป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก”
ทำได้ตาม 8 แนวทาง รับรองว่าจะได้ “สื่อ” คนเก่งและดี ที่สำคัญมีจิตสำนึกและจรรยาบรรณที่พึงปรารถนาแน่นอน
สำหรับผมแล้วมีข้อเสนอแนะที่สามารถจะทำได้และมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าในช่วงระยะเวลา 3 ปีนี้ คือ
ขอให้สื่อทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา สื่อสารงานการปฏิรูป เป็นตัวแทนภาคประชาชนตรวจสอบ กระตุ้นให้การปฏิรูปเกิดขึ้นจริง ทำกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่สร้างภาพหรือซื้อเวลา ...รับรองได้เห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลกไม่ช้าไม่เร็วอยู่แล้ว
นายใฝ่ฝัน ปฏิรูป








