ความสนใจของคนในสังคมไทยห้วงระยะนี้ เกือบร้อยทั้งร้อยน่าจะพุ่งตรงไปบนถนนการเมืองว่าด้วยข้อมูลข่าวสารในคดี “ยึดทรัพย์” ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เพราะมีการวิเคราะห์วิจารณ์กันอย่างหนาหูหนาตาว่า
ประเทศไทยอาจจะเจอจุดเปลี่ยนจากกรณีนี้!!!
อย่างไรก็ตาม สำหรับผมแล้ว ค่อนข้างเห็นต่าง คิดไม่เหมือนกันครับ ...
ผมเชื่อว่า ประเทศไทยจะอยู่หรือไปไม่ใช่เพราะคนๆเดียว ฉะนั้น...ทำไมหนอ??? สังคมไทยจะไปให้คุณค่าน้ำหนักอะไรหนักหนากับคนๆหนึ่ง ทั้งๆ ที่คนๆนั้นแสดงออกอย่างชัดแจ้งโดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าสุขภาวะของคนไทยทั้งประเทศ
จะตั้งข้อสังเกตว่า เริ่มต้นสัปดาห์นี้ ผมนอกเรื่องเสียแล้ว ...ยอมรับครับ! ถึงแม้ไม่ใช่(นอกเรื่อง)แต่ก็ใกล้เคียง เพราะในความนอกเรื่องผมอยากจะโยงใยว่า มีประเด็นที่คล้ายคลึงกับความพยายามในการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปประเทศไทยให้น่าอยู่ที่สุดในโลกครับ
นั่นคือ ...สังคมไทยต้องเรียนรู้ เปิดมิติมุมมองใหม่ว่า ความขัดแย้งทางความคิดใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สังคม เศรษฐกิจ สามารถแปลงให้กลายเป็นโอกาสได้ หากช่วยกัน “คิดบวก”
Positive Thinking การคิดบวก กลายเป็นศาสตร์ใหม่ที่แทรกอยู่ในองค์ความรู้ทุกเรื่องในโลกปัจจุบัน แม้ว่าเป็นเรื่องเก่าที่มีมานานแล้ว รวมทั้งในพุทธวจนะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสนใจที่จะนำมาเผยแผ่และเผยแพร่อย่างเป็นทางการและใช้วิชาการเข้าไปสนับสนุน
การคิดบวกก็คือการคิดดี ทำดีตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดังนั้น เราจึงไม่ต้องดูอื่นไกล เสียเวลา หากเรามองว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจนถึงกล่าวกันว่า 26 กุมภาพันธ์ 2553 ประเทศไทยจะรอดไหมนั้น มันคือบริบทของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปในทางที่ดีขึ้น เป็นการพัฒนาประชาธิปไตยที่พร้อมก้าวกระโดดสู่วิถีในแบบเดียวกับโลกพัฒนาแล้ว อีกทั้งจะเป็นอีกตัวอย่างที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคนว่า ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วก็ต้องชดใช้ ...ลองสวมแว่น “คิดบวก” มองบ้าง เป็นไปได้อย่างสูงครับว่า ความกังวลทั้งหลายน่าจะคลี่คลายลงไม่มากก็น้อย และยิ่งจะเร่งวันเวลาให้ถึงวันพิพากษาคดีเร็วๆ
เฉกเช่นเดียวกับประเด็นที่ผมขึ้นหัวเรื่องไว้นั่นแหละ!
