บรรดาหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง เมื่อพูดถึง "กรมศุลกากร" ต้องนับว่าเป็น "กรมเกรดเอ" เพราะในอดีตเคยเป็นกรมจัดเก็บรายได้หลักที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้รัฐ ทว่า...ในบริบทปัจจุบัน ด้วยสภาพแวดล้อมด้านการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปจากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) โดยเฉพาะข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2553 เป็นต้นมา ได้ส่งผลอย่างมากต่อภารกิจของกรมศุลกากร
ภารกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มอบหมายไว้ให้อธิบดีคนใหม่ คือการเข้าไปเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของกรมให้มีความโปร่งใสมากขึ้น...แต่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องให้ "นายสมชัย สัจจพงษ์" อธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นคนหนุ่มเลือดใหม่ไฟแรงแจกแจง
0 ในปี 2553 มีแนวทางการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอย่างไร
ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า กรมศุลกากรคงไม่ใช่กรมจัดเก็บรายได้หลักของรัฐบาลอีกแล้ว ช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมาคงใช่ แต่เมื่อมีการเปิดเสรีทางการค้าและบริการมากขึ้น กรมศุลกากรก็จะไม่ใช่กรมรายได้หลัก ซึ่งสัดส่วนก็ลดลงมาเรื่อยๆ แล้วกรมศุลกากรควรจะมีหน้าที่อย่างไรต่อไป ต้องยุบไหมเมื่อเราไม่มีหน้าที่เก็บรายได้อีกต่อไป ก็ต้องบอกว่าแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว แม้แต่อัตราอากรเขาเป็นศูนย์ เขาก็ยังมีศุลกากรอยู่ และปัจจุบันก็ยังมีองค์การศุลกากรโลก (WCO) ก็แสดงว่า ความสำคัญของกรมศุลกากรก็ยังมีอยู่ แม้ไม่ใช่กรมจัดเก็บภาษีเป็นหลัก แต่ต้องเป็นกรมที่อำนวยความสะดวกทางด้านการค้าเป็นหลัก แถมยังต้องเป็นกรมที่ปกป้องสังคมจากสิ่งที่ไม่เป็นที่ต้องการของสังคมไทย ไม่ให้เข้ามาในประเทศไทย
เมื่ออัตราอากรเหลือศูนย์ เพราะไปทำข้อตกลงเอฟทีเอไว้ ก็ต้องบอกว่าการจะได้สิทธิในการเสียอากรขาเข้าเป็นศูนย์นี่ มันไม่ได้หมายความว่านำเข้ามาแล้วทุกคนจะได้สิทธิ มันต้องมีเงื่อนไข คือต้องมีใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (ฟอร์ม D) ซึ่งจะกำหนดว่าคุณจะได้สิทธิเสียอากรเป็นศูนย์ก็ต่อเมื่อสินค้าชิ้นนั้นที่นำเข้ามาในประเทศ มีสัดส่วนของวัตถุดิบที่ใช้ในประเทศคู่เจรจาอย่างน้อย 40% ถ้าไม่ได้ใบฟอร์มนี้ ซึ่งออกโดยประเทศผู้ส่งออก เช่น ไทยส่งออกไปสิงคโปร์ กระทรวงพาณิชย์ของเราก็ต้องออกใบฟอร์ม D ให้ว่าสินค้าของไทยที่ส่งออกไปสิงคโปร์นี้ มีวัตถุดิบในไทยบวกสิงคโปร์ หรือในไทยอย่างเดียว 40% ก็จะได้ แล้วก็เอาใบนี้ไปโชว์ที่สิงคโปร์ เขาก็จะเก็บศูนย์
