อ่านเอาเรื่อง

Saturday, 26 May, 2012 - 00:00

"วันวิสาขบูชา วันสำคัญของชาวพุทธไทย"

   มีของดีรับวันวิสาขบูชามาฝากครับ พอดีว่ามีแฟนไทยโพสต์อยากให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาบทความสรรพสิริมงคล "วันวิสาขบูชา วันสำคัญของชาวพุทธไทย" ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งยาวอยู่พอสมควร แต่ผมจะพยายามให้จบในจันทร์ที่ ๔ มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชาพอดี เนื้อหาเหมาะกับคนทุกวัยทุกศาสนาครับ 
วันวิสาขบูชา (๑)
วันสำคัญของชาวพุทธไทย
                        พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
    คำว่า วิสาขบูชา เป็นชื่อของพิธีบูชา และการทำบุญในพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง ซึ่งปรารภ วันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้าเป็นเหตุ
คำว่า วิสาขบูชา เป็นคำเรียกสั้น ที่ตัดมาจากคำภาษาบาลีว่า วิสาขปุณณีบูชา บางทีก็เขียนเป็น วิศาขบูชา ซึ่งเป็นรูปที่ตัดมาจากคำภาษาสันสกฤตว่า วิศาขปูรณมีบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖
วันเพ็ญเดือน ๖ นี้ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่งในรอบปี เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เหตุการณ์ทั้งสามร่วมกันในวันนี้ เป็นมหัศจรรย์
ความสำคัญของวันวิสาขบูชา
บรรดาวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ประเภทรำลึกถึงเหตุการณ์และบุคคลสำคัญในอดีต วันวิสาขบูชานับว่าเป็นวันสำคัญที่สุด ทั้งในแง่ที่เป็นวันเก่าแก่ มีมาแต่โบราณ และในแง่ที่เป็นสากล คือเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง มีการจัดงานฉลองกันทั่วไปในประเทศทั้งหลายที่นับถือพระพุทธศาสนา
ว่าถึงเฉพาะใน ประเทศไทย การจัดงานฉลองวันวิสาขบูชาคงจะได้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยอาจจะสืบมาจากการติดต่อกับลังกาทวีป ที่มีงานวิสาขบูชามานานแล้ว และหนังสือเรื่องนางนพมาศ ก็เล่าเรื่องพิธีวันวิสาขบูชาในกรุงสุโขทัยไว้ด้วย
ในสมัยอยุธยา ก็เข้าใจว่ามีการฉลองใหญ่ ทั้งงานหลวงงานราษฎร์ ตลอด ๓ วัน ๓ คืน ครั้งกรุงแตกแล้ว ประเพณีจึงเสื่อมทรามไป จนมีการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีพระราชโองการ เมื่อ จ.ศ.๑๑๗๙ (พ.ศ.๒๓๖๐) กำหนดให้มีงานสมโภชประจำปีเป็นการใหญ่ยิ่งกว่างานใดๆ อื่น
ความในพระราชกำหนดพิธีวิสาขบูชา จ.ศ.๑๑๗๙ ว่า ทรงมีพระทัยปรารถนาจะบำเพ็ญพระราชกุศลให้มีผลวิเศษยิ่งกว่าที่ได้ทรงกระทำมา จึงมีพระราชปุจฉาถามคณะสงฆ์ มี สมเด็จพระสังฆราช (มี) เป็นประธาน ซึ่งได้ถวายพระพรถึงโบราณราชประเพณีงานวิสาขบูชา ดังสมัย พระเจ้าภาติกราช แห่งลังกาทวีป เป็นเหตุให้ทรงมีพระราชโองการกำหนดวันพิธีวิสาขบูชานักขัตฤกษ์ใหญ่ ครั้งละ ๓ วัน สืบมา
อย่างไรก็ตาม ครั้นกาลล่วงนานมา สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป งานวันวิสาขบูชาก็ค่อยซบเซาลงอีกโดยลำดับ
ใน รัชกาลที่ ๔ คือประมาณ ๑๐๐ ปีเศษล่วงแล้ว เมื่อประชาชนยังยึดมั่นในประเพณีดีอยู่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชดำริถึงความสำคัญของการประชุมใหญ่แห่งพระมหาสาวกของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต จึงได้ทรงจัดงานวันมาฆบูชาขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่ง
เวลาล่วงมาอีกนาน จนถึง พ.ศ.๒๕๐๐ มีการจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ เป็นงานสมโภชครั้งยิ่งใหญ่
หลังเสร็จงานแล้ว คณะสงฆ์ไทยครั้งนั้นได้ประชุมกันมีมติว่า วันเพ็ญเดือน ๘ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดพระเบญจวัคคีย์ เป็นวันที่สำคัญมาก เพราะเป็นการประดิษฐานพระพุทธศาสนา สมควรจัดขึ้นเป็นวันสำคัญที่มีการเฉลิมฉลองเป็นพุทธบูชาอีกวันหนึ่ง วันอาสาฬบูชา จึงได้เกิดมีขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๑ เป็นต้นมา (อ่านต่อฉบับวันจันทร์)

