ดูๆ แล้ว...มันก็น่าลำบากใจอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ ท่านว่าเอาไว้ในพาดหัว ไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั่นแหละ สำหรับกรณีนาย วิคเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซีย ในเมื่อฝ่ายตุลาการท่านวินิจฉัยชี้ขาดออกมาเช่นนี้ ฝ่ายบริหารก็คงต้องรับหน้าเสื่อไปเต็มๆ ต่อการแสดงความไม่พอใจ ออกอาการฟาดงวงฟาดงาของมหาอำนาจหมีขาวอย่างรัสเซีย...
-------------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม...โดยหลักการแล้วถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ที่ยังไงๆ ฝ่ายไทยคงต้องยืนยันหัวเด็ดตีนขาดกันต่อไปว่า การกลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ไทยให้ส่งตัวพ่อค้าอาวุธชาวรัสเซียรายนี้ไปอเมริกานั้น ไม่ได้มีอะไรมากดดัน แทรกแซง โดยเด็ดขาด ส่วนใครก็ตามฟังแล้วจะเชื่อตามนั้นหรือไม่? คงต้องไปคิดกันเอาเอง!!! แม้จะเป็นเพียงประเทศเล็กๆ แต่อย่างน้อยประเทศไทยก็ยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศ มาตรฐานกระบวนการยุติธรรมของไทยกับของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างรัสเซีย จะผิดแผกแตกต่างกันมากน้อยขนาดไหน อันที่จริงถ้าหากจะเอาคดีต่างๆ มาไล่เรียงกันแบบคดีต่อคดี...มันก็คงพอๆ กันนั่นแหละ ไม่ได้มีใครสูงส่ง บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไปกว่าใครกันสักเท่าไหร่นัก...
--------------------------------------------------
แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว...ก็คงพอจะเป็นที่เข้าใจได้ว่าเหตุใดที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย นาย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ ท่านถึงได้ออกมาฟาดงวงฟาดงาเอากับประเทศไทยแบบจังๆ เช่นนี้ เพราะถ้าหากติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของประเทศมหาอำนาจแต่ละรายในช่วงหลังๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า...บรรยากาศของการเอาชนะคะคาน ชิงไหว ชิงพริบ ระหว่างบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย สหรัฐอเมริกา หรือแม้กระทั่งพี่เบิ้มจีนของเรา มันช่างเป็นอะไรที่คล้ายๆ กับการย้อนยุคกลับไปสู่ ยุคสงครามเย็น กันหนักขึ้นๆ ทุกที โดยเฉพาะการอาศัย สายลับ เป็นเครื่องมือในการล้วงตับระหว่างกันและกัน ชนิดตับแลบ ตับทรุด ไปเป็นชิ้นๆ...
------------------------------------------------------
สำหรับนาย วิคเตอร์ บูท หรือ วิคเตอร์ บัต หรือ วิคเตอร์ บูลาคิน หรือ วาดิม มาโควิช อมินอฟ ก็แล้วแต่จะเรียก ก็คงพอจะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า โดยประวัติกำพืดของแก ก็คืออดีตสายลับเคจีบีตัวฉกาจนั่นแหละ ไม่ต่างอะไรไปจากท่านนายกรัฐมนตรี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียนั่นเอง เพียงแต่ในยุคที่สหภาพโซเวียตจำต้องถึงกาลล่มสลาย สายลับเคจีบีในแต่ละรายก็จำเป็นจะต้องแยกย้ายกันไปตามทางใคร-ทางมัน บ้างก็ไปเป็นมาเฟีย เป็นพ่อค้าอาวุธ หรือกระทั่งเป็นประธานาธิบดี ก็แล้วแต่ดวงใคร-ดวงมัน แต่เมื่อรัสเซียชักจะเริ่มตั้งหลัก ไม่ว่าจะด้วยรายได้จากน้ำมัน หรือด้วยฝีมือของอดีตเคจีบีอย่าง ปูตินก็แล้วแต่ การเรียกใช้บริการสายลับยุคเก่า ยุคใหม่ ก็จึงต้องกลายเป็น ความจำเป็น ขึ้นมาอีกครั้ง...
------------------------------------------------
ยิ่งในช่วงหลังๆ ที่สัมพันธภาพระหว่างรัสเซียกับอเมริกันตึงเครียดหนักขึ้นๆ อันเนื่องมาจากความพยายามปิดล้อม แทรกแซงของอเมริกา ไม่ว่าในเอเชียกลาง ยุโรปตะวันออก หรือกระทั่งในดินแดนที่เคยเป็นอดีตสหภาพโซเวียตเดิม ด้วยความต้องการที่จะเป็นพี่เบิ้มรายเดียวของโลกเท่านั้น สงครามสายลับ ระหว่างอเมริกัน-รัสเซีย จึงค่อยๆ หวนกลับมาไม่ต่างไปจากการขุดซากฟอสซิลไดโนเสาร์ขึ้นมาหาดีเอ็นเอกันใหม่ อย่างเมื่อช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้นี่เอง การบุกรวบตัวสายลับรัสเซีย 11 รายในรัฐนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์เวอร์จิเนีย ฯลฯ ได้แบบครบชุด และไปจบลงตรงที่ต่างฝ่ายต่างต้องจัดให้มีการแลกตัวสายลับระหว่างกันและกัน สายลับอเมริกันที่ถูกจับในรัสเซีย 4 คน แลกกับสายลับรัสเซียที่ถูกจับในอเมริกา 10 คน ถึงจะพอแฮปปี้เอนดิ้งกันได้บ้าง...
