ประเทศชาติยังคงติดหล่ม "ขบวนการล่มเมือง" เดินหน้าก็ไม่ไป ถอยหลังก็ไม่พ้น เป็นภาวะทั้งน่าเบื่อหน่าย ทั้งน่าอึดอัด-รำคาญ อีกทั้งคนในระบบราชการ ไม่ว่าตำรวจ-ทหารก็ทำงานในลักษณะ "ลูกตุ้มนาฬิกา" แกว่งไปซ้ายที แกว่งมาขวาที ไม่รู้-ไม่ชี้ ถึงเวลาก็ตี แป่ง..แป่ง..ตามกลไกที่ตั้งไว้ เงินเดือนและผลได้จากระบบ-เอา แต่จิตสำนึกในงานยามชาติป่วย-ไม่มี ประเทศไทยในภาวะนี้ดูเวิ้งว้าง ไร้ที่หวังเสียจริงๆ
เมื่อไหร่จะเจาะทะลุเมือกหุ้มปัญหา แล้วพาประเทศเดินหน้ากันได้เสียก็ไม่รู้นะ จะเป็นกลางปี ๒๕๕๔ หรือจากปี ๒๕๕๕ เป็นต้นไป ผมก็ได้แต่คาดหวัง "พอให้มีหวัง" เป็นเชื้อต่อลมหายไปวันๆ เท่านั้น
คนทำงานก็ "กลัว" กันมากไป ชาวบ้านก็ "หวาดระแวง" กันมากไป นักธุรกิจ พ่อค้า-แม่ขายก็ "ยึดแต่ประโยชน์ตน" กันมากไป ส่วนพวกขบวนการบ่อนทำลาย นั่น...ว่าเขาไม่ได้ เพราะการกัดกร่อน-บ่อนทำลาย "คืองานของเขา"
ถ้าคนมีหน้าที่ในการทำงาน ยึดความสุจริตเป็นที่ตั้ง ไม่หวั่นไหวต่อครหาและการกล่าวหาทุกเรื่อง เข้าใจหลักที่ว่า "นัตถิ โลเก อนินทิโต" คนที่ไม่ถูกนินทา ไม่ถูกเข้าใจผิด ไม่มีในโลก แล้วใช้จิตอาสาเป็นจิตวินิจฉัยในการทำงาน
สังคมชาติก็จะมีแกนให้ชาวบ้านยึดเหนี่ยว
ในภาวะคนชั่วเหมือนน้ำเชี่ยวกำลังหลาก!
พูดถึงเรื่องคนทำงาน ก็อยากจะพูดว่า ความซื่อนั้นดี แต่ถ้าซื่อแบบ "ซื่อบื้อ" หรือ "ซื่อตาใส" จะอันตรายมากกว่าดี โบราณบอกว่าการทำงานที่จะได้ผลดีต้องเข้าถึงปรัชญาศิลปะ เพราะในแต่ละเรื่อง แต่ละสิ่ง ล้วนมีศิลป์ แต่ศิลปะจะแตกต่างกันด้วยตัวของมันเอง
เหมือนกระจ่าตักแกง หรือช้อนตักข้าว-ตักอาหารใส่ปาก จะไม่ตรง ศิลปะของตัวมันจะโค้งงอเป็นรูปร่าง แต่การโค้งงออย่างนี้เขาไม่เรียกคด
เขาเรียกศิลปะ!
เป็นศิลปะมุ่งเน้น "ประโยชน์สูงสุด" เพื่อการใช้สอย เราลองคิดดู ถ้ากระจ่า ทัพพี หรือช้อน มีรูปร่างตรงทื่อเหมือน "สากกะเบือ" จะไม่ยังประโยชน์ในการตักต้ม-ตักแกง ตักข้าว ตักอาหารใส่ปากได้เลย
ในทำนองเดียวกัน ถ้าใครทำสากตำข้าว หรือสากกะเบือมีรูปสัณฐานโค้งงอเหมือนกระจ่า ทัพพี หรือช้อน เขาก็ไม่เรียกศิลปะ แต่จะเรียกคนทำ-คนใช้ว่า "ซื่อบื้อ"
เพราะศิลปะของสากจะต้องตรงทื่อ ความตรงทื่อของสากเท่านั้นที่จะยังประโยชน์สูงสุดในการตำ ไม่ใช่ในการตัก!
