ช่วงนี้ไทยเราจะตกเป็นคู่กรณีกับ "ต่างประเทศ" ไปจนถึงประมาณวันที่ ๔-๖ กันยาโน่นแหละ ที่วุ่นในทางร้ายจึงจะกลับมาในทางดี ตอนนี้เข้าตามตำรา "ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก" ก็ดูซี...ชายแดนไทย-เขมร-พม่า มีปัญหากันยังไม่จบ แล้วนี่...ข้ามรุ่น-ข้ามโลก ไปกระแทกไหล่กับ "สหรัฐ-รัสเซีย" โน่นเลย!
ถือซะว่า "เป็นไปตามดวง" ก็แล้วกันครับ ไม่ต้องคิด-ไม่ต้องเครียดให้โรคกระษัยถามหา พระอาทิตย์ขึ้น-ก็สว่าง พระอาทิตย์ตกดิน-ก็มืด มืดแล้วก็สว่าง สว่างแล้วก็มืด นี่คือวัฏฏะ ตราบใดที่กระบวนการแห่งวัฏฏะยังเคลื่อนไหวปกติ ตราบนั้นก็ไม่มีอะไรร้ายยันเต และดีตลอดไป
หากแต่มันหมุนกลับ-สลับเปลี่ยน เวียนกันไป-เวียนกันมา เพราะอย่างนี้จึงเรียกว่าวัฏฏะ คือการ "วนรอบ" ไงล่ะ!
ท่านก็คงทราบกันแล้ว กรณี "ศาลอุทธรณ์" กลับคำตัดสินศาลชั้นต้น ให้ส่งตัวนายวิคเตอร์ อนาโตล เจวิช บูท หรือ "นายวิคเตอร์ บูท" พ่อค้าอาวุธสงครามรายใหญ่ชาวรัสเซียกลับไปดำเนินคดีที่สหรัฐ ในฐานะ "ผู้ร้ายข้ามแดน" ภายใน ๓๐ วัน เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหา ๕๓ ที่ผ่านมา
ดังสะท้านโลกไปเลย พลันที่มีคำตัดสิน ประเทศไทยก็เหมือนตกอยู่ท่ามกลางเขาควายยักษ์ "สหรัฐ-รัสเซีย" ทันที เพราะผลจากคำตัดสินนี้ ทำให้เกิด "ฝ่ายได้-ฝ่ายเสีย" อย่างช่วยไม่ได้ คือฝ่ายสหรัฐบอกว่าพอใจ แต่ฝ่ายรัสเซียบอกว่าไม่พอใจ!
สหรัฐน่ะพอใจแน่ เพราะเขาตามล่ามานาน และการที่นายวิคเตอร์ บูท มาถูกจับในไทย ก็จากการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานของไทยกับสหรัฐ เมื่อต้องถูกส่งตัวกลับไปดำเนินคดีตามที่สหรัฐร้องขอด้วยข้อหา ๔ ข้อ
๑.สมรู้ร่วมคิดในการฆ่าผู้อื่น ๒.สมรู้ร่วมคิดในการฆ่าเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐ ๓.สมรู้ร่วมคิดในการจัดหาและใช้อาวุธสงครามต่อต้านอากาศยาน และ ๔.สมรู้ร่วมคิดในการสนับสนุนอย่างมีสาระสำคัญให้กับองค์การก่อการร้ายต่างประเทศ ซึ่งละเมิดกฎหมายสหรัฐ
หนักหนาสาหัสปานนี้ บวกกับการแสดงออกซึ่งความปรารถนาแรงกล้าที่จะได้ตัวนายวิคเตอร์ บูท กลับไปดำเนินคดีที่สหรัฐ มาต่อเนื่องจากปีที่แล้ว บรรดาสื่อทั้งไทย-ทั้งเทศจึงตั้งข้อสังเกตจากคำตัดสินศาลอุทธรณ์ครั้งนี้กันว่า
"สหรัฐบีบไทยหน้าเขียว"!
