เฮ้อ...กลุ้มใจ อยากจะปรึกษาท่าน "พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน" รอง ผบช.น.ซักหน่อยว่า ผมจะทำไงดีไม่ให้ตกเป็นผู้ต้องหาหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามนัยทัศนะของท่าน เพราะผมเรียกขานพระมหากษัตริย์ใน "ราชวงศ์พระร่วง" พระองค์หนึ่ง ตั้งแต่เรียน ป.๔ จนถึงทุกวันนี้ว่า "พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" แถมก่อนนอนทุกคืน สวดมนต์ไหว้พระจบ ผมก็จะกล่าวพระนาม "พ่อขุนรามคำแหง" ในใจ พร้อมกราบสระ-พยัญชนะไทยทุกตัว ระลึกรู้พระคุณในฐานะ "ครูบาอาจารย์" คนแรกและปัจจุบันของผม
แล้วจะมีใครไปแจ้งรองฯ อำนวยจับผมมั้ยเนี่ย?
จับในข้อหาหมิ่นพระมหากษัตริย์ โทษฐาน "กล่าวถึงพระองค์ด้วยคำว่า" พ่อขุนรามคำแหง "ถ้าจับ คงโกลาหลน่าดู เพราะต้องระดมจับคน และจุดธูปอัญเชิญวิญญาณมาให้จับ ไม่รู้กี่สิบ-กี่ร้อยล้านคนและวิญญาณ
ผมไม่เชื่อว่า ถ้าป็นคนไทย เรียนหนังสือไทย ไม่มีใครที่ไม่เคยเอ่ยพระนามพระมหากษัตริย์ไทยผู้ประดิษฐ์คิดค้นอักษรไทยพระองค์นี้ด้วยคำว่า "พ่อ" เฉยๆ ด้วยจิตสำนึกแห่งใจที่แนบสนิทในพระมหากรุณาธิคุณล้นฟ้าของพระองค์?
ท่านรองฯ อำนวยก็เถอะน่า เรียก "พ่อขุนรามคำแหง" เหมือนกันใช่มั้ยล่ะ คงไม่เรียกพระองค์ท่านด้วยคำว่า "เสด็จพ่อขุนรามคำแหง" เป็นแน่?
นี่ยังไม่มีใครไปสอบถามความเห็นในเรื่องนี้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงเขานะ ถ้าไปสอบถาม ท่านรองฯ อำนวยคงรีบปิดคดี "อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์" ทันที ด้วยการแทงสำนวนเป็นความเห็นเจ้าพนักงานว่า
"กล่าวหาเลอะเทอะ"!
ก็บรรดานักศึกษารามฯ ทุกคน ไม่เว้นกระทั่งนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ที่จบไปเป็นผู้พิพากษา อัยการ ทนาย และตำรวจแล้วมากมาย ผมก็ได้ยินเขาเรียกตัวเองว่า "ลูกพ่อขุน" กันทั้งนั้น!
แบบนี้ ถ้าใช้กฎหมายสไตล์ท่าน ไม่เจออาญา มาตรา ๑๑๒ กันอ่วมอรทัยไปรึนั่น...ท่านรองฯ เอ๊ย?
ท่าน พล.ต.ต.อำนวยทำให้เกิดประเด็นตรงนี้ขึ้นมาก็ดีแล้ว เพราะทำให้ผมและอีกหลายคนระลึกถึง "พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" และพระบิดาของพระองค์ท่าน "ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย" คนไทยทุกคนก็กล่าวขานพระนามว่า "พ่อขุนศรีอินทราทิตย์" ไม่มีใครนิยมเรียกว่า "พระเจ้าขุนศรีอินทราทิตย์" หรือ "เสด็จพ่อขุนศรีอินทราทิตย์" อีกเหมือนกัน
พูดถึง "พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" ยกเรื่องพระองค์ทรงเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นอักษรไทย จนเป็นสยามงามสง่า มีอักษรใช้ประจำชาติเอง อันประจักษ์อยู่กับใจทุกคนแล้ว ก็ยังเด่นชัดว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระคุณอเนกอนันต์ ทรงเป็นพระผู้สร้างในทุกด้าน ทั้งด้านการทหาร การปกครอง การต่างประเทศ ด้านการศาสนา ด้านการศึกษา ด้านประวัติศาสตร์ ด้านระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
ทั้งเขมร ทั้งมะละกา ทั้งหงสาวดี ทั้งหลวงพระบาง ทั้งเวียงจันทน์ ล้วนเป็นเมืองอยู่ภายใต้พระบารมียิ่งใหญ่ของพระองค์ทั้งสิ้น!
