วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์...ก็คงเป็นแค่ วันธรรมดา วันหนึ่ง อย่างที่ผู้หลัก-ผู้ใหญ่บางท่านได้เคยออกมาให้คำนิยามเอาไว้ แม้นว่าในวันนี้...ใครต่อใครอาจจะนั่งลุ้นกันชนิดตัวโก่ง ตัวเกร็ง แต่ท้ายที่สุดแล้ว...ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็คงต้องเป็นไปตาม เหตุปัจจัย นั่นแหละท่าน หรือเป็นไปตามกฎอิทัปปจยตา ว่าด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้สิ่งนี้...สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเป็นไป...
-----------------------------------------
ว่าไปแล้ว...เลยไปกว่าวันนี้อีก 2 วัน คือวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ น่าจะเป็นวันที่มีความสำคัญหรือเป็นวันที่ไม่ธรรมดายิ่งกว่าเป็นไหนๆ ด้วยเหตุที่เมื่อย้อนอดีตกลับไปเมื่อประมาณซัก 2553 ปีที่แล้ว ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ หรือในช่วงตรงกับวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 3 เชื่อกันว่าเป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุประมาณ 1,250 รูป ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบวชให้ หรือที่เรียกๆ กันว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา ได้หลั่งไหลเดินทางมายังป่าเวฬุวนาราม ชานกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแค้นมคธ ในประเทศอินเดียปัจจุบัน เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยที่ต่างคนต่างก็ไม่ได้เคยนัดหมายกันมาก่อน...จนทำให้เกิดวันสำคัญอันเป็นที่จดจำจารึกกันในฐานะ วันมาฆะบูชา นั่นเอง..."
---------------------------------------------
แม้นว่าบรรดาพระภิกษุเหล่านั้น...จะมีจำนวน ปริมาณเพียงแค่ 1,250 รูป ไม่ได้มากมายมหาศาลระดับนับเป็นล้านๆ รูป จนอาจต้องอาศัยรถกะบะ รถอีแต๋น นับเป็นแสนๆ คัน ไปบรรทุก ลำเลียงมาเลยก็ตาม แต่แต่ละองค์ แต่ละรูป ต่างก็เป็นที่ยอมรับ หรือต่างก็เป็นผู้ที่เชื่อๆ กันว่า ล้วนแล้วแต่เป็นผู้คิดดี ปฏิบัติดี ตั้งมั่นอยู่ใน สัมมาทิฏฐิ จนต่างก็บรรลุสัจธรรมสูงสุด หรือเป็น พระอรหันต์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การปรากฏตัวของบรรดาพระอรหันต์เหล่านี้ โดยมิได้นัดหมายกันมาก่อน จึงกลายเป็นปรากฏการณ์พิสดาร ซึ่งถือว่ามีความสำคัญเอามากๆ หรือเป็นเสมือนหนึ่งสัญลักษณ์แห่งความถูกต้อง ดีงาม ความสะอาด บริสุทธิ์ ความมีสันติธรรม สันติภาพ อันเป็นที่จดจำจารึกอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งโลกมาโดยตลอด...
--------------------------------------------------
คำว่า สัมมาทิฏฐิ อันทำให้บรรดาพระภิกษุเหล่านี้บรรลุถึงสัจธรรมสูงสุด ตามจุดมุ่งหมายในทางศาสนา หรือกระทั่งจุดมุ่งหมายในความเป็นมนุษย์ก็แล้วแต่ เคยได้รับการอรรถาธิบายโดยปราชญ์แห่งวงการศาสนา อย่าง ท่านพุทธทาสภิกขุ เอาไว้ให้พอเข้าใจง่ายๆ ดังนี้ว่า... "สัมมาทิฏฐิที่สูงสุด ก็คือความเข้าใจอันถูกต้องว่า...อะไรเป็นความทุกข์ที่แท้จริงของมนุษย์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ที่แท้จริง และควรกลัว ความไม่มีทุกข์ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร และทำอย่างไรมนุษย์จึงจะได้มาซึ่งความไม่มีทุกข์นั้นๆ..." และก็ด้วย ความเข้าใจ หรือ ความรู้ ในเรื่องราวเหล่านี้นี่เอง ที่เชื่อๆ กันว่านอกจากจะทำให้ ผู้รู้ หรือ ผู้ที่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้เกิดความสุข สะอาด สว่าง สงบในชีวิตอย่างเป็นอมตะนิรันดรกาลแล้ว ยังสามารถทำให้สังคมใดๆ หรือกระทั่งสังคมโลก เป็นไปในหนทางที่จะนำมาซึ่งสันติภาพ สันติธรรม อย่างมั่นคง ถาวร อีกด้วยต่างหาก...
-----------------------------------------------
ท่านพุทธทาสภิกขุ ขยายความเอาไว้ดังนี้ว่า..."ถ้าสัมมาทิฏฐิของคนในโลกดำเนินไปถูกทางจริงๆ อย่างน้อยที่สุด ก็จะทำให้มองเห็นชัดเจนว่า โลกไม่อาจมีสันติภาพได้ด้วย...การเมือง แม้แต่การศึกษาที่เจริญสุดขีดก็ตาม แต่ถ้าหากเป็นการศึกษาที่ปราศจากสัมมาทิฏฐิแล้วล่ะก็ นั่นแหละกลับจะเป็นเครื่องมือทำลายโลก และจะเห็นได้ว่ารายจ่ายในการสร้างอาวุธเพื่อเอามาล้างผลาญกันเองในบัดนี้นั้น มากมายเกินกว่าที่จะเอามาช่วยกันจัดสร้างให้โลกมีสัมมาทิฏฐิ อย่างที่เปรียบกันไม่ได้เลย" และ "สันติภาพที่แท้จริง ที่มั่นคง ถาวร ก็คือสันติภาพที่มีมาจากบุคคลซึ่งมีจิตใจสะอาด สว่าง สงบ อันเป็นผลมาจากสัมมาทิฏฐิโดยตรง เพราะสันติภาพไม่อาจมีที่มาจากหมู่ชนที่เมามายในความสุขทางเนื้อหนัง แล้วทำการต่อสู้ เพื่อป้องกัน แข่งขัน แย่งชิงปัจจัยแห่งความสุขชนิดนั้น ระหว่างกันและกันได้เลย..."