0 เห็นว่าปี 2553 กรมศุลกากรจะสูญเสียรายได้ 3-4 พันล้านบาท
ก็ประมาณนั้น ถ้าจำนวนผู้ใช้สิทธิมีแค่ 16% เหมือนตอนนี้ แต่ถ้าเป็น 100% รายได้จึงจะหายไปเลย แต่การขยายมากกว่า 16% ก็มีแนวโน้มเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะว่าเมื่อเราให้โอกาสเอกชนใช้สิทธิอาฟตาได้ เอกชนที่นำเข้ามาก็ต้องหาช่องที่จะได้สิทธินี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แนวโน้มมันเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่เพิ่มขึ้นเร็วขนาดไหนกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด
0 มีการศึกษาหรือไม่ว่าภาษีจะลดลงเฉลี่ยปีละกี่เปอร์เซ็นต์
ขึ้นอยู่กับข้อสมมุติฐานว่ามีการใช้สิทธิเท่าไหร่ เช่น ต่อไปนี้ใช้สิทธิประมาณ 15-20% พอถึงสักอีก 4-5 ปี จากรายได้กรมศุลกากรที่มีประมาณกว่า 8 หมื่นล้านบาท มันจะเหลือประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท คือลดลงครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นศูนย์ แต่ถ้าใช้สิทธิถึง 80% ก็จะเหลือประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเราก็ต้องไปบริการด้านอื่นมากกว่า เป็นหน่วยงานอำนวยความสะดวกทางการค้า แล้วก็ต้องปกป้องสังคม ป้องกันยาเสพติด ป้องกันการลักลอบนำเข้าและส่งออกพืช หรือสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
0 สถานการณ์อย่างนี้ หากรัฐบาลต้องการให้เพิ่มเป้าเก็บรายได้อีกจะทำอย่างไร
ก็เพิ่มจากสิ่งที่น่าจะทำได้ ซึ่งวิธีการมีหลายวิธี หนึ่ง คือต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การเอกซเรย์ (X-Ray) ปัจจุบันนี้เรามีทั้งหมด 12 เครื่อง แบบติดตั้งถาวรเลยมี 2 เครื่องอยู่ที่แหลมฉบัง แบบเคลื่อนย้ายได้ (รถโมบาย) มีประมาณ 7 เครื่อง ส่วนที่เหลือก็เป็นแบบถอดเคลื่อนย้ายไปประกอบที่อื่นได้ แต่ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพ ใช้แค่ประมาณ 38% เท่านั้นเอง ตอนนี้ได้ออกคำสั่งชัดเจนว่า ทุกด่านที่มีเครื่องเอกซเรย์ต้องใช้ประโยชน์เครื่องไม่ต่ำกว่า 80% จากเมื่อก่อนใช้ไม่ถึง คืออย่างกรณีแบบโมบายตามศักยภาพจะสแกนได้ 10 ตู้ (คอนเทนเนอร์) ต่อชั่วโมง แบบถอดไปประกอบได้ 12 ตู้ต่อชั่วโมง และแบบฟิกซ์จะประมาณ 14-18 ตู้ต่อชั่วโมง นี่คือศักยภาพ ก็ทำให้ได้ 80% ซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยได้ใช้ เพราะเจ้าหน้าที่อาจจะอยากเปิดตู้มากกว่า
