นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ออกมายอมรับว่า ขณะนี้กำลังเกิดปัญหาน้ำตาลทรายขาดแคลนในหลายจังหวัด หลังได้รับร้องเรียนจากประชาชนและร้านค้าปลีกว่า ได้รับการจัดส่งน้ำตาลจากโรงงานผลิตลดลง รวมทั้งเพิ่มราคาขายจนทำให้เกิดปัญหาน้ำตาลไม่เพียงพอและราคาสูง และยังให้สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบการแก้ปัญหาน้ำตาลทรายขาดแคลนแทนกรมการค้าภายใน ซึ่งรับผิดชอบเรื่องของการกักตุน เรื่องของราคาจำหน่าย เรื่องของการดูแลผู้บริโภคโดยตรง
โดยอ้างว่า ต้องการให้มีการแก้ปัญหาเชิงรุกมากขึ้น
สวนทางกับ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมการค้าภายใน ที่ออกมาย้ำแล้วย้ำอีกว่า น้ำตาลทรายไม่ได้ขาดแคลน แต่ยอมรับว่าจากการที่ข่าวมันออกมาว่า "ขาดแคลนแล้ว!" ส่งผลให้ผู้ค้ามีการกักตุน จำกัดปริมาณซื้อ ซึ่งเป็นปัญหาหลักอยู่ตอนนี้
ข้อมูลของ น.ส.ชุติมาสอดคล้องกับคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล (กอน.) ที่ออกมาระบุเช่นกันว่า น้ำตาลไม่ได้ขาดแคลน และยังไม่มีการขึ้นราคาจำหน่ายน้ำตาลในประเทศ แต่ปัญหาเกิดจากพวกใช้โควตาผิดประเภท โดยตั้งข้อสงสัยเล็งไปที่ผู้ใช้โควตา ค. หรือน้ำตาลที่จัดสรรเพื่อผลิตสินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำตาลโลกที่สูงขึ้น ทำให้หันมาซื้อน้ำตาลโควตา ก. หรือน้ำตาลจัดสรรเพื่อใช้ในประเทศ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในประเทศปั่นป่วน
แม้การแก้ปัญหาตอนนี้จะมีเพียงการพิจารณาเพื่อการตัดปริมาณในโควตา ค. ในการใช้ปีหน้า ซึ่งก็คงยังไม่มีผลในเร็วๆ นี้ แต่ที่มีผลโดยทันทีคือ การเพิ่มปริมาณน้ำตาลโควตา ก. อีก 10.5% จาก 1.9 ล้านตัน (19 ล้านกระสอบ) เป็น 2.1 ล้านตัน (21 ล้านกระสอบ) และขึ้นงวดน้ำตาล 52 งวด งวดละ 4.03 หมื่นตัน จากเดิมขึ้นงวด 3.65 หมื่นตัน
อัดน้ำตาลเข้าระบบ ส่วนหนึ่งเพื่อช่วยรองรับความต้องการใช้ในประเทศ กับอีกส่วนเป็นการอัดปริมาณให้พวกผู้ใช้น้ำตาลผิดประเภท "สวาปาม" น้ำตาลเพิ่มได้สะดวกอีกเช่นกัน
การแก้ปัญหาดังกล่าว แม้จะไม่สามารถสยบพวกใช้น้ำตาลผิดโควตาได้ แต่ก็ยังไม่แรงเท่ากับการแก้ปัญหาโดยการให้ข้อมูลข่าวที่ไม่ตรงกันให้แก่ชาวบ้าน
รู้ข้อมูลอีกแบบ แทนที่จะประสานหน่วยงานทุกระดับเพื่อสยบปัญหา กลายเป็นการแยกแก้ปัญหาเพื่อสร้างปัญหาขึ้นอีก เพราะการออกมายอมรับโครมๆ ว่า น้ำตาลขาดแคลน นอกจากจะไม่ทำให้สถานการณ์กักตุนลดลงแล้ว ยังทำให้การกักตุนหนักข้อขึ้น
ไม่เข้าใจว่า รมว.พาณิชย์ ทำไมถึงไม่ฟังรายละเอียด ข้อมูลความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ราคาน้ำตาลจากกรมการค้าภายใน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแล และรัฐมนตรีก็กำกับดูแลโดยตรง ข่าวที่ให้เลยสวนทางกัน ประหนึ่งเหมือนการลดความน่าเชื่อถือซึ่งกันและกัน
ฝ่ายหนึ่งบอกไม่ขาดแคลน ไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนว่าซื้อยาก แต่อีกฝ่ายดันมาเปิดเผยว่า ได้รับร้องเรียนจากประชาชน ขาดแคลนหลายจังหวัด โรงงานส่งน้ำตาลให้ร้านค้าปลีกลดลง ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า มันเกิดอะไรขึ้น ระหว่างกรมการค้าภายในยุคอธิบดีชุติมา กับรัฐมนตรีพรทิวา ที่ไม่สามารถประสานงานกันได้ถึงขั้นต้องข้ามหัวไปสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์แทน โดยอ้างว่าเป็นหน่วยงานใหญ่ ดูแลทั่วถึงกว่า มีพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศดูแล
หากดูจากข้อมูลหน่วยงานอื่น อย่างนายประกิต ประทีปะเสน ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ที่ออกมาระบุ ถึงผลการประชุมร่วม 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ซึ่งประกอบด้วย โรงงานน้ำตาลทั้ง 47 โรงงาน มีความเห็นร่วมกันว่า น้ำตาลทรายเพื่อการบริโภคภายในประเทศ หรือโควตา ก. "ไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน" เนื่องจากโรงงานน้ำตาลได้สำรองน้ำตาลไว้ให้ผู้บริโภคอย่างเพียงพอ และขณะนี้โรงงานน้ำตาลอยู่ระหว่างการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทราย ซึ่ง ณ วันที่ 23 ก.พ. มีปริมาณอ้อยเข้าหีบแล้ว 53 ล้านตัน และมีปริมาณน้ำตาลที่ผลิตได้แล้ว 52 ล้านกระสอบ ดังนั้น ประชาชนไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำตาลบริโภค
เมื่อมองจากข่าวหลายด้าน จากผู้เกี่ยวข้องในแวดวงน้ำตาล แล้วหันมามองการทำงานที่กระทรวงพาณิชย์แล้ว ใครผิด ใครถูก ไม่รู้! ตัดสินไม่ได้ เพราะต่างคนก็ต่างมีรูปแบบการทำงานที่ต่างกัน แต่การให้ข้อมูลแล้ว ช่วยให้สังคมได้รู้สถานการณ์ หรือซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่หนัก! คนอ่านข่าวต้องใช้วิจารณญาณแยกแยะเอง
ไม่เช่นนั้นอาจจะหลงไปกับประเด็นที่เป็นแค่ "สงครามน้ำตาลไหม้" ได้.








