Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ปรองดอง-ปฏิรูป สาระสำคัญคือทำจริง


ริ่มต้นเพื่อหาแนวทางปฏิรูปประเทศไทย     เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  มีหลากหลายความคิดที่สดับตรับฟังได้อย่างชัดเจน 

                ผมเห็นว่าเป็นกระแสความเคลื่อนไหวที่ดีครับ ...หรือคุณว่าไง?!?

                เพราะถ้ามองอย่างพิเคราะห์พิจารณาแล้ว     การที่ทุกภาคส่วนลุกขึ้นมาใส่ใจกับการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ย่อมหมายความว่า  เรายังมีหนทางที่จะก้าวเดินต่อไป  เรายังสามารถพัฒนาได้  มิใช่ถึงทางตัน รอวันล่มสลายเหมือนกับอีกหลายสังคมประเทศในโลก                               

                วิกฤตการณ์การเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคมเป็นต้นเหตุกระตุ้นให้เกิดกระแสความใส่ใจต่อการปฏิรูปในวันนี้ อย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย   ถึงแม้โดยข้อเท็จจริงแล้ว มีกลุ่มคนมากพอสมควรที่รวมตัวกันด้วยแนวคิดว่า  ประเทศไทยต้องเปลี่ยน  มานานพอสมควรอย่างน้อยก็มากกว่า 1 ปี  อาทิ เครือข่ายสถาบันทางปัญญาที่มี ศ.นพ. ประเวศ วะสี  เป็นหัวหอกคนสำคัญ

                ฉะนั้น  การที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี รับปากเป็นประธานสมัชชาเพื่อการปฏิรูป จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เหมือนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ขึ้นรถไฟฟ้าจากสถานีจตุจักรไปถึงอ่อนนุชได้โดยไม่ต้องเสียเวลาติดปัญหาการจราจร เฉกเช่นรัฐบาลอื่นๆที่ผ่านมา

เพราะตลอดระยะเวลาในการทำงานของสถาบันเครือข่ายทางปัญญหา เพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้น่าอยู่ที่สุดในโลกนั้น  อาจารย์หมอประเวศทั้งทำการบ้านและฝากคนอื่นทำการบ้านเพื่อผลักดันแนวคิดจำนวน 10 ประการเพื่อการปฏิรูปมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ

(1)                               สร้างจิตสำนึกใหม่ (2) สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ (3) สร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น (4) สร้างระบบการศึกษาที่พาชาติออกจากวิกฤต (5) ธรรมาภิบาลทางการเมืองการปกครองระบบความยุติธรรมและสันติภาพ(6) ระบบสวัสดิการสังคมที่ถ้วนหน้า(7) ดุลยภาพเพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม(8) ปฏิรูประบบสุขภาพ(9) วิจัยยุทธศาสตร์ชาติ และ(10) สร้างระบบการสื่อสารที่ดีที่ผสานการพัฒนาทั้งหมด

ฉะนั้น สาระสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่ที่แนวทาง อยู่ที่รูปแบบ อยู่ที่โครงสร้างการจัดการ  หรืออยู่ที่ตั้งคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่งให้งดงามสวยหรู ภายใต้การบริหารจัดการของทำเนียบรัฐบาล หรือบ้านพิษณุโลก  แม้กระทั่งอยู่ที่ตัวบุคคลอย่างอาจารย์หมอประเวศ วะสี  หรือนายอานันท์ ปันยารชุน ...แต่อย่างใด

การปฏิรูปจะสำเร็จได้ด้วยดี ตามที่มุ่งหมาย สนองต่อความต้องการและความหวังของทุกฝ่าย  สาระสำคัญคือ ทำจริงและต่อเนื่อง..ขอรับ

เหมือนอย่างที่อาจารย์หมอประเวศได้เขียนบทความแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลชุดนี้ตอนหนึ่งว่า 

10 เรื่องในการปฏิรูปประเทศไทย เป็นเรื่องยากๆ ทั้งสิ้น  ต้องระดมคนมาใช้ความรู้ความคิดกันอย่างหนักโดยคิดว่าเรื่องยาก ๆ อย่างนี้  ถ้าไม่ช่วยกันทำแล้วใครจะทำ   ฝ่ายการเมืองเขาคงทำไม่ได้  แต่ยามใดที่มีวิกฤตการณ์ทางการเมือง หน้าต่างแห่งโอกาสจะเปิดให้ทำเรื่องยากๆ  ยามที่ฝ่ายการเมืองเข้มแข็งเขามักจะไม่สนองตอบต่อข้อเรียกร้องใดๆ จากภาคสังคม  ยามเขาอ่อนแอเขาจะสนองตอบ  เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศไทยไม่ใช่ความริเริ่มของฝ่ายการเมือง แต่เป็นการสนองตอบความริเริ่มที่ดำเนินการอยู่แล้วในสังคม และก็เป็นโอกาสที่ภาคสังคมจะขับเคลื่อนการปฏิรูป