ขณะนี้-วันนี้ เรายังยโส ด้วยทึกทักในสิ่งที่ "เข้าไม่ถึง" ว่า "เข้าใจ" ถึงระดับยกตนเป็นผู้แตกฉานในประชาธิปไตย "ลอกกาก" กันขรมทั้งเมือง และนี่...ได้ยินว่า คนที่กำลังปฏิรูปกฎหมายรัฐธรรมนูญจะใช้ "แนวฝรั่งเศส" เป็นต้นแบบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ของไทย
เศษฝรั่งอย่างผมก็อยากจะร้องว่า อพิโถ...!
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ทรงวางรากฐาน "ประชาธิปไตยไทย" ด้วยการนำใช้แล้วให้เห็นผลเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับในสิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรม เรียกว่าประชาธิปไตยพ่อขุนรามฯ อมตะมาเกือบ ๑,๐๐๐ ปีแล้ว ถึงวันนี้ก็ยังมีการยกแบบอย่างมาเอ่ยอ้างถึงแนวทาง "ประชาธิไตยคุณธรรม-ประชาธิปไตยฉันพ่อ-ฉันลูก ให้ได้ยินกันบ่อยๆ
เช่น ใครมีปัญหาทุกข์ร้อน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็มา "สั่นกระดิ่ง" ที่หน้าประตูเมืองได้ทุกเวลา ให้ความเสมอภาคกับทุกคน ทุกหมู่เหล่า แล้วพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็จะเสด็จออกมารับฟังเรื่องราว ตัดสินคดีความ ยึดความถูกต้อง-ชอบธรรม ไม่มีการตัดสินแบบมุโขโลกะนะ คือเห็นแก่หน้ากันให้ปรากฏ
นี่คือ "ต้นแบบประชาธิปไตย" โดยคนไทย เพื่อคนไทย ของคนไทยแท้ๆ แต่บรรดาจอมปราชญ์-มหาดอกเตอร์ทั้งหลายยุคนี้ มองข้ามหัวไปซบวันทาอยู่ที่ปลายเท้าฝรั่งมังค่า ซึ่งกิน-ดื่ม-พูด-คิด-ทำ ตรงข้ามกับ "การคิด-การทำ" และวัฒนธรรมของไทยชนิด เอาหัวไปไว้ที่ตีน เอาตีนมาให้ที่หัว!
ใครที่ไปเที่ยวสุโขทัย หาโอกาสแวะไปกราบไหว้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณยิ่งใหญ่ของพ่อขุนรามฯ กันด้วยนะครับ ผมเคยไปสุโขทัยครั้งเดียว แต่ไปก็เหมือนไม่ได้ไป เพราะถึงเช้า ก็บึ่งขึ้นศาลเข้าคอกจำเลย เสร็จก็ตาลี-ตาลาน กินก๋วยเตี๋ยวแล้วก็นั่งรถหลับ กลับมาทำงานตอนใกล้ค่ำ
ไม่มีโอกาสสัมผัสสุโขทัย นอกจากกลิ่นอายศาล!
แต่ไม่เป็นไร เพื่อให้ศึกษาเป็นความเข้าใจเบื้องต้นกันไว้ ผมจะคัดลอกความเป็นมาของ "พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" ที่สุโขทัย มาให้อ่านเป็นการรองท้องไปก่อน ดังนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระบรมรูป ณ มณฑลพิธี กองหัตถศิลป กรมศิลปากร วันจันทร์ที่ ๗ ธันวาคม ปีพระพุทธศักราช ๒๕๑๓ เวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา
เมื่อกรมศิลปากรได้ปั้นหล่อพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และภาพจำหลักนูนแสดงเหตุการณ์เรียบร้อยแล้ว จังหวัดสุโขทัยได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมรูปจากกองหัตถศิลป กรมศิลปากร ไปยังปะรำประดิษฐานพระบรมรูปชั่วคราว เนินปราสาท เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ปีพระพุทธศักราช ๒๕๑๘ และได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมรูปจากเนินปราสาท ไปประดิษฐานยังแท่นฐานปัจจุบัน เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ปีพระพุทธศักราช ๒๕๑๙
ด้วยพระเกียรติคุณ พระราชกรณียกิจที่ทรงสร้างไว้แก่ประเทศชาตินานัปการ มุ่งประโยชน์สุขของราษฎรเป็นสำคัญ การรวมประเทศ การแผ่ขยายอาณาเขต การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และการประดิษฐ์คิดค้นอักษรไทย อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของชาติ ประชาชนชาวไทยจึงร่วมใจกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ ประดิษฐานไว้ ณ เมืองกรุงเก่าสุโขทัย เพื่อเป็นที่เคารพสักการะ และเป็นการเฉลิมพระเกียรติคุณให้ยั่งยืนสืบไปชั่วกาลนาน
คำจารึกพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ณ จังหวัดสุโขทัย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระโอรสในพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพระนางเสือง
ทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด เมื่อพระชนมมายุ ๑๙ ชันษา เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สามแห่งกรุงสุโขทัย เมื่อพุทธศักราช ๑๘๒๒
ทรงประดิษฐ์อักษรไทย เมื่อพุทธศักราช ๑๘๒๖
โปรดเกล้าฯ ให้สลักศิลาจารึกลงเหตุการณ์ เมื่อพุทธศักราช ๑๘๓๕
ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ชองชาติสืบมา
ทรงกระทำสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้าน
พระราชทานพระราชกำหนดกฎหมายและทรงบำรุงการพระศาสนาให้รุ่งเรือง บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขตลอดรัชสมัยของพระองค์
สวรรคตเมื่อพุทธศักราช ๑๘๔๒
ประชาชนชาวไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
จึงพร้อมใจกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์นี้ไว้เพื่อประกาศเกียรติคุณชั่วนิรันดร์
ครับ...แล้วท่าน พล.ต.ต.อำนวยล่ะ เคยไปสุโขทัยบ้างหรือยัง น่าจะไปดู ไปศึกษาให้ถึงต้นที่-ต้นรากนะครับ เพราะท่านยังหนุ่มยังแน่น มีเวลาอยู่ในราชการอีกตั้ง ๕ ปี อย่างน้อย ตำแหน่ง "ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล" หรือผู้บัญชาการภาคก็น่าจะมีโอกาส เพราะท่านจบทั้งรัฐประศาสนศาสตร์ และทั้งนิติศาสตร์ ระดับเกียรตินิยมอันดับ ๑ เรียกว่าครบเครื่องทั้งบู๊-ทั้งบุ๋น
แต่มือกฎหมายระดับเกียรตินิยม ใช้กฎหมายด้วยจิตวินิจฉัยอย่างที่ใช้ในกรณี "อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์" อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในหน้าที่การงานก็ได้นะครับ
ก็ดูซี ขนาดที่พระบรมราชานุสาวรีย์เขายังใช้คำว่า "พ่อ" กับ "พระเจ้ารามคำแหงมหาราช" โดยนัยจิตแห่งราษฎร์ผู้ปลดเปลื้องแล้วซึ่งความข้องใดๆ ในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งใหญ่แห่งองค์พระมหากษัตริยราชเจ้า คำว่า "พ่อ" จากปากพสกนั้นคือ "ใจ" ดวงเดิมแท้ ที่ถอดถวายไว้ ณ ใต้เบื้องบาทแห่งองค์พระผู้ทรงเป็น "พ่อแห่งแผ่นดิน"
เราสุขกันแล้ว เราสบายกันแล้ว มีพ่อ-มีแม่ ร่ำรวยคอยเลี้ยงกันแล้ว หัวมีหลังคาคุ้มกันแล้ว ท้องก็อิ่มกันแล้ว ก็เลยคิดด้วยโอหังปนเขลาว่า "จำเป็นไฉน?" และเราได้อะไรจากการมีและรักษาไว้ซึ่งสถาบัน "พระเจ้าแผ่นดิน" อย่างนั้นใช่ไหม การกัดกร่อนสถาบันแผ่นดินในรูปแบบต่างๆ จึงถูกนำมาใช้
โดยเฉพาะ การทำให้ประชาชน เกลียดชัง-เบื่อหน่าย มองไม่เห็นคุณที่จะได้ แต่ในส่วนโทษ "ยัดเยียดให้" ทันที-ทันใด อ้างว่าพิทักษ์ แต่แท้จริง มันคือการผลักไส ทำให้ใจประชาชนห่างออกไปจาก "น้ำพระทัยพ่อ" อย่างแยบยล
หาโอกาสฟังพวก "สวามิภักดิ์ทักษิณ" เขาคุยกันบ้าง แล้วจะรู้ว่า เขาคิดอะไร-ต้องการอะไร และประเมินอนาคตผ่านปัจจุบันด้วยทัศนคติและมุมมองแบบไหน เดี๋ยวนี้เขาหมดความเกรงใจ ไม่คุยในที่ลับกันแล้ว ก็ฟังเอาไว้ บางอย่าง-ฟังเพื่อแก้ไข บางอย่าง-ฟังเพื่อปรับกลไก ควรเข้าใจ
ผู้ชี้โทษ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์.