-------------------------------------------
เอาเป็นว่า...ท่ามกลางบรรยากาศอันเต็มไปด้วยความสกปรก รกรุงรัง หมกมุ่น มัวเมา ยื้อแย่ง แข่งขัน ส่งผลให้เกิดความหวาดวิตก ตื่นตระหนก โกรธเกรี้ยวเฉียวฉุน แค้น อาฆาต พยาบาต กันและกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งสังคมไทย มาตั้งแต่ก่อนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ และหลังจากวันที่ 26 ไปถึงวันไหนต่อวันไหนก็ยังไม่อาจรู้ได้ สิ่งที่เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ จึงมีความสำคัญเอามากๆ สำหรับผู้คนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกสี ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นแดง เป็นเหลือง เป็นน้ำเงิน เป็นขาว ถ้าหากว่าลองได้เริ่มต้นตั้งมั่นอยู่ใน สัมมาทิฏฐิ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวเอง หรือสังคมทั้งสังคม ก็มีโอกาสที่จะได้พบกับความสงบ ความสะอาด พบกับสันติภาพ สันติธรรม ได้ไม่ยาก...
--------------------------------------------
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซึ่งต้องนั่งตั้งจอมอนิเตอร์ ฟังรายละเอียดคำพิพากษาของศาลอยู่ ณ กรุงดูไบ นั่นแหละ ถ้าลองตั้งสติ ใช้ สัมมาทิฏฐิ เป็นเครื่องพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่าง เท่าที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของตัวเองกันให้ลึกๆ ดูให้ครบถ้วน ถ่องแท้ ลงไปถึงลำต้น ดอกผล รากแก้ว รากฝอย ไม่ใช่คิดแต่จะดูใบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็น่าจะพอเข้าใจได้ว่า...อะไรกันแน่??? ที่เป็น ทุกข์ที่แท้จริง ของตัวเอง การได้มาซึ่งเงิน 7 หมื่นกว่าล้านบาท เอาเข้าจริงๆ แล้วมันทำให้ตัวเองเกิดความสุข หรือความทุกข์กันแน่??? การดิ้นรนหาทางที่จะปกป้องมันเอาไว้ ถือเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การ ขจัดทุกข์ ของตัวเองได้จริงๆ หรือ??? เหตุใดบุคคลผู้ซึ่งมีทรัพย์สินมากกว่าตัวเองไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า อาศัยอยู่ในปราสาท 3 ฤดูแท้ๆ ถึงต้องมานั่งจับเจ่าอยู่ที่โคนต้นไม้ เพื่อค้นหา ความรู้ อันจะนำมาซึ่งหนทางในการ ขจัดทุกข์แท้จริง มามอบให้กับโลกทั้งโลก เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปสู่ครรลองแห่งความสุข ความสงบ ความมีสันติภาพ ได้อย่างแท้จริง...
----------------------------------------
ด้วย สัมมาทิฏฐิ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองแม้แต่เพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวเองสามารถคลายทุกข์ลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย ยังอาจทำให้สังคมไทยทั้งสังคมมีโอกาสได้พบกับความสุข ความสงบซะที ไม่ต่างไปจากบรรดาผู้ซึ่งหลงไหล คลั่งไคล้ บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยปราศจาก สัมมาทิฏฐิ นั่นแหละ ระหว่างที่นั่งคิด นั่งฟังรายละเอียดคำพิพาษาด้วยสติ ด้วยการตั้งมั่นอยู่ในหนทางที่ถูก ที่ชอบ ในการใคร่ครวญ พิจารณาคำตัดสินแต่ละวรรค แต่ละประโยค ให้ชัดเจนกันจริงๆ แทนที่จะต้องหลั่งไหลเข้ามาประชุม ชุมนุม กันเป็นล้านๆ โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความสุข ความสงบใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย มีแต่นำมาซึ่งความทุกข์ ความเดือดร้อน ไม่ว่าต่อตัวเองและผู้อื่นไปทั่วทั้งสังคม เพียงแต่หวนไประลึกนึกถึงผู้ซึ่งยึดมั่นอยู่ใน สัมมาทิฏฐิ เพียงแค่ 1,250 รูปหรือคนเท่านั้น ซึ่งเข้าร่วมประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย แต่ยังคงเป็นที่จดจำต่อผู้คนทั้งโลก แม้ระยะเวลาจะผ่านมานับเป็นพันๆ ปีเข้าไปแล้ว ในฐานะผู้ซึ่งมีส่วนชี้นำหนทางอันไปสู่ความสุข ความสงบ สันติภาพ สันติธรรมให้แก่มวลมนุษยชาติได้อย่างแท้จริงจนตราบเท่าทุกวันนี้...
-----------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก ทัลเมจ..."คนฉลาดมากเรียนรู้ด้วยเหตุผล คนฉลาดน้อยเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ คนไม่ฉลาดเลยเรียนรู้ด้วยความจำเป็นบังคับ...เดียรัจฉานเรียนรู้ด้วยธรรมชาติ...".
-----------------------------------------