ผมอยากจะบอกว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์มาบตาพุด ทำไมถึงเลือกมองมุมเดียว มุมที่มีแต่ความเดือดร้อนไม่สบายหูสบายตา ให้น้ำหนักแต่ประเด็นความเสียหายต่อการลงทุนในประเทศทำให้คนตกงานบ้าง ทำให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องได้รับผลกระทบบ้าง
ถ้ารู้จักคิดบวก ผลกระทบจากเหตุการณ์มาบตาพุด คือบทเรียนใหญ่สร้างความกระตือรือร้น กระตุ้นความสนใจของทุกฝ่ายต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนที่ผูกพันกับโรงงานอุตสาหกรรม
ถ้าลองมองมุมดี ทำไมเราจะไม่ขอบใจ ที่ชาวมาบตาพุดได้ตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพในการกำหนดนโยบายของชุมชน จนเป็นแบบอย่าง และเป็นตัวสะกิดให้รัฐได้ตระหนักถึงความชัดเจนในการกำหนดนโยบายการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ...จริงไหม
ถ้าคิดมุมดี เราก็จะสามารถแก้ไขมุมเสียให้เป็นเรื่องสร้างสรรค์ อย่างน้อยที่สุด ทำให้เราได้มีโอกาสกลับไปค้นหาที่มา ต้นเหตุ ที่ทำให้นิคมอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในปัจจุบันนี้
แต่ผมเชื่อว่า อนาคตมันต้องมีแต่ดีกับยอดเยี่ยมครับ
เพราะเหตุการณ์ที่มาบตาพุดสร้างจุดเปลี่ยนของปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยไงครับ
อย่างน้อยที่สุด รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มเคลื่อนไหวแล้วครับว่า เราควรจะต้องมีพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเป็นการเฉพาะ
หลังจากที่เรามีกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับแรกเมื่อปี 2518 จนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่า ไม่ได้ไกลไปเกินกว่าข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้าของโรงงานหรือธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นตัวกำหนดทิศทาง ในขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็เชื่ออย่างเต็มเปาว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดมาจากโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น
การขับเคลื่อนให้ออกกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในศตวรรษที่ 21 นี้สมควรแล้วที่จะต้องแตกต่างจากศตวรรษที่แล้ว ซึ่งข้อเสนอในการใช้ “เครื่องมือเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม” ไม่สามารถถูกมองข้ามอีกต่อไป
“เครื่องมือเศรษฐศาสตร์” ตามการบัญญัติของสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ประกอบด้วย ภาษี ค่าธรรมเนียม การวางประกันความเสี่ยงหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม การซื้อขายสิทธิ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือสิทธิการปล่อยมลพิษ การใช้เงินอุดหนุน และสิทธิพิเศษอื่นๆ
การเก็บภาษีมลพิษ ก็คือเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม
ใครเป็นผู้ก่อมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมมาก ก็ต้องจ่ายภาษีมาก ทำนองเดียวกับ “ภาษีบาป” ที่จะต้องถูกเก็บในราคาสูง เพราะสร้างผลกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้าง
อาจจะมีข้อถกเถียงว่า อุตสาหกรรมเติบโตมากเท่าใด หมายถึงดัชนีความเป็นอยู่ ตัวเลขจีดีพีของประเทศเจริญขึ้นตามไปด้วย การเก็บภาษีกับโรงงานเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม จะสร้างความไม่พึงพอใจให้กับเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมและผู้ผลิตได้
คงต้องพูดความจริงให้หมดแล้วล่ะครับว่า ทุกวันนี้และอนาคตข้างหน้า อุตสาหกรรมใดที่สร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม จะต้องตายไปทีละเล็กทีละน้อย เพราะมาตรการสากลทั่วโลก ที่ตั้งป้อมเอากลับสินค้าทุกประเภทที่สร้างปัญหาทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของมนุษย์
เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมรู้ดีอยู่แก่ใจว่า การกีดกันทางการค้าว่าด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเป็นประเด็นสำคัญในโลกธุรกิจจากวันนี้ไป แล้วทำไมเราจะไม่ใช้วิกฤตมาบตาพุดเป็นโอกาสเปลี่ยนแปลง เพื่อการรับมือกับสถานการณ์การค้าในอนาคต ทั้งยังจะได้ส่งอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ คือ ช่วยเหลือ ส่งเสริมการมีสุขภาวะที่ดีของทุกคนในสังคม และชุมชนใกล้เคียงกับโรงงาน
ไม่มีคำ “สายเกินไป” สำหรับการทำดี การลงทุนเปลี่ยนแปลงอาจจะต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่าง แต่ผลที่ตามมาเมื่อมันคุ้มค่า ก็เหมือนกับความฝันที่อยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกที่ควร อยู่รอดได้ทุกสถานการณ์นั่นแหละ บางครั้งก็ต้องผ่านความเจ็บปวด ก่อนที่จะยิ้มออก...จริงไหมครับ
นายใฝ่ฝัน ปฏิรูป








