วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน 2553
Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

สื่อ-สู่ภาวะไร้ตัวตนให้จับต้อง


 "นายกฯ อภิสิทธิ์" นี่ ท่านมีแฟนประเภท "รักคุด" เยอะจริงๆ เมื่อวาน (๒๓ ก.ค.๕๓) ยกคณะสัญจรมาที่ "ไทยโพสต์" ตามยุทธศาสตร์ปฏิรูปสื่อ รัฐมนตรี "องอาจ คล้ามไพบูลย์" ซึ่งเป็นผู้กำกับโปรเจ็กต์ A บอกว่า ช่วงพักเที่ยงจะเวียนไปเคาะประตูสื่อสำนักต่างๆ ถ้าสื่อไม่ผลักไส ตั้งใจจะไปให้ครบทุกแห่ง
 ไม่ได้ไปหาเสียงกับสื่อ หรือโน้มน้าวสื่อให้คิดตามรัฐบาล ทำตามรัฐบาล สื่อจะคิดต่าง-ทำต่าง เป็นเรื่องของสื่อ แต่เป้าหมายรวมคือ "บ้านเมืองร่มเย็น-ประชาชนเป็นสุข" รัฐบาลกับสื่อ-สื่อกับรัฐบาล จะเดินไปบนความต่างให้บรรลุ "เป้าหมายร่วม" กันด้วยวิธีใด?
 นี่...นายกฯ อภิสิทธิ์ท่านอยากฟังความคิดเห็นตรงนี้จากสื่อแต่ละสำนัก ไทยโพสต์อันซอมซ่อก็เลยมีโอกาสได้รับแขกระดับผู้นำประเทศ โชคดีที่ท่านเป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย ผมก็ตั้งใจว่า
 เหมาก๋วยเตี๋ยวหาบเดียว...อยู่!
 ก็ตรงนี้แหละทำให้ผมรู้ว่า พ่อยก-แม่ยกท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ตรึมเลย พอรู้ว่าจะมาไทยโพสต์เท่านั้นแหละ แฟนแถวๆ บางบอน ส่งปลาเก๋าสามรส กุ้งเผา ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ใส่ลังใบเบ้อเร่อบรรทุกรถมาแต่เช้า ถามคนที่รับของว่า "ใครเอามาให้" เขาก็บอกไม่รู้ มีรถเอามาส่งแล้วก็ไป ฝากจดหมายไว้ฉบับ...เอ้า...ช่วยกันอ่าน
 "ฉันได้ข่าวแว่วมาว่า ท่านนายกฯ จะมาทานข้าวไทยโพสต์ ฉันเลยส่งกุ้งเผา ปลาเก๋าสามรส ฝอยคำ ทองหยิบ มาเลี้ยงท่านนายกฯ ถ้าฉันอยู่เมืองไทยของจะได้เยอะกว่านี้มาก แต่ที่คุณเปลวกำลังอ่านจดหมาย ฉันบินไปต่างประเทศแล้ว...ราตรี"
 เห็นมีปลา ผมก็เลยบัญชาการให้แม่บ้าน "หุงข้าวด่วน ๑ หม้อ" แต่พอตก ๕ โมง ก็มีรถกระบะวิ่งเข้ามาจอดพรืด ถามไถ่ได้ความว่า "เสี่ยเจียง" เจ้าพ่อแห่งสหมงคลฟิล์ม สั่งให้ยกหาบอาหารประเภทหูมาตั้งเตาปรุงร้อนๆ เสิร์ฟให้นายกฯ ได้รับประทานตอนเที่ยง ท่านจะได้เสียงดัง-หน้าแดง-แรงมี สู้เค้า
 ผมกับคณะพรรคก็เลยอาศัยใบบุญนายกฯ ได้หม่ำหูแทนก๋วยเตี๋ยวอิ่มสบายท้องไปด้วย ข้าวที่หุงไว้ทั้งหม้อเลยเป็นหม้าย เพราะไม่มีใครแตะ!
