ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอดทน อดกลั้น อันสุดแสนจะหนืดหนาด เหนื่อยหน่าย น่าอเนจอนาถเวทนาเป็นอย่างยิ่ง....อย่างน้อยสิ่งที่พอช่วยสร้างความชุ่มชื่น ฉ่ำใจ ช่วยประคับประคองความรู้สึกใครต่อใครให้พอยืนหยัดอยู่ร่วมกันภายในสังคมได้บ้าง เห็นทีจะไม่มีอะไรเกินไปกว่าการแสดงออกของกลุ่มชนกลุ่มต่างๆ ที่ทยอยกันออกมาร่วมแสดงความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม ด้วยสีสันที่หลากหลาย ภายใต้สัญลักษณ์เสื้อหลากสี หรือภายใต้ความรู้สึกที่ไม่ได้คิดจะสร้างความแตกแยกให้ต้องเกิดความเป็นฝักเป็นฝ่ายอีกต่อไปนั่นเอง....
------------------------------------------------
จะด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยีการสื่อสาร หรือด้วยความรู้สึกที่อยู่ลึกลงไปในหัวจิตหัวใจก็ตาม อุบัติการณ์การพัฒนาของกลุ่มคนเหล่านี้เป็นไปอย่างรวดเร็วเอามากๆ ชั่วเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น จากผู้คนจำนวนนับร้อย ก็แผ่ขยายเป็นนับพัน นับหมื่น และกำลังแพร่กระจายไปสู่ระดับหลักแสน หลักล้าน ในอีกไม่นานนับจากนี้ได้ไม่ยาก อีกทั้งยังไม่ใช่แค่การกระจุกตัวอยู่ในโลกไซเบอร์เท่านั้นที่ออกมาปรากฏตัวให้เห็นแบบตัวเป็นๆ ในถนนรนแคม ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร หรือกระจายออกไปตามจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน เริ่มเต็มไปด้วยสีสันอันหลากหลายโผล่ให้เห็นเป็นจุดๆ...
----------------------------------------------
จากจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง พะเยา อุบลราชธานี อุทัยธานี สงขลา นครศรีธรรมราช ฯลฯ จนกระทั่งถึงผู้ซึ่งได้รับการเรียกขานว่า ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย นับตั้งแต่พรรคคอมมิวนิสต์ยุติบทบาทในแถบจังหวัดภาคอีสานทั้งแถบ ก็ได้ออกมาป่าวประกาศอย่างตรงไป-ตรงมาว่า นอกจากจะไม่เห็นด้วยกับบรรดาพวก คอมมิวนิสต์หลงยุค ในหมู่พวกเสื้อแดงทั้งหลายแล้ว ยังพร้อมที่จะร่วมยืนหยัดปกป้องรักษาสังคมไทย อันมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจให้ดำรงคงอยู่ต่อไปให้จงได้ แทนที่จะปล่อยให้เกิด รัฐใหม่ ที่มี พระเจ้ามูลเมือง กลายมาเป็นประธานาธิบดี หรือเป็นพระประมุข ก็แล้วแต่...
-----------------------------------------------
ปรากฏการณ์การแพร่ระบาดของมวลชนผู้ไม่ได้คิดจะตั้งตัวเป็นฝักเป็นฝ่าย เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับพวกเสื้อแดงที่กำลังสร้างรอยแตก รอยแยก ให้กับผู้คนในสังคมหนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อาจถือได้ว่าเป็นภาพสะท้อนถึง ความพ่ายแพ้ ในแนวรบด้านมวลชนของพวกแกนนำหัวขวดอย่างเห็นได้ชัดเจน หรือได้ทำให้ทฤษฎี แก้ว 3 ประการ ที่บรรดาพวกแกนนำม็อบเสื้อแดงพยายามนั่งเครื่องไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปลอกทฤษฎีท่านประธานเหมาเอามาใช้แบบมั่วๆ มึนๆ กำลังกลายเป็นทฤษฎี กะละมัง 3 ใบ หนักเข้าไปทุกที เนื่องจากถ้าหากแนวรบมวลชนพ่ายแพ้ซะอย่าง ก็แทบไม่ต้องพูดถึงพรรค หรือกองกำลังใดๆ ต่อไปอีกแล้ว เพราะมันย่อมนำไปสู่การพ่ายแพ้ทุกสิ่งทุกอย่างในขั้นตอนสุดท้ายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย...
------------------------------------------------
และโดยข้อเท็จจริง...คงต้องยอมรับว่า แนวรบด้านมวลชนของพวกเสื้อแดงที่การเกาะกลุ่มรวมตัวเป็น ม็อบเสื้อแดง อยู่ในทุกวันนี้ อาจถือได้ว่าเป็นม็อบที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของประเทศไทยเอาเลยก็ว่าได้ คือเป็นม็อบที่ไม่ได้สนใจที่จะสร้างความยอมรับให้กับมวลชนกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มก้อนเดียวกันกับตัวเองมาก่อน แต่มุ่งที่จะตอบสนองความเมามันซ์ซ์ สะใจ ในหมู่พวกเดียวกันเองเป็นการเฉพาะ ถ้าหากพูดกันแบบภาษาคอมฯ แก่ๆ ก็คือ...ไม่ได้สนใจคิดจะทำ แนวร่วม กับกลุ่มคนกลุ่มใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย มุ่งแต่จะ เอามันซ์ซ์ ในฝ่ายตัวเองกันลูกเดียว...
