เพียงแค่ไม่กี่วัน สถานการณ์ความตึงเครียดที่กำลังเขม็งเกลียวจนสุ่มเสี่ยงอาจจะมีแนวโน้มไปสู่การใช้กำลังของ 2 ประเทศ ระหว่างไทยกับกัมพูชาอันมีชนวนเหตุจากข้อพิพาทปัญหาปราสาทพระวิหารกลับกลายเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ บรรยากาศต่างๆ มีสัญญาณที่ดีขึ้นตามลำดับ
นับตั้งแต่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา นายกอย เกือง ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมที่จะเจรจาแบบทวิภาคีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ระหว่างการพบปะกันในการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียน-ยุโรป ที่ประเทศเบลเยียมในเดือนตุลาคม 2553 โดยไม่มีประเทศที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง
จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ที่อยู่ระหว่างหลบหนีคดีในต่างประเทศก็ได้ลาออกจากการเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชาและที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งทันทีที่มีข่าวดังกล่าวฝ่ายไทยก็สนองตอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยการฟื้นสัมพันธ์ทางการทูตส่งเอกอัครราชทูตไทยกลับไปประจำที่ประเทศกัมพูชาตามเดิม
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศดูอึมครึมเพราะต่างฝ่ายต่างแสดงจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะท่าทีของประเทศกัมพูชาภายใต้การนำของสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรี แสดงปฏิกิริยาที่แข็งกร้าวและไม่พอใจรัฐบาลไทยในเรื่องที่คัดค้านกัมพูชาในการยื่นเรื่องต่อยูเนสโกขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก จนมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้สหประชาชาติและประชาคมอาเซียนเข้ามาเป็นตัวกลางแก้ปัญหาข้อพิพาท
แม้จะยังไม่มีใครออกมาชี้แจงเหตุผลข้อเท็จจริงถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากอะไร เป็นเพราะสหประชาชาติและประชาคมอาเซียนแค่เห็นใจไม่ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องตามความต้องการของกัมพูชาหรือไม่ หรือมีอะไรแอบซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่เบื้องหลังสมเด็จฯ ฮุน เซ็น ผู้ซึ่งมีพฤติกรรมกลิ้งกลอกเป็นนิจ รวมทั้งการลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชาของพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตาม
แต่เมื่อแนวโน้มทุกอย่างเริ่มเป็นไปในทางที่ดี รัฐบาลไทยก็ต้องรีบใช้บรรยากาศที่ผ่อนคลายช่วงนี้เร่งกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาข้อพิพาทปราสาทพระวิหารในทุกๆ ประเด็น ทั้งการเข้าไปในพื้นที่พิพาทหรือประเด็นเทคนิคต่างๆ ที่แม้จะไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปในทันทีเพราะเป็นเรื่องต้องใช้เวลา แต่ก็ยังดีกว่านิ่งสนิทจนไม่สามารถเดินหน้าไปได้
สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องพึงตระหนักไว้เสมอ คือปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศตามแนวชายแดนที่เกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ความสัมพันธ์ทางการเมือง 2 ชาติเท่านั้น แต่ประชาชนคนในพื้นที่ก็ได้รับผลกระทบทั้งสภาพความเป็นอยู่และสภาวะทางเศรษฐกิจตามแนวชายแดนของ 2 ประเทศเช่นเดียวกัน.