 พูดถึงเรื่อง "สื่อ" นี่นะครับ บอกตรงๆ งานที่ผมทำทุกวันนี้ก็อยู่ในประเภทสื่อ แต่จนบัดป่านนี้ ใครมาถามผมเรื่องสื่อ ให้ออกความเห็นเรื่องสื่อว่ามันเป็นยังไง จะทำยังไง ผมไม่รู้หรอก และตอบไม่ถูกด้วย
 อาจจะมีคนแย้งว่า อ้าว...ก็กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง แล้วตอบไม่ถูก มันจะได้ยังไง?
 ก็ได้...อย่างที่ผมเป็นอยู่นี่ไง แต่จะให้ตอบว่ามันเป็นยังไง ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน!
 สื่อสะท้อนจากสิ่งทำ ไม่เป็นปัญหา ส่วนที่เป็นปัญหาทุกยุค-ทุกสมัย และไม่เคยมีใครบริหาร-จัดการให้เป็นดังใจได้ นั่นคือสื่อสะท้อนจากสิ่งคิด
 "สิ่งทำ" คือเหตุการณ์ เรื่องราว คำพูด-คำจา ที่ถูกสะท้อนโดยไม่เสริมเติมแต่งด้วยการถ่ายทอดเป็นข่าว-เป็นภาพ-เป็นเสียง ถ้าจบอยู่ตรงนี้มันไม่มีปัญหา มีก็น้อยมาก แต่ที่มีปัญหาคือ ในการถ่ายทอดนั้น ผู้ถ่ายทอด "ใส่สิ่งคิด" เสริมเติมแต่งเข้าไป นี่แหละที่เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ และวันหน้า
 การใส่ "สิ่งคิด" ผสมเข้าไป มันก็ไม่มีมาตรฐานไหนมาตัดสินชี้ขาดได้อีกแหละว่า ความคิดเห็นในข่าว ในบทความ ในเรื่องราวนำเสนอนั้น มันผิดหรือถูก เพราะคนที่อ่านแล้ว-ฟังแล้ว ตรงใจก็บอกว่า...ถูก
 ที่ไม่ตรงใจก็บอกว่า...ผิด!
 ก็ต้องดูว่า สิ่งคิดเสริมเติมแต่งนั้น คิดด้วยชอบ กอปรด้วยธรรม และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มากหรือไม่ ซึ่งตรงนี้แหละ...มันยาก เพราะทุกอย่างมันเป็น "นามธรรม" จับต้องไม่ได้ด้วยมือ ด้วยตา
 หากแต่จับต้องได้ทางมโนธรรม คุณธรรมสำนึก และถ้าต้องการวัดความผิด-ความถูก ก็วัดได้ทางมโนธรรม คุณธรรมสำนึกเช่นกัน เรียกว่า ผู้ทำสื่อ และผู้รับสื่อ ต้องอยู่ในระดับแห่งมาตรฐานเดียวกัน
 แต่การยึดระดับมาตรฐานสังคม มันก็อีกแหละว่า ใช้อะไรเป็นเครื่องวัด เป็นเครื่องบอกถึงระดับมาตรฐาน เห็นเอะอะไรก็ เสรีภาพ เอะอะอะไรก็ ประชาธิปไตย เอะอะอะไรก็ สิทธิมนุษยชน การหามาตรฐานจากคนเป็นล้าน...มันยาก
 แต่สร้างกรอบมาตรฐานจากคนเป็นร้อยไปหาล้าน พอจะทำได้ เพราะมีธรรมอยู่หมวดหนึ่งชื่อว่า "ธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองโลก" คือ หิริ ความละอายต่อสิ่งผิด-สิ่งชั่ว โอตตัปปะ เกรงกลัวบาปจากการทำสิ่งผิด-ทำชั่ว ฉะนั้น ถ้าคนเป็นร้อย คือคนที่เข้ามาทำหน้าสื่อ ไม่ว่าสื่อสิ่งทำ หรือสื่อสิ่งคิด พก "หิริ-โอตตัปปะ" เป็นฟิลเตอร์สมอง