นอกจากนี้ ในอนาคตเครื่องเอกซเรย์เราจะขยายให้มากขึ้นอีก เพราะว่ามันจะมีข้อกฎหมายของอเมริกา ว่าภายในปี 2014 (พ.ศ.2557) สินค้าตู้คอนเทนเนอร์ที่มาจากทั่วโลกเข้าไปสู่ประเทศเขานั้นต้องสแกน 100% ดังนั้น จะสร้างความลำบากเพิ่มขึ้น ถ้าคนไทยส่งไป 100% เราก็ต้องเอกซเรย์ 100% เพราะถ้าไม่สแกนก็ต้องไปเสียเงินที่โน่นตู้ละเป็นพันเหรียญฯ แต่เราสแกนให้ฟรีไม่คิดเงิน เพราะถ้าคิดก็โดนด่า เราให้บริการ อย่างไรก็ดี ในปี 2553 นี้คงยังไม่ได้ขยาย เพราะเราไม่ได้งบพัฒนาไอทีเลยสักบาท ฉะนั้นที่สำคัญคือที่มีอยู่ต้องใช้ให้เต็มศักยภาพ
สอง ระบบโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ปัจจุบันมีอยู่ 1,212 เครื่อง ติดอยู่ทั่วประเทศ ฉะนั้นการจะทำอะไรนอกลู่นอกทางจะยากขึ้น เพราะเครื่องของผมที่อยู่ในห้องทำงาน สามารถกดดูได้ทั่วประเทศ จะเห็นหมดเจ้าหน้าที่ด่านนี้ทำอะไร ซึ่งต่อไปจะทำให้เพียงพอถ้ามีงบก็จะขยายต่อ ตอนนี้เรามีห้องโอเปอเรชั่นรูมที่ดีที่สุดในประเทศไทย แล้วเครื่อง CCTV ของเรายังสามารถจะวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ระหว่างกรมศุลกากรทั่วประเทศได้ แล้วก็สามารถใส่ข้อมูลได้เลย ว่ารถทะเบียนนี้จากประเทศนั้นเข้ามาผ่านกล้องนี้จะมีสัญญาณ ร้องเลยว่า มีการนำยาเสพติดเข้ามา เป็นรถต้องสงสัย หรือป้อนหน้าบุคคลก็ได้ หรือแม้แต่เป็นการป้องกันการโจรกรรมก็มี อย่างเช่นพื้นที่ตรงนี้เราทำเป้าหมายไว้เลย ว่าถ้ามีการนำของอะไรมาวางไว้นานๆ ให้นาน เพราะอาจเป็นระเบิด ซึ่งทำในภาคใต้
สาม ระบบติดตามสินค้าที่เรียกว่า Radio Frequency Identification Device (RFID) ก็จะนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ซีลด์ตรงคอนเทนเนอร์ เวลาเคลื่อนย้ายก็ไม่สามารถเปิดตู้เปลี่ยนสินค้าได้ มันจะบอกตั้งแต่ต้นถึงจบเลย ป้องกันการเปลี่ยนสินค้า จากคลังสินค้าทัณฑ์บนไปอีกคลังหนึ่ง หรือจากเขตปลอดอากรหนึ่งไปอีกเขตหนึ่ง และ สี่ ก็จะมีพวกระบบ GPS เข้ามาใช้กับรถคอนเทนเนอร์ด้วย
0 รัฐมนตรีคลังบอกว่าจะมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีในส่วนของกรมศุลกากร จะเป็นอย่างไร
ต้องมีการแก้ไขกฎหมายศุลกากรครั้งใหญ่ เพราะไม่ได้แก้ไขมานานแล้ว ประเด็นแรก เอกชนขอมานานแล้ว คือเรื่องบทลงโทษที่ว่า ไม่ว่าจะผิดเบา ผิดแรง เจตนา ไม่เจตนา ก็ปรับ 4 เท่าของราคาของ บวกอากร 4 เท่าตลอด ลักลอบหรือหลีกเลี่ยง ซึ่งลักลอบจะรุนแรงกว่า เพราะไม่สำแดงเลย แต่หลีกเลี่ยงอาจจะเป็นการสำแดงผิด ก็เสีย 4 เท่า เขาบอกว่าไม่แฟร์ เราก็ปรับให้ เป็นปรับไม่เกิน 4 เท่า โดยเป็นดุลพินิจของศาลให้คำนึงถึงเจตนาด้วย ถ้าเจตนาก็แพงหน่อย ไม่เจตนาก็ถูกหน่อย