เมื่อสิ้นสุดคำตัดสินศาลอุทธรณ์ คดีนี้ถือว่าสิ้นสุด ระหว่างนี้ฝ่ายอัยการไทยซึ่งเป็นโจทก์ก็จะดำเนินตามขั้นตอน และประสานกับทางสหรัฐให้มารับตัวไปภายใน ๓๐ วันตามคำสั่งศาล ถ้าพ้น ๓๐ วัน สหรัฐยังไม่ติดต่อมารับ นายวิคเตอร์ บูท จะถูกปล่อยตัวพ้นข้อหาทันที
แต่คงไม่เกิดขึ้นแน่ ป่านนี้เติมน้ำมันเครื่องบินเตรียมมารับเหมือนอย่างที่เคยมารับนายฮัมบาลี ที่รัฐบาลทักษิณจับแล้วส่งกลับไปให้แล้ว เพราะเห็นทางรัฐบาลสหรัฐระริก-ระรี้เหลือเกิน ขนาดนายจอห์น เบรนเนน ผู้ช่วยประธานาธิบดีสหรัฐฝ่ายกิจการต่อต้านการก่อการร้าย ละล่ำละลักขอบคุณศาลอุทธรณ์ไทย และออกปาก
"พอใจเป็นอย่างยิ่งกับความร่วมมือที่ได้รับจากไทย"!
ครับ...ในขณะที่ท่านทูต "ดอน ปรมัตถ์วินัย" เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.หน้าบาน-มือบวม จากการเขย่าแสดงความขอบคุณอยู่ที่สหรัฐ
แต่ที่มอสโก ท่านทูต "เฉลิมพล ทันจิตต์" เอกอัครราชทูตไทยประจำรัสเซีย คงต้องหน้าตูม จากที่ต้องรับคำเชิญจากรัสเซียให้ไปรับคำ "แสดงความผิดหวัง" ที่ศาลไทยตัดสินส่งตัวคนของเขาให้สหรัฐ
อืมมม...ท่านคงเห็นกันแล้วนะครับ การดำรงตนเป็นกลาง และตัดสินอรรถคดีให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมายบัญญัติ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้การกดดัน และไม่ให้ใครมามีอำนาจเหนือศาลนั้น...ไม่ยาก
แต่เมื่อตัดสินแล้ว จะให้ทุกคน-ทุกฝ่ายพอใจนั้น...ยาก!
อย่างกรณีนี้ ตอนศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของอัยการโจทก์ เมื่อ ๑๑ ส.ค. ๕๒ ทางรัสเซียก็พอใจ แต่ทางสหรัฐไม่พอใจ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้น ก็กลับตรงกันข้าม รัสเซียจากที่พอใจ กลายเป็นผิดหวัง สหรัฐจากที่ไม่พอใจ กลายเป็น "พอใจเป็นอย่างยิ่ง"
แล้วอะไรล่ะคือ "ความเป็นกลาง"?
"ความเป็นกลาง" มีอยู่ทุกที่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะจับอยู่ตรงไหน-ส่วนไหน จับตรงส่วนที่คุณถนัดมือและพอใจได้เปรียบ ก็บอกว่าเป็นกลาง ส่วนคนที่จับอยู่ในส่วนที่ไม่ถนัดมือ ก็ต้องบอกว่าไม่เป็นกลาง
สรุปแล้ว "ความเป็นกลาง" ของมนุษย์ปุถุชนก็อยู่ที่ อะไรที่ตัวเองพอใจ-ได้ประโยชน์ นั่นแหละเป็นกลาง!
แต่ในกรณีนี้ ไทยเป็น "ตัวกลาง" ครับ คนละประเด็นกับ "ความเป็นกลาง" การเป็น "ตัวกลาง" นี่ไม่ค่อยดีเลย เจ็บทั้งขึ้น-ทั้งล่อง อย่างเก่งก็แค่เสมอตัว
เพราะทางกลางมันก็คือ "ทางผ่าน" ให้คนอื่นเขาย่ำไปสู่เป้าหมายเท่านั้น คนที่ได้ มันก็ย่ำเราผ่านไป คนที่ไม่ได้ มันก็ย่ำเราอีกนั่นแหละ แถมย่ำด้วย-กระทืบด้วย เพราะโกรธ!