 ให้สิ่งคิดที่ออกมาเป็นงานเขียน งานภาพ งานเสียง ทุกอย่างในความหมายว่า "สื่อ-สู่สังคม" ผ่านการกรองจากฟิลเตอร์สมองเสียก่อน ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมระดับนี้ โลกมันก็คงจะไม่ร้อนถึงขั้นมนุษย์นอนกันไม่เป็นสุขอย่างทุกวันนี้หรอก
 เรื่องของสื่อ ทุกวันนี้ไปไกลถึงขั้น หาคำจำกัดความไม่ได้ว่า อะไรคือสื่อ และอะไรที่มิใช่สื่อ เพราะใครก็เป็นสื่อ และทำสื่อได้ด้วยกันทั้งนั้น แค่พิมพ์อะไรลงไปในเว็บไซต์ หรือส่งข้อความเข้าไปตามมือถือ ก็คุยได้ว่า "ผมเป็นสื่อ" แล้ว ผิดกับยุคก่อน พอพูดถึงสื่อปุ๊บ หนังสือพิมพ์จะลอยรับเป็นภาพในจอสมองทันทีว่า...นี่คือหน้าตาของคำว่า "สื่อ"
 ฉะนั้น ที่พูด-ที่บ่นกันเวลานี้ว่า สื่อมีปัญหา..สื่อมีปัญหา..ควรหาคำจำกัดความที่ลงตัวให้ได้ก่อนว่า  ปัญหาที่มาจากสื่อจริงๆ นั้น คือ "สื่อ" ประเภทไหน?
  สื่อเดี๋ยวนี้ทำเพื่อสนองตอบตัวเลขทางธุรกิจ ส่วนที่จะสนองตอบจิตวิญญาณสื่อก็มีอยู่ แต่นับวันจะเจือจาง เพราะทุกอย่างมันขึ้นต้น-ลงท้ายด้วยคำว่า กำไรและขาดทุน อันนี้ไปว่าใคร หรือเรียกร้องเอากับใครไม่ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าใครต้องการอยู่ในวิชาชีพนี้ เมื่อไปถึงจุดหนึ่งที่ไปต่อไม่ได้แล้วทางธุรกิจ  เพราะผู้อ่านไม่ยอมรับ
 ก็ต้องหันกลับสู่เส้นทางแห่งจิตวิญญาณของมัน เพราะการซื่อสัตย์ต่ออาชีพ คือการซื่อสัตย์ต่อประชาชน และสิ่งที่ความซื่อสัตย์จากอาชีพมีให้ตลอดกาล คือ
 "อยู่ได้-ไม่รวย แต่คนยอมรับ"!
 ที่เป็นปัญหาขณะนี้ มาจาก "ขยะอากาศ" มากกว่าสื่อหนังสือพิมพ์ จะร้อนรนไปไย ขยะก็คือขยะ  เป็นการขับถ่ายทางอารมณ์ด้วยเป้าหมาย "ภารกิจเฉพาะ" แต่ละช่วง แต่ละเหตุการณ์ ในแต่ละยุค-สมัยที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
 ลองนึกดูก็ได้ จับความตั้งแต่สมัย ร.ศ.๑๑๒ "จีนโนสยามวารศัพท์" ของนายเซียวฮุดเส็ง ก็เป็นสื่อที่พวกกลุ่มกบฏ ร.ศ.๑๑๒ ใช้เผยแพร่แนวคิด และปลุกระดมชาวบ้านให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง
 พอถึงรัชกาลที่ ๗ ก็มีปัญหาจากความเคลื่อนไหวของ "คณะราษฎร" เข้ารัชกาลที่ ๘ คนในบ้านเมืองก็ยังไม่สิ้นปัญหา เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ ๙ ปัจจุบัน แต่ละยุคก็มีเหตุการณ์หมุนเวียนเรื่อยมา จากเสือเผ่า-เสือสฤษดิ์ ที่จอมพล ป.เลี้ยงไว้กัดกันเอง จนไปปิดยุคที่จอมพลสฤษดิ์ปฏิวัติขับไล่จอมพล ป.