สรุปความตามท้องเรื่อง  คงไม่พ้นที่จะกล่าวว่า รัฐบาลมาแล้วก็ไป รัฐบาลที่มาแต่ละชุดอาจจะมีนโยบายของตนเอง  ที่เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับการปฏิรูปบ้านเมืองเลย   หากอยากเห็นการปฏิรูปประเทศเป็นจริงเป็นจัง ไม่ผูกติดกับการเมือง ไม่กลายเป็นเครื่องมือหาเสียงทางการเมือง ไม่ถูกหยิบยกมาเป็นวิธีการซื้อเวลาทางการเมือง อ้างเป็นความปรารถนาดีของนักการเมืองเพื่อการสร้างภาพล่ะก็  คนไทยทั้งประเทศต่างหากที่จะต้องลงมือทำงานปฏิรูปด้วยตนเอง

จิตสำนึกใหม่เพื่อการปฏิรูปของคนไทยทั้งหมดที่อยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงต่างหาก คือ อาวุธสำคัญสู่อนาคตใหม่  

ผมขอยืนยันว่า  รายงานผลการระดมความคิดเพื่อหาแนวทางปฏิรูปประเทศไทยที่มีการนำเสนอต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  ไม่ว่าจะสวยหรูงดงามเพียงใด มีทั้งการบริหารจัดการ/การจัดสรรทรัพยากร ให้ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่นมีส่วนร่วมตัดสินใจในการจัดการทรัพยากร มีการกำหนดให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นวาระแห่งชาติ  มีการยกปัญหาการศึกษามาเพื่อการปฏิรูปครั้งแล้วครั้งเล่า  มีการเขียนถึงการส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรมและศีลธรรม ของคนไทยตั้งแต่เยาว์วัย  มีการระบุถึงการปฏิรูปกฎหมาย และระบบราชการ ฯลฯ

                ความงดงามเพื่อการปฏิรูปจากการระดมความเห็นมากมายอย่างตื่นตัว ของเครือข่ายภาคีทั้งหลายก็จะเป็นแค่ตัวหนังสือบนกระดาษ  หรือลายลักษณ์อักษรบนหน้าเว็บไซต์ของรัฐบาลเท่านั้น  ตราบเท่าที่คนลงมือกระทำ มิได้สนใจหน้าที่และความรับผิดชอบที่พึงกระทำในแต่ละภาคส่วน

                วันนี้  ไม่มีใครปฏิเสธว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง

                พรุ่งนี้  ก็ไม่มีใครมองข้ามความจริงได้ว่า แนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยควรจะยึดหลัก 5  ส. ได้แก่   สันติภาพ : ยึดหลักเมตตาธรรม และนำไปปฏิบัติอย่างจริงใจและจริงจัง โดยปราศจากเงื่อนไขที่นำไปสู่การขัดแย้ง  สามัคคี : น้อมนำแนวพระราชดำรัส รู้รัก สามัคคี และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง  สัตยาบัน : ทุกฝ่ายลงนามข้อตกลงร่วมกัน และประกาศให้สังคมและนานาชาติรับรู้  สื่อสาร : ทุกฝ่ายเจรจาบนความจริงใจและความเป็นมิตร โดยหาข้อตกลงและบทสรุปร่วมกัน  ส่วนร่วม : ทุกภาคส่วนในสังคม ร่วมคิด ร่วมกำหนดมาตรการ แนวทางและจัดทำแผนปฏิบัติการในการปฏิรูปฯอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยทุกภาคส่วนให้การยอมรับและนำไปสู่การปฏิบัติ

                แต่สำคัญที่สุดคือ ทำกันจริงหรือเปล่าครับ

                ผมตั้งคำถามนี้กับรัฐบาล  ข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำทุกฝ่ายครับ  เพราะผมพิสูจน์มาแล้วว่า  ถ้ารัฐบาลแค่ทำแบบเล่นปาหี่ นักการเมืองทำแบบหาเสียง  ข้าราชการทำแบบเช้าชามเย็นชามขอไปที   ยังมีชาวบ้านที่มีจิตสำนึกแนวร่วมใหม่เขาทำของเขากันเองอยู่ครับรับรอง

 

             นายใฝ่ฝัน   ปฏิรูป

               



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์