เอาเถอะ..อย่าไปคิดอะไรมาก เราก็อยู่ของเราแท้ๆ แต่ทั้งนายวิคเตอร์ บูท ทั้งสหรัฐ ทั้งรัสเซีย เป็นฝ่ายเอา "เหา" มาใส่หัวให้เรา เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ลงท้ายกลับต้องเอากระดูกมาแขวนคอตัวเอง ไม่เรียกว่า "เป็นไปตามดวง" แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ จริงมั้ย?
แต่ผมให้ข้อสังเกตไว้สนุกๆ เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ "วิถีบูรพา" ตะวันตกจะมืด ตะวันออกจะสว่าง สหรัฐปรับเปลี่ยนนโยบาย จากที่ละทิ้งตะวันออกมานาน ก็หันกลับมาแผ่อิทธิพลอีกครั้ง
สหรัฐยังเป็นมือ ๑ ของโลก รัสเซียหมดสภาพที่จะทาบเป็นตัวประกบ ญี่ปุ่นจากยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอันดับ ๒ ของโลกรองจากสหรัฐ แต่วันนี้จีนขึ้นมายืนทอดเงาค้ำหัวสหรัฐในฐานะทั้งมหาอำนาจคานสหรัฐ และมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ ๒ แทนญี่ปุ่น
รอแซง "สหรัฐ" ขึ้นแท่น มหาอำนาจทั้งการทหาร และการเศรษฐกิจ สู่ศตวรรษใหม่แห่งยุค "วิถีบูรพา"!
แต่โอบามาเห็นจะไม่ยอม กำลังกลับมาเน้นนโยบาย "ขยายอิทธิพล" คืนสู่เอเชีย หลังจากที่ปล่อยให้จีนขยายอิทธิพล-บารมีครอบคลุมตะวันออกจนเหลือพื้นที่ให้ยืนน้อยลงทุกที กระทั่งฐานทัพในเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น-สิงคโปร์ ก็เริ่มมีปัญหา
อย่างไทย ตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง สหรัฐช่วยเหมือนกัน แต่ช่วยให้ล่มจม กลายเป็นเมืองขึ้น ถูกยึดครองทางอำนาจเศรษฐกิจ โดยสหรัฐอาศัยมือ IMF เป็นโจรในคราบนักบุญมาปล้นซ้ำ ตรงข้ามกับตอนที่เม็กซิโกเจอวิกฤติเศรษฐกิจ สหรัฐทุ่มช่วยทุกเม็ด จนพวกเขาเองยังสงสัยถามไถ่กันในสภา เขาก็ตอบกันเองว่า
"ไทยอยู่ไกล ช่วยแล้วได้อะไร แต่เม็กซิโกหัวกระไดบ้านชนกัน ช่วยแล้วได้ประโยชน์ จึงต้องช่วย"!
นี่คือ "สันดานอเมริกัน" ฉะนั้น ในอาเซียน ซึ่งว่าไปแล้วไทยเป็น "ยุทธศาสตร์ศูนย์กลาง" ในรอบ ๑๐ ปีมานี้ จากที่สหรัฐถอยห่างออกไป จีนก็เข้ามาแทนที่ และโดยธรรมชาติ "จีน-ไทย" สายพันธุ์เชื่อมชิดกันได้สนิทแน่นว่า มีความเข้าใจกันได้ง่ายกว่าและมากกว่า นี่...วัน-สองวันนี้ ก็จะมาคุยกันถึงขั้นทำทางรถไฟเชื่อมประเทศจาก จีน-ลาว-ไทย ไปถึงมาเลย์โน่น
จีน-ไทย กำลังกลายเป็น "คนเวย์เดียวกัน" ตามเส้นทางแห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ๖ ประเทศ!