อย่างวานนี้ (๒๑ ก.ค.๕๓) มีข่าวออกมาว่า พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จะเรียกนายพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ดารานักร้อง-นักแสดง มาสอบปากคำ โดยอิงข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้แทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒
พล.ต.ต.บอกว่า เมื่อ ๑๖ พ.ค.๕๓ ที่ผ่านมา นายพงษ์พัฒน์ขึ้นกล่าวบนเวทีหลังรับรางวัลนาฏราช เป็นการพูดเกี่ยวกับสถาบัน และนายภูมิพัฒน์ วงศ์ยาชวลิต หรือแน๊ต พีรกร ศิลปินเพลงลูกทุ่ง มาแจ้งความไว้ที่ สน.คันนายาว ให้ดำเนินคดีนายพงษ์พัฒน์ในข้อหาดังกล่าว
สรุปให้เข้าใจคือ คำที่นายพงษ์พัฒน์พูดบนเวทีถึงเรื่อง "พ่อ" และได้รับเสียงปรบมือยาวนานในงานที่จัดโดยโทรทัศน์ช่อง ๓ และเป็นคำกล่าวที่ผู้ฟังทั่วไปชื่นชอบด้วยรู้สึก "กินใจ" อย่างกว้างขวางนั้น มีอยู่คน คือ นายภูมิพัฒน์กลับไปแจ้งตำรวจให้จับนายพงษ์พัฒน์ในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา ๑๑๒!
ตอนนี้ พล.ต.ต.อำนวยและทีมงานประชุมลงมติกันแล้วว่า เมื่อมีผู้มาแจ้งความ ตำรวจก็ต้องทำหน้าที่ "เถรตรง" เรียกตัวผู้ถูกกล่าวหามาสอบในวันที่ ๒๙ ก.ค.เวลา ๑๐.๐๐ น. จะสอบถามนายพงษ์พัฒน์ว่า
"เหตุใดจึงมีอากัปกิริยาเช่นนั้นขณะรับรางวัล เจตนาล่วงเกินสถาบันหรือไม่ และทำไมจึงเรียก 'พ่อ' เฉยๆ คนฟังอาจเห็นว่าไม่เหมาะสม ไม่สบายใจกับท่าทาง?"
พล.ต.ต.อำนวยท่านว่าอย่างนั้นนะครับ แต่อย่าเพิ่งโวยวายเป็นกระต่ายตื่นตูมกันไป ตำรวจท่านก็ทำงานอยู่ระหว่างเขาควาย ไปขวาก็เจอเหลือง ไปซ้ายก็เจอแดง
ฉะนั้น "รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี" ไว้ก่อนดีกว่า เท็จจริง และเจตนาเป็นอย่างไร กูไม่รู้ เข้าข่ายตามกฎหมายหรือไม่เข้า กูไม่สน ผู้แจ้งหวังยืมมือตำรวจสร้างเงื่อนไขทำลายล้างผู้อื่นหรือเปล่า ชั่งหัวมัน!
ทำหน้าที่ "ตรงทื่อ" ใครมาแจ้งก่อน "เป็นโจทก์" ใครถูกแจ้ง "เป็นจำเลย" ตามกระบวนการพิจารณาความของไทยที่ใช้ระบบกล่าวหา ข้อเท็จจริงคืออะไร เป็นอย่างไร กูไม่สน ออกหมายเรียกมาเป็น "ผู้ถูกกล่าวหา" ไว้ก่อน ปลอดภัย-สบายดี
แต่ใครที่ถูกกล่าวหา "ซวยไป" กูไม่เกี่ยว!
