Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

จีดีพีครึ่งปี 10% "ของจริง" หรือ "ตีปี๊บ"


    แม้ช่วงไตรมาส 2 สภาพเศรษฐกิจไทยจะงอมพระรามจากปัญหาการเมือง กรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ คนเสื้อแดง ชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค. และเลิกราไปด้วยการ "เผาเมือง"
     แต่เศรษฐกิจไทยยังส่งสัญญาณ "ฟื้นตัว" อย่างเห็นได้ชัด
     หน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่างออกมาปรับประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2553 อีกรอบ โดยเฉพาะ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ปรับจากเป้าเดิม 4.3-5.8% เป็น 6.5-7.5% โดยเหตุผลหนึ่งคือ ผลกระทบจากเสื้อแดงเผาเมืองอยู่ในวง "จำกัด" และเศรษฐกิจ "ฟื้นเร็ว" กว่าที่คาด
     ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังหมายมั่นปั้นมือ อยากเห็นเศรษฐกิจไทยปี 2553 โตในอัตรา 6-7% ส่วน
     แต่ "ตัวเลขจริง" วันที่ 23 ส.ค.นี่แหละ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กำหนดแถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ไตรมาส 2 จากก่อนหน้านี้จีดีพีไตรมาส 1 ขยายตัวสูงถึง 12%
     ทั้งนี้ การแถลงครั้งก่อน สศช.ประเมิน โดยคงประมาณการอัตราการขยายตัวของจีดีพีไว้ที่ 3.5-4.5% ต่อปี เท่ากับการประมาณการครั้งก่อนหน้า ซึ่ง สศช.ให้เหตุผลว่า ความจริงแล้วหากประเทศไทยไม่ประสบปัญหาเรื่องการชุมนุมและการก่อการร้ายในช่วงเดือน  เม.ย.-พ.ค.  เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้ถึง 6-7% ต่อปี
     เนื่องจากจีดีพีไตรมาส 1 ปี 2553 ขยายตัวได้สูงถึง 12% ต่อปี สูงสุดในรอบ 15 ปี
     ขณะที่การคาดการณ์ของหลายฝ่าย คาดว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 น่าจะเติบโตอยู่ที่ 8% ส่งผลให้ครึ่งปีแรกขยายตัวที่ 10%
     ล่าสุด นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ออกมาคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 น่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 7% ซึ่งหากเทียบไตรมาส 1 เศรษฐกิจจะลดลงไม่เกิน 3.5% ซึ่งจะทำให้ครึ่งปีแรกเติบโตได้ราว 10% และทั้งปีอยู่ที่ 7-8%
    ขณะที่ ธปท.ได้ปรับคาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจประจำปี 2553 จากเดิม 4.3-5.8% ต่อปี เป็น 6.5-7.5% ต่อปี
     โดย นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.ให้สัมภาษณ์ว่า เศรษฐกิจไทยช่วงต้นครึ่งปีหลังยังไปได้ดี แม้ว่าจะชะลอลงจากครึ่งปีแรกบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่คาดไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้วจากการชะลอการกระตุ้นนโยบายทางด้านการคลัง ดังนั้น ขณะนี้จึงยังไม่มีเหตุที่จะทำให้ต้องมีการประเมินการเปลี่ยนแปลงใหม่
     "เศรษฐกิจขณะนี้ไม่ร้อนแรง ถ้าจะใช้คำว่าร้อนแรงก็เกินไป แต่เป็นสิ่งที่ ธปท.ระมัดระวังอยู่ อัตราเงินเฟ้อเป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน สิ่งที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาในการประชุมครั้งก่อน คือ การทำนโยบายการเงินให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยขณะนี้แม้ว่าไม่เห็นปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ แต่ในปี 2554 เงินเฟ้อพื้นฐานอาจจะหลุดกรอบเป้าหมายของ ธปท. ดังนั้นก็ต้องเร่งกลับเข้าสู่นโยบายการเงินปกติ ส่วนการประชุมสัปดาห์หน้าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ขึ้นกับ กนง.พิจารณา" ผู้ว่าการ ธปท.ระบุ
     นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ต่อเนื่อง  แต่ยังมีบางประเด็นที่ ธปท.ค่อนข้างเป็นห่วง คือ  การลงทุนในระยะยาว เพราะจากการสอบถามนักลงทุนต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา ทั้งจากสมาคมหอการค้าต่างประเทศ และชมรมนักธุรกิจต่างประเทศ พบว่านักลงทุนเหล่านี้ยังเป็นห่วงในเรื่องการเมือง โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองระยะยาว ทำให้การลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการคืนทุนต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบ
     อย่างไรก็ตาม หากเป็นการลงทุนระยะสั้น หรือการลงทุนที่มีแผนการลงทุนในก่อนหน้านี้แล้ว จากการสำรวจพบว่า ยังไม่มีประเด็นปัญหาอะไร นอกจากนี้การลงทุนในกลุ่มของอุตสาหกรรมที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก ก็ยังคงไปได้ โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งยานยนต์
     "ธปท.ได้แต่ส่งสัญญาณเตือนและคอยติดตามดูสถานการณ์ ซึ่งการจะดึงนักลงทุนต่างชาติให้กลับเข้ามาได้ สิ่งสำคัญสุดคือ การเมืองต้องนิ่ง และนโยบายต้องชัด ทั้งนโยบายการเมืองและนโยบายทางเศรษฐกิจ หากทุกอย่างมองกันในระยะสั้นหมด ก็อาจเป็นปัญหาได้ เนื่องจากการลงทุนต้องใช้เวลาที่ยาว" นายสุชาติกล่าว
     นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง บอกว่า สศค.ประเมินว่าจีดีพีไตรมาส  2 จะขยายตัวอยู่ในช่วง 7.5-8.5% ต่อปี หรือเฉลี่ย 8% ต่อปี
     "ครึ่งปีหลังค่อนข้างเป็นห่วงว่าแนวโน้มเศรษฐกิจน่าจะชะลอ อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจโลก แต่คงไม่ถึงขนาดฟุบหนัก เพียงแต่ไม่ขยายตัวสูงเหมือนครึ่งปีแรก" นายเอกนิติกล่าว