ระยะนี้มีข่าวเป็นตัวเลขปล่อยออกมาสร้างฐานทัศนคติใหม่ว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีการสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์กันคึกคัก งบประมาณจัดซื้ออาวุธเพิ่มขึ้นประเทศละไม่ต่ำกว่า ๒๐-๓๐% ในขณะที่สหรัฐเริ่มถอนทหารออกจากอิรัก แต่จะถอนกลับสหรัฐทั้งหมด หรือบางส่วนไปคุมเชิงอยู่ที่ฐานทัพในคูเวต นั่นเป็นประเด็นน่าจับตา
และอีกข่าวที่ เฮอรัลด์ทรีบูน ตีพิมพ์สอง-สามวันมานี้ เขาว่าประธานาธิบดีมอนเตเนโกรบอก อดีตนายกรัฐมนตรีไทย "ทักษิณ ชินวัตร" ที่ว่าจะนำเงินมาลงทุนในมอนเตเนโกร ซื้อคฤหาสน์ ซื้อเกาะต่างๆ นานา นั้น จนบัดป่านนี้ยังไม่มีการลงทุนอะไรเลยซักบาท!
จากฐานข่าวนี้ ก็เลยถูกนักวิเคราะห์มองเห็นตัวตนทักษิณชัดเจนมากขึ้น และก็มองทางมอนเตเนโกรออกว่า เลือกที่จะได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปมากกว่าเลือกเอา "ผู้ก่อการร้าย" ที่ดีแต่จ้างบริษัทพีอาร์ออกข่าวสร้างภาพต้มคนทั้งโลก แต่จริงๆ แล้วไม่เคยควักลงทุนอะไรตามโม้ซักบาท
และอย่าลืม...ไทยส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท เป็นผู้ต้องก่อการร้ายให้สหรัฐ ในทำนองเดียวกัน สหรัฐซึ่งประกาศไปทั่วโลกว่า "พอใจไทยอย่างยิ่ง" ย่อมทราบว่า
ยังมีผู้ก่อการร้าย "สมรู้ร่วมคิด" ล้มล้างระบอบและสถาบันประเทศไทย จ่อจลาจลเผาประเทศไทยเมื่อ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่ประเทศไทยต้องการ และกำลังล่าตัวอยู่ ซึ่งสหรัฐควรใส่ใจ และช่วยเหลือไทยในการนำตัวส่งกลับมาดำเนินคดีในไทย!
ประเด็นนี้ยังไม่น่าสนใจเท่า หลังจากศาลไทยตัดสินคดีนายวิคเตอร์ บูท แล้ว รุ่งขึ้น มีข่าวระหว่างประเทศที่เกี่ยวพันกับไทยออกมา ๒ ข่าวซ้อน แต่ในเรื่องเดียวกัน ข่าวแรก AFP รายงานว่า โฆษก UN บอกสหประชาชาติรับช่วยเหลือแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหาร โดยจะให้ไทย-เขมรได้เจรจากัน
ข่าวที่สอง พนมเปญโพสต์ หนังสือพิมพ์รัฐบาลเขมรรายงานคำสัมภาษณ์โฆษกสำนักนายกฯ ว่า นายกฯ ฮุน เซน พร้อมเจรจาทวิภาคีกับไทยระหว่างประชุมอาเซมในเดือนตุลานี้ ที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม
และนายกฯ อภิสิทธิ์บอกเมื่อวานในรายการประจำทุกวันอาทิตย์ทางช่อง ๑๑ ว่า ที่เลขาฯ ยูเอ็นบอกพร้อมช่วยเจรจานั้น ไม่ใช่ยูเอ็นลงมาร่วมเจรจา เพียงแต่เป็นเหมือนโปรโมเตอร์ประสานให้ ไทยกับเขมร ได้เจรจากันเอง ๒ ต่อ ๒ คนอื่นไม่เกี่ยว!
ยูเอ็น เด็กในคาถาสหรัฐเขา กัมพูชาก็เด็กเก็บมาเลี้ยงของสหรัฐเขา ส่วนไทยเคยเสนอประธานาธิบดี "ลินคอล์น" จะส่งกองทัพช้างไปช่วยรบในสงครามกลางเมืองมาแล้ว เมื่อไพ่ในมือเราแต้มเป็นอย่างนี้ ถ้าหงายออกมา ท่านคิดหรือว่า เขมรจะรวบ "กองกลาง" คือปราสาทพระวิหารไปกินได้ฝ่ายเดียว?