การรับคดีโดยไม่ดูข้อเท็จจริงและเจตนานี่ "อันตราย" ต่อสังคมมาก ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบัน และมีการถูกนำมาใช้เป็น "เกม" เพื่อการให้คุณ-ให้โทษอีกกับอีกฝ่ายด้วยแล้ว
ถ้ากระบวนการยุติธรรมขั้นต้นคือ "ตำรวจ" ทำหน้าที่ด้วยกลัว ด้วยหวั่นไหว มุ่งเอาตัวเองรอด ขาดความอาจหาญบนจิตวินิจฉัย "เสียสละ-คุณธรรม-ความถูกต้อง" แล้วละก็ ตำรวจจะเป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์โจรมากกว่าเป็น "ผู้อภิบาลคนดี-ย่ำยีคนร้าย" ขืนเป็นอย่างนี้บ่อยๆ ประชาชนผู้แบกภาระชาติจะเกิดความรู้สึก
ทำดีเพื่อสถาบัน "มีแต่ตาย กับเสมอตัว" แล้วจะทำทำไม!?
สถาบันตำรวจ โดย พล.ต.ต.อำนวยเองก็ยังแสดงอาการข้องใจว่า "ทำไมเรียก พ่อ เฉยๆ?" คือตีความว่าเรียก "พ่อ" เฉยๆ อาจเข้าข่ายดูหมิ่นด้วยหรือไม่ ท่านก็จะเรียกคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น หรือบุคคลทั่วไปที่ได้รับฟัง ทั้งนักกฎหมาย ทั้งอาจารย์ภาษาไทย มาให้ปากคำ มาให้ความเห็นซิว่า
ที่พงษ์พัฒน์พูดบนเวทีในงานรับรางวัลนาฏราชนั่นน่ะ หมายถึงใคร และคนฟัง เมื่อฟังแล้วเข้าใจอย่างไร มีความรู้สึกตอบสนองอย่างไร?
เมื่อสอบเสร็จ ฟังรอบด้านแล้ว จึงจะมาสรุปกันว่าที่นายพงษ์พัฒน์พูดนั้น หมิ่นฯ หรือไม่หมิ่นฯ พล.ต.ต.อำนวยบอกว่า ไม่เกิน ๑ เดือนก็สามารถสรุปได้
ก็เห็นใจตำรวจเขานะ ความจริงนายตำรวจมือกฎหมายระดับ พล.ต.ต.อำนวย ไม่ต้องสอบ มองปร๊าดเดียวก็ทะลุแล้วว่าหมิ่นฯ-ไม่หมิ่นฯ พูดเป็นคุณ หรือเป็นโทษ พูดด้วยเจตนาดี หรือเจตนาร้าย แต่ทีนี้...อย่างว่าแหละ เพื่อไม่ให้ฝ่ายนั้น-ฝ่ายนี้ยกเป็นข้อครหา-นินทายามไม่ถูกใจ
ก็ฟังความให้ "ครบด้าน" ยึดเป็นยันต์ ๘ ทิศ หยั่งกระแสแล้วค่อยสรุป "เข้าข่าย-ไม่เข้าข่าย" ทีหลัง!