     สัญญาณหลักๆ ก็คือ เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่ผลของมาตรการกระตุ้นด้วยการลดภาษีในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่หมดแล้ว ขณะที่อัตราการว่างงานสูงถึง 9.5% ซึ่งคงส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้การบริโภคขยายตัวต่ำ เช่นเดียวกับยุโรปที่มีปัญหาหนี้สาธารณะ รวมถึงเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจก็หมด นโยบายการคลังก็ขาดดุลไม่ได้เพราะหนี้สูง ส่วนอัตราการว่างงานก็อยู่ระดับสูง
     อย่างไรก็ดี สศค.จะรอให้ สศช.ประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ก่อน จึงจะปรับโมเดลอีกครั้ง และ สศค.จะแถลงปรับประมาณการอีกครั้งในเดือน ก.ย.นี้
     ด้าน ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้มีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยใหม่ โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2553 จะขยายตัว 6.9% ซึ่งมีโอกาสเกิดมากสุด 70%
     ภายใต้การส่งออกขยายตัว 23.9% มูลค่า 1.84 แสนล้านเหรียญสหรัฐ การนำเข้า 31.5% มูลค่า 1.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เกินดุลการค้า 1.18 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 4.0% ของจีดีพี และมีรายได้จากการท่องเที่ยวมูลค่า 5.39 แสนล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 14.6 ล้านคน อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.5% อัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบาย 1.75-2% อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และระดับราคาน้ำมัน 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ภาคการเกษตรกรรมขยายตัวประมาณ 2.1% ภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะขยายตัว 11.5% ด้านการบริโภคคาดว่าจะขยายตัว 3.8% ด้านการลงทุนคาดว่าจะขยายตัว 5.7%
     "เศรษฐกิจปี 2553 ยังมีโอกาสจะขยายตัวได้ในระดับ 7.5% ได้เช่นกัน ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้น 30% แต่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัย ภาคการส่งออกขยายตัว 26% นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวปกติ 4.5 ล้านคนต่อเดือน และรัฐบาลสามารถเบิกจ่ายเงินภายใต้งบไทยเข้มแข็ง โดยมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ  1-1.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้การเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ขยายตัวได้ถึง  4.5%" นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์ฯ ระบุ
     อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยมีการประเมินว่าปีหน้าค่าเงินบาทไทยจะแข็งค่าขึ้นมาถึง 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากเม็ดเงินลงทุนทางตรงที่ไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น หลังจากที่ปัญหาในโครงการมาบตาพุดถูกแก้ไข
     โดยค่าเงินบาทแข็ง จะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาคการค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 2554 ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัว 4-5% เพราะคาดว่าการส่งออกจะขยายตัว 8-13% โดยเศรษฐกิจโลกคาดว่าขยายตัว 3.5-4% ราคาน้ำมัน 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
     เช่นเดียวกับภาคเอกชนยังอดเป็นห่วงต่อสถานการณ์ข้างหน้าไม่ได้
     นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะมีปัจจัยเสี่ยงทั้งจากภายนอกและภายใน
     โดยปัจจัยเสี่ยงภายนอก แม้ว่าภาพรวมจะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็มีการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่นเริ่มชะลอตัวลงมาก ซึ่งต้องคอยดูว่าจะมีการเติบโตมากน้อยแค่ไหน และการที่หลายๆ ประเทศทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ก่อนหน้านี้เคยใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินในสหรัฐ รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง
     ส่วนปัจจัยภายในประเทศที่สำคัญ คือ เรื่องของเสถียรภาพของรัฐบาล ความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งภาคเอกชนมองว่า เรื่องของความเชื่อมั่นการลงทุนและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ
     "มองว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังดูแข็งแกร่ง ในเรื่องของความเชื่อมั่นก็ยังถือว่าดีอยู่ เห็นได้จากยอดส่งออกที่คาดการณ์ว่าจะโตสูงถึง 20% และเชื่อว่าถ้าไม่มีปัจจัยลบเข้ามา รวมทั้งมีปัจจัยบวกในเรื่องของความชัดเจนการแก้ไขปัญหามาบตาพุด ก็น่าจะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโตที่ 6% ได้" นายพยุงศักดิ์กล่าว
     อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการลงทุนของภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีนี้คงจะไม่หวือหวา เพราะบรรยากาศในการลงทุนปีนี้ไม่เอื้อต่อการลงทุน  ทั้งในเรื่องของปัญหาการเมือง มาบตาพุด  และการต่อต้านการลงทุนขนาดใหญ่ของกลุ่มประชาชนในหลายพื้นที่



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์