ประเด็นที่สอง จะมีการปรับระบบเงินรางวัลนี่สำคัญ เงินรางวัลที่เจ้าหน้าที่และพวกผมได้กัน แต่ต้องบอกว่าอย่าสับสนกับเรื่องสินบนนำจับ บางคนสับสนว่าสินบนกับรางวัลอันเดียวกัน แต่สินบนตามกฎหมายบอกว่า คนที่จะได้คือคนที่ให้เบาะแส คนข้างนอก ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการ และถามว่าสินบนยังจำเป็นอยู่ไหม ก็ยังจำเป็น เพราะการที่เราไปจับพวกคอนเทนเนอร์หลีกเลี่ยงภาษีนี่ได้ก็เพราะมีสายบอกเรา ไม่งั้นไม่มีทางรู้ แล้วคนที่เป็นสายก็อันตรายมาก บอกชื่อไม่ได้ ถ้าบอกนี่ตายอย่างเดียว ดังนั้น สินบนจำเป็นคนนอกได้ จะไม่ปรับ
สิ่งที่จะปรับคือเงินรางวัล แล้วอธิบดีทุกเคสรวยสุด เพราะฉะนั้นทำสมัยผมให้ดีที่สุด เพราะผมกระทบมากสุด ดังนั้น คนอื่นด่าไม่ได้ ผมจะทำอย่างนี้ ตัวอย่างเช่น ได้รางวัลมา 100 ล้านบาท เดิมแบ่งกันหมด อธิบดี รองอธิบดี คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งผมอาจจะได้ถึง 20-50 ล้านบาท แต่ต่อไปนี้เงินรางวัลจะกำหนดเพดานสูงสุดเอาไว้ ได้มา 100 ล้านบาท แบ่งกันเองต้องไม่เกิน 4 ล้านบาท จากแต่ก่อนแบ่งกัน 100 ล้านบาทเลย กี่คนก็แบ่งกันไป ส่วนอีก 96 ล้านบาท ทำไงก็เอาเข้ากองกลาง เพราะเดิมคนที่จะได้ส่วนแบ่งรางวัลมีส่วนน้อยมาก เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม จากข้าราชการกว่า 6,000 คน มีแค่ 10% เท่านั้นที่ได้ ส่วนใหญ่ไม่ได้หรอก เพราะไม่มีส่วนจับกุม ก็ต้องแก้กฎหมาย นำเงินกองกลางมาพัฒนากรมศุลกากร พัฒนาศักยภาพของคนกรมศุลกากร มาซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ ผมคิดว่าตรงนี้เอกชนรับได้ เอกชนชอบ บอกว่าโปร่งใส
0 ทำอย่างนี้มีฟีดแบ็กอย่างไรบ้าง เพราะได้แค่ 4 ล้านบาทเอง
ก็ไม่เอากันอยู่แล้ว แต่ก็เริ่มเข้าใจกันมากขึ้น เพราะผมบอกว่าถ้าไม่แก้กฎหมายอย่างนี้นะ เอกชนเขากดดันให้เลิกเลยนะ เขาไม่ชอบ เงินรางวัลคุณได้ทำไม คุณไปจับ ไปแกล้งเขานี่ ส่วนเอกชนผมก็อธิบายให้เข้าใจแล้วว่าเราเลิกเลยคงไม่ได้ เพราะมันอยู่กับกรมศุลกากรมา 135 ปีแล้ว ต้องค่อยๆ ทำ เบื้องต้นทำอย่างนี้แหละ เอาแค่ 4 ล้านบาท แล้วในอนาคต 4 ล้านบาทก็จะลดลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่กองทุน แต่เมื่อไหร่ไม่รู้นะ ใครเป็นอธิบดีก็ทำไป ก็จะเป็นกองทุนโดยรวม 100% ซึ่งตัวเลข 4 ล้านบาท ก็เอามาจากที่เราคิดว่าน่าจะเหมาะสมที่สุด จากคดีที่ผ่านมา ก็ไม่ให้กระทบเจ้าหน้าที่มากนัก แต่กระทบอธิบดีแน่นอน