แบบนี้ผมก็เคยโดน สมัยทักษิณเรืองอำนาจ วันดี-คืนดี ก็มีหมายเรียกจากตำรวจไปเป็นผู้ต้องหา ไม่ไปเขาจะออกหมายจับ ก็จำต้องไป ทั้งที่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ไปถึงนายร้อยเวรเจ้าของคดีบอกว่า "มีคนมาแจ้งความไทยโพสต์ลงข่าวหมิ่นประมาทนายกฯ ทักษิณ"
ก็ขอดูว่าเขาเอาข้อความอะไรมาแจ้งว่าหมิ่นทักษิณ ตำรวจก็เอาข้อความถ่ายสำเนาจากไทยโพสต์ที่ผู้แจ้งนำมาเป็นหลักฐานมาให้อ่าน ปรากฏว่า คนที่เป็นเจ้าทุกข์มีอาชีพเป็นทนาย ให้การไว้ว่า อ่านแล้วเกิดความเข้าใจเป็นการหมิ่นนายกฯทักษิณ จึงมาแจ้งดำเนินคดี บ.ก.และผู้บริหารไทยโพสต์
ผมก็อ่าน...อ่านแล้วอ่านอีก ก็บอกกับตำรวจว่า "เอ๊ะ...นี้มันชมนายกฯ ทักษิณนะครับ ไม่เห็นข้อความตรงไหนเลยที่เป็นการดูหมิ่น จะชมจนผิดปกติไทยโพสต์ไปด้วยซ้ำ"!
เป็นอย่างนั้นจริงๆ คือข่าวหรือข้อเขียนอะไรนี่แหละซักอย่าง เป็นการพูดถึงทักษิณในแง่ดี ถ้าจะหาเหตุแจ้งจับไทยโพสต์หมิ่นทักษิณ หลับตาหยิบไทยโพสต์ฉบับวันไหนก็แจ้งได้เกือบทั้งนั้น แต่ดันเอาข้อความยอวาทีมาแจ้งว่าหมิ่น แถมคนแจ้งเป็นทนายที่เจ็บร้อนแทนทักษิณในฐานะคนอ่าน
ตำรวจเจ้าของคดีเมื่อได้ยินผมพูดอย่างนั้น ท่านก็งึมงำในลำคอทำนอง "ก็นั่นน่ะซี" คือตัวท่านก็รู้ว่ามันไม่มีข้อความตรงไหนหมิ่นทักษิณเลย แต่ทนายมาแจ้งก็จำต้องรับเรื่อง อะไรประมาณนั้น
ท่านก็สอบปากคำผม ปากคำบรรณาธิการอูตุงโบ๊ะ แล้วก็เงียบหายไป จนกระทั่งปฏิวัติ ๑๙ กันยา ๔๙ ถึงบัดป่านนี้ หลายปีแล้วก็ไม่เห็นเรียกตัวเป็นผู้ต้องหานำส่งอัยการพร้อมสำนวนสอบสวน เข้าใจว่า นายร้อยเวรท่านนั้นใช้เหตุ-ใช้ผล ดูข้อเท็จจริง แล้วสรุปสำนวนว่าไม่มีมูลไปแล้ว
เป็นตำรวจใครว่าสบาย เป็นเหมือน "ส้วมถ่ายอำนาจ" ของนักการเมือง ของนายเหนือ แทบไม่เหลือความเป็นตัวของตัวเองสักเท่าไหร่ คนจบเป็นนายร้อยตำรวจ รู้กฎหมายกันทั้งนั้น แต่ได้ใช้กฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่ "ตรงความเป็นจริง-ตรงมโนธรรมสำนึก" สักเท่าไหร่ จนทุกวันนี้ กลายเป็น "กฎหมายในมือโจร" ทางพฤตินัยไปแล้ว
ยุคก่อนๆ ตำรวจกับประชากรมีอัตราส่วนสมดุลกัน แต่วันนี้ ประชากรในความหมายโลกใบเดียวกันก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายกว้าง ปัญหาก็หลากหลาย แต่ระบบตำรวจยังคง...ตามหลัง
แตกพาร์ "ตำรวจ" เถอะครับ ให้อำนาจใช้กฎหมายเฉพาะที่ต้องใช้เท่านั้น เป็น "ตำรวจภาค-ตำรวจจังหวัด" ไปดีกว่า ทุกวันนี้ นายพล-นายหมื่นมีมากมาย แต่ไม่มีความหมาย และประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย.