 ยุคสฤษดิ์ก็มีปัญหาคอมมิวนิสต์ และเขาพระวิหาร หมดสฤษดิ์มาจอมพลถนอม คอมมิวนิสต์ก็เป็นเรื่องใหญ่จนต้องใช้นโยบาย "รบนอกบ้านดีกว่ารบในบ้าน" ทหารอเมริกันเต็มประเทศไปเลย!
 หมดจากเรื่องฐานทัพมาเรื่อง "ขับไล่ทหารเผด็จการ" จนเกิด ๑๔ ตุลา-๖ ตุลา และแต่ละช่วง ขนาดอำนาจเผด็จการคุมกำเนิดสื่อ ห้ามออกหนังสือพิมพ์รายวัน ในสังคมการเมืองที่เชี่ยวกราก นิสิต-นักศึกษาก็ยังออกหนังสือพิมพ์ท้าทายปลายกระบอกปืน และอีกมากมาย ผมขี้เกียจยกมาจาระไน
 สรุปคือ ไม่มียุคไหนหรอกครับที่สังคมจะว่างปัญหา และก็ไม่มียุคไหนที่ "สื่อ" จะไม่ถูกนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการสร้างปัญหา สื่อหลัก ก็มีบางส่วนที่วูบวาบไปประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็ต้องกลับมารักษาหม้อข้าวตามเดิม 
 แต่ที่แน่ๆ จะมี "สื่อเฉพาะกิจ" เพื่อการนั้นๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ไม่มากมาย-หลายช่องทางเท่ายุคนี้ ซึ่งมีทั้งดาวเทียม อินเทอร์เน็ต มือถือ วิทยุ โทรทัศน์ กระทั่งโฟนลิงค์ วิดีโอลิงค์ ในความหลากหลายนั้น จะมีความเหมือนกันอยู่อย่าง คือ
 วูบวาบแล้วก็หายไป ช้า-เร็ว ตามภารกิจของปัญหาว่า ยังคาราคาซัง หรือสิ้นกระแส!?
 ยุคนี้-วันนี้ สื่อประเภท "ขยะอากาศ" คือปัญหา ปัญหาจริงๆ มาจากไหน ผมว่ามาจากเรา "ให้ราคา" กับขยะมันมากไปส่วนหนึ่ง และอีกส่วนมาจาก เหมาทุกประเภทของข่าวสารลงไปในคำว่า "สื่อ" ซึ่งก็จะมาตกที่หนังสือพิมพ์-โทรทัศน์เป็นหลัก เมื่อมองปัญหาในภาพพร่า มันก็เลยเป็นการแก้ปัญหาแบบ "คว้าลม-ชมเงา"
 ทำไม่รู้-ไม่เห็น ดู แต่ไม่ยกระดับราคาเสียบ้าง เมื่อมันผ่านช่วงหนึ่งไป สิ่งที่ว่าเป็นปัญหานี้มันก็หายไปเอง แล้ว "ปัญหาใหม่" มันก็จะหมุนเข้ามา ซึ่งมันจะเป็นอยู่อย่างนี้ทุกที่ในโลกแหละท่านเอ๋ย!
 ปัญหาคือส่วนหนึ่งของคน และคนเกิดมาจากปัญหา สื่อแค่การขับถ่าย จะจับปูใส่กระด้งไปเพื่ออะไร ปวดหัวเปล่า!
 จุดบรรจบของ "วงจรสื่อ" อยู่ที่ผู้รับสื่อ คือประชาชน แล้วประชาชนผู้รับสื่อต้องการอะไร  คำตอบคือ "ความจริง" ไม่มีสื่อไหนหรอกครับที่จะขายข่าวย้อม-ความคิดย้อมไปได้ตลอดกาล  แต่ทีนี้...ก็ต้องดูว่า รัฐบาลสร้าง "ฐานรับ" ให้กับประชาชนด้วยข้อมูลข่าวสารที่ "เข้าถึงก่อน" ได้แข็งแกร่งขนาดไหน?
 "ข่าวย้อม-ความคิดย้อม" ก็จะมีอิทธิพล-บารมี "อยู่ได้-อยู่ไม่ได้" ขนาดนั้นแหละ.
 

flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Firefox 3  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์