-----------------------------------------------
โดยลักษณะการเคลื่อนไหวมวลชน นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นมาจนถึง ณ ขณะนี้ จึงมักเป็นไปในแบบไร้เหตุไร้ผล ไม่สนใจที่จะสร้างความชอบธรรมใดๆ ขึ้นมารองรับการเคลื่อนไหวของตัวเองในแต่ละก้าว แต่ละจังหวะ จะเป็นด้วยความมั่นอกมั่นใจต่อประสิทธิภาพในการล้างสมองต่อกลไกการจัดตั้งตามระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเคยใช้ได้ผลในหมู่ หัวคะแนน นักการเมืองมาโดยตลอด ด้วยอิทธิพลของเงินๆ ทองๆ หรือด้วยประสิทธิภาพของระบบสื่อสารตามแบบฉบับ ทีวีป้าเช็ง ทีวีปูแดง อันได้แก่ การยัดเยียดข้อมูลข่าวสารผ่านทีวีดาวเทียม วิทยุชุมชน อย่างเป็นระบบ ฯลฯ ก็แล้วแต่ จึงทำให้บรรดาแกนนำม็อบเสื้อแดง พร้อมที่จะก้าวข้ามความมีเหตุมีผล ความถูกต้อง ชอบธรรม ในแต่ละกรณีมาโดยตลอด...
----------------------------------------------------
แต่ที่หนักหนาสาหัสที่สุด...เห็นทีจะไม่มีอะไรเกินไปกว่าการแสดงออกถึงความรู้สึกที่ไม่ได้ยี่หระ ไม่ได้แยแสต่อชีวิต เลือดเนื้อ ของมวลชนตัวเองเอาเลยแม้แต่น้อย การแย่งยื้อศพผู้เสียชีวิตออกมาจากโรงพยาบาลเพียงเพื่อเอามาใช้เป็น อาวุธทางการเมือง การประกาศท้าทายของแกนนำม็อบเสื้อแดงบางรายที่มองความพยายามปราบปรามของฝ่ายรัฐบาลและการต่อต้านของฝ่ายตัวเอง เป็นเสมือนหนึ่ง การเกไพ่ ระหว่างกันและกัน มันจึงทำให้การเคลื่อนไหวมวลชนของม็อบเสื้อแดงเต็มไปด้วยบรรยากาศออกไปในทางอำมหิต เหี้ยมเกรียมเอามากๆ แม้แต่ในหมู่พวกเสื้อแดงด้วยกันเอง จะมีผู้ออกมาเรียกร้องให้ตระหนักถึง คุณค่าของชีวิต หรือ คุณค่าของความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะชีวิตของราษฎรที่ถูกเรียกขานว่า ไพร่ ไปด้วยกันทั้งสิ้น...แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบรับใดๆ จากบรรดาแกนนำที่พร้อมจะเอาชีวิต เลือดเนื้อของมวลชนตัวเอง ไปแลกกับข้อเรียกร้องทางการเมืองเพียงเพื่อให้เกิด การยุบสภา เท่านั้น...
---------------------------------------------------
ภายใต้การนำมวลชนที่เป็นไปในแบบสุดขั้ว ไร้เหตุไร้ผล ไร้สติ แถมยังเหี้ยมโหด อำมหิต ไม่ได้สนใจชีวิตเลือดเนื้อของผู้คนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตัวเอง หรือฝ่ายตรงข้ามก็แล้วแต่ มันจึงทำให้การใช้เหตุใช้ผล ใช้สันติวิธี การเจรจา แทบเป็นไปไม่ได้เอาเลย แม้แต่การแยกแกนนำออกจากมวลชน...ก็ใช่ว่าจะเป็นไปได้ง่ายๆ เนื่องจากที่มา-ที่ไปของมวลชนเหล่านี้ ก็เป็นไปในลักษณะแปลกประหลาดกว่ามวลชนโดยทั่วๆ ไป มานับตั้งแต่จุดเริ่มต้นดังที่ได้กล่าวไปแล้ว...แต่ก็นั่นแหละ สิ่งเหล่านี้คงต้องถือเป็นเรื่องทาง เทคนิค ที่ผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการปกป้อง รักษากฎหมาย จะต้องหาทางแยกแยะกันเอาเอง และถ้าหากผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดันขาดประสิทธิภาพ ขาดความกล้าหาญในการตัดสินใจ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ตระหนักถึงปฏิกิริยาด้านตรงกันข้าม ที่ก่อให้เกิดการรวมตัวของผู้คนอันหลากหลายปรากฏตัวขึ้นมาในสังคมอย่างเห็นได้ชัดเจนแล้ว...มุมจบของสถานการณ์คราวนี้ มันคงหนีไม่พ้นไปจากกฎความเป็นไปของธรรมชาติ หรือไม่ต่างไปจากแรงเหวี่ยงของลูกตุ้มนาฬิกาที่จะสวิงกลับมาสู่ด้านตรงกันข้ามในอัตราความรุนแรงพอๆ กันนั่นเอง...
-------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก ไดโอนิซิอุส แห่ง ฮาลลิคาร์นาซซัส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก (อีกครั้ง)...ไม่มีสิ่งใดที่จะไร้ความสุขยิ่งไปกว่าสงครามกลางเมือง ด้วยเหตุที่ผู้ต้องถูกเพื่อนทำลาย และผู้ชนะก็จะต้องทำลายเพื่อนของเขาเอง...
------------------------------------------------