-------------------------------------------
แต่งานนั้นดูเหมือนว่าสายลับรัสเซียจะดังกว่า...โดยเฉพาะคุณน้อง แอนนา แชปแมน สายลับรุ่นใหม่อายุเพียงแค่ 28 ปี ลูกสาวของอดีตนักการทูตรัสเซีย ที่แม้นจะถูกส่งตัวกลับไปรัสเซียแล้วก็ตาม นอกจากนายกรัฐมนตรี ปูติน ท่านจะให้เกียรติมาร่วมร้องเพลงปลุกใจ อีกทั้งยังให้สัญญาว่าจะดูแลชีวิตของสายลับทุกคนอย่างดีไปตลอดชั่วชีวิต ยังมีหนังสือโป๊อเมริกา อย่างนิตยสาร เพลย์บอย ตามไปขอร้องให้ถ่ายนู้ดลงปก ตลอดไปจนบริษัทหนังโป๊หลายบริษัทให้ความสนใจ คิดจะคว้าเอาสายลับรัสเซียไปเป็นดาราหนังโป๊กันชนิดหัวกระไดเครมลิมแทบไม่แห้ง...
-------------------------------------------
ซึ่งอาจต่างไปจากสายลับอย่างนาย วิคเตอร์ บูท อยู่บ้าง ตรงที่นอกจากจะไม่มีใครคิดคว้าตัวไปเล่นหนังโป๊แล้ว โดยประวัติชีวิต บทบาทในอดีตจนถึงปัจจุบันของอดีตเคจีบีรายนี้ น่าจะออกไปทางหนังสยองขวัญสั่นประสาทซะมากกว่า และก็ไม่ใช่เพียงแค่การทำมาหากินด้วยการนำอาวุธไปให้ผู้คนฆ่าฟันล้างผลาญกันเอง ไม่ว่าในแองโกลา คองโก ไลบีเรีย รวันดา เซียร์ราลีโอน ซูดาน หรือพวกกบฏ FARC ในโคลัมเบีย ฯลฯ เท่านั้น แม้แต่ในประเทศเล็กๆ ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม เป็นสไมล์ลิ่งแลนด์อย่างไทยแลนด์แดนสยามบ้านเราก็ตาม เรื่องราวของเครื่องบินลำเลียงอาวุธสัญชาติจอร์เจีย ทำในรัสเซีย ที่ขนอาวุธหนักถึง 35 ตัน จากเกาหลีเหนือแวะเข้ามาจอดเติมน้ำมันที่ดอนเมือง ก่อนที่จะบินไปศรีลังกา ในช่วงเดือนมิถุนายน ปี2553 ที่เพิ่งผ่านไปนี้ หรือช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดรายการเผาบ้าน-เผาเมือง ปล้นบ้าน-ปล้นเมือง อีกไม่กี่วันเท่านั้น บริษัทที่เป็นเจ้าของเครื่องบินที่ชื่อว่าบริษัท เบอิบาร์ส (Beibars) นั้น...ว่ากันว่า ก็อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนาย วิคเตอร์ บูท รายนี้นี่เอง...
-----------------------------------------------
ส่วนจะมีคนศรีลังการายไหนที่จะติดต่อซื้อ-ขายอาวุธกับกลุ่มผู้ค้าอาวุธรายนี้ หรือจะมี คนไทย รายไหนที่คอยอำนวยความสะดวกในการให้จุดพักแวะจอดเติมน้ำมันที่สนามบินดอนเมือง เราคงอย่าต้องไปเสียเวลาฟื้นฝอยหาตะเข็บกันให้เมื่อย เอาเป็นว่า...ถ้าหากรัสเซียไม่รู้จักดูแล สายลับ ของตัวเองให้ดี ปล่อยให้ไปหาลำไพ่ หรือไปแสวงหาผลประโยชน์กับปัจเจกบุคคล กับกลุ่มก้อนขบวนการใดๆ โดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานความถูกต้อง เป็นธรรม ของแต่ละประเทศ หรือระหว่างประเทศ ให้ละเอียด รอบคอบ ชัดเจนแล้วล่ะก็...จู่ๆ จะลุกขึ้นมากล่าวหา กล่าวโทษ มาตรฐานกระบวนการยุติธรรมของประเทศหนึ่งประเทศใดกันดื้อๆ มันคงจะ ไม่ถูกเรื่อง กันซักเท่าไหร่นัก...
--------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก อัลเฟริ... ในที่ซึ่งมีกฎหมาย บุคคลที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ก็ไม่จำเป็นจะต้องสะทกสะท้าน...
---------------------------------------------------