ส่วนประเด็นที่สาม จะแก้กฎหมายเพื่อลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ คือเวลาเขาจะนำสินค้าเข้ามาสักชิ้นหนึ่ง ถ้าเขารู้ล่วงหน้าแล้วว่ามันพิกัดอะไร อัตราเท่าไหร่ ก็สบาย ไม่ใช่ว่าเขานำเข้ามาแล้วสำแดงพิกัด 000888 เสียภาษี 15% แต่พอนำเข้าจริงๆ กรมศุลกากรไปเก็บเขา 20% ต้นทุนเพิ่มเลย ดังนั้น เราก็จะต้องวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้าให้เขา คุณบอกจะเอาสินค้านี้เข้ามาใช่ไหม ส่งเอกสารมา ชนิดสินค้าเป็นไง เราก็จะบอกเลยว่า ถ้าสินค้าชนิดนี้นะ สเปกอย่างนี้นะพิกัดเท่านี้ อัตราเท่านี้แน่นอน ก็จะเป็นการวินิจฉัยล่วงหน้าให้ แล้วผูกพัน 1 ปี ถ้าในช่วง 1 ปี คุณนำเข้าสินค้าชนิดเดียวกันนี้เข้ามา กรมศุลกากรก็จะไม่ไปยุ่ง
0 การเปลี่ยนภาพกรมศุลกากรให้โปร่งใส มองว่าตอนนี้อยู่ในมุมสว่างขึ้นมากหรือยัง
ผมว่าสว่างแล้ว สว่างขึ้น โล่งหรือยัง ใกล้ที่จะโล่งแล้ว โล่งของผมก็ประมาณ 75% จะให้โล่งที่สุดต้องใช้เวลาอีกพอสมควร เพราะวัฒนธรรมของที่นี่ก็ต้องปรับเปลี่ยนแปลง
0 งานปราบปรามจะเน้นมากขึ้น
ตอนนี้ก็จับเกือบทุกสัปดาห์ ทำตลอด อย่างเวลามีเทศกาล เช่น เทศกาลปีใหม่ จะมีพวกไวน์เยอะ ก็สั่งว่าอย่าให้มี หรือจะมีน้ำมันเถื่อน รถเถื่อน หรือช่วงนี้ประกันราคาสินค้าเกษตร ก็จะมีสินค้าสวมสิทธิ์จากต่างประเทศ ก็ต้องกำชับ เราก็มีคณะกรรมการพิเศษ หน่วยปฏิบัติการพิเศษขึ้นมา เรื่องนี้ต้องบอกว่าผมเริ่มเป็นแล้ว เริ่มบู๊เป็นมากขึ้น ที่ไม่เคยมีตอนอยู่ สศค.ก็เริ่มรู้มากขึ้น
0 การเปลี่ยนบทบาทจากนักวิชาการมาเป็นงานปราบปรามมากขึ้นต้องปรับตัวมากหรือไม่
ปรับตัวเยอะ แต่ดีที่ผมได้รับความร่วมมืออย่างดีมากจากคนกรมศุลกากร ทั้งระดับผู้บริหารระดับส่วนที่ปฏิบัติการ แต่ไม่ได้ยากลำบาก ก็ยังสู้อยู่
0 การเปลี่ยนแปลงมาก ก็น่าจะมีแรงกระเพื่อมมาก
ก็มี แต่จะเป็นผู้บริหารได้ ก็ต้องทนต่อแรงพวกนี้ให้ได้ ได้รับมอบหมายงานมาแล้วก็ต้องทำให้ได้ กระเพื่อมเยอะ แต่เราก็ต้องหนักแน่น ผมก็มีความแข็งข้างในเหมือนกัน ไม่ใช่อ่อนตลอด แต่ก็ต้องเปลี่ยนลุคส์ แต่ก็ยังคงความเป็นนักวิชาการที่ต้องการสร้างอะไรใหม่ๆ ในกรมศุลกากร ไม่ใช่ทำลาย คือ ไม่ใช่มากิน ไม่ได้ต้องการมาสร้างฐานะที่นี่โดยไม่ถูกกฎหมาย
ยอมรับว่าเรื่องรางวัลนำจับที่จะแก้ไข มีแรงต้านเหมือนกัน ผมต้องใช้เวลาตรงนี้นานเพื่อทำความเข้าใจ ทั้งระดับสำนัก ทั้งด่าน ว่าผมต้องทำเพราะอะไร ถ้าผมไม่ทำ คุณจะไม่ได้อะไร เพราะกระแสไม่ได้มาจากเรา กระแสมาจากข้างนอก มันกดดันให้เลิกทั้งสินบนและเงินรางวัลเลย.