                                   ม.๑๑๒
เรียน คุณอัตถ์ อัตนัย ที่นับถือ
    ผมตั้งใจจะให้มันจบไปแล้วครับ สำหรับวินิจฉัย "เจตนา" ตาม มาตรา ๕๙ ป.อ. ซึ่งสืบเนื่องมาจากท่านอธิบดี DSI สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ เพราะไม่มีเจตนากระทำความผิด
    ประจวบกับมีผู้ตั้งประเด็นขึ้นมาใหม่ว่า ข้อความที่ผู้ถูกกล่าวหาปราศรัยในที่ชุมนุมวันนั้นไม่หมิ่นประมาท ปรับโทษตามมาตรา ๑๑๒ ไม่ได้
    ครับ....ก็ต้องมีเรื่องมาว่ากันต่ออีก เพราะคำว่า "หมิ่นประมาท" เป็นองค์ประกอบความผิดของมาตรา ๑๑๒ ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น...พระมหากษัตริย์..."
    เบื้องต้นต้องเข้าใจกันก่อนว่า "หมิ่นประมาท" เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชื่อเสียงของผู้อื่น ได้รับความกระทบกระเทือนโดยตรง เรียกว่าเป็นการใส่ความเขา ยกตัวอย่างเช่น
    นางตอแหล บอกนายขวานบิ่นว่า "นังดีฝ่อแม่ค้าส้มตำปากซอยมันบอกว่าอีตับหวานเมียแกเล่นชู้กับไอ้เม่งเตี๋ยว มันเห็นกับตา"
    ครับ.... ก็ทั้งนางตอแหลกับนางดีฝ่อติดคุกทั้งคู่ ฐานหมิ่นประมาทนางตับหวาน ตาม มาตรา ๓๒๖ ป.อ. ไม่ว่าข้อความนั้นจะเป็นความจริง หรือไม่จริง ก็เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้
    การใส่ความว่า เขาทำผิดอาญา ต้องพิจารณาว่าเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้เขาเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้หรือไม่ ถ้าใส่ความว่าเขาเป็นคนโกง หลอกลวง ขี้ฉ้อเป็นหมิ่นประมาท ถ้าเพียงแต่ใส่ความว่า ขับรถผิดกฎจราจรอาจจะไม่เป็นหมิ่นประมาทก็ได้ เพราะการทำผิดกฎจราจรเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ใครๆ ก็ผิดได้เสมอ ไม่ทำให้เขาเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง
    อนึ่ง...ข้อความนั้นจะเข้าหลักเกณฑ์เป็นหมิ่นประมาทหรือไม่นั้น จะถือเอาตามความรู้สึกของผู้ถูกใส่ความ หรือญาติ หรือเพื่อนฝูงของผู้นั้นแต่ฝ่ายเดียว หรือเฉพาะคนหมู่ใด คนใดเท่านั้นไม่ได้ ต้องถือความรู้สึกนึกคิดของบุคคลธรรมดาทั่วไป (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๙/๒๕๑๗)
    ส่วนการ "ดูหมิ่น" นั้น ส่วนมากเป็นเรื่องแสดงความไม่สุภาพ แต่ไม่จำต้องเป็นเรื่องใช้คำหยาบคาย ผรุสวาท เสมอไป การใช้ถ้อยคำสุภาพก็อาจเป็นดูหมิ่นได้ เช่น "เขาว่าคุณดอกทอง" หรือ "รถคันนั้นทำไมไม่จับ จับเฉพาะผมคนเดียวเท่านั้น คุณไม่ให้ความเป็นธรรม" เป็นเรื่องดูหมิ่น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๑/๒๕๐๕)
    ข้อความที่มีความหมายเป็นพิเศษ เช่น "กระสุนพระราชทาน" ต้องอธิบายให้ได้ว่าเป็นความหมายที่เป็นการหมิ่นประมาท ถ้าเป็นความหมายธรรมดา ข้อที่ว่าจะเป็นข้อความหมิ่นประมาทหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยได้เอง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๙๗/๒๕๑๖)
    ครับ....กลัวจะไม่สั่งฟ้องศาลจะเอาที่ไหนมาวินิจฉัย....เนาะ.
                                                ด้วยความนับถือ
                                                 เฒ่า 72
    เพราะถ้อยความ "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น...พระมหากษัตริย์..." ใน ม.๑๑๒ นี่แหละครับ ถึงมีคนบางกลุ่มอยากให้ยกเลิก บางกลุ่มอยากให้แก้ไข
    ใครที่ให้ยกเลิกผู้นั้นมีเจตนาชัดครับว่า พวกเขาไม่ต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์  ผมไม่ได้กล่าวหากันลอยๆ เพราะเมื่อไหร่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย หมายความว่าใครก็สามารถด่าทอสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ ถ้าสถาบันติดใจก็ไปฟ้องร้อง อยากเห็นภาพในหลวงขึ้นศาลในคดีที่ถูกประชาชนหมิ่นประมาทอย่างนั้นหรือ  
    แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ประชาชนผู้จงรักภักดีจะออกมาขัดขวางการกระทำของคนไร้รากพวกนี้ ผลคือประชาชนต้องมาเผชิญหน้ากันอย่างเลี่ยงไม่ได้ หรือว่านั่นคือสิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องการ
    สำหรับกลุ่มที่ต้องการแก้ไขก็มีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกแก้เพื่อมิให้การเมืองนำมาตรา ๑๑๒ ไปใช้เป็นเครื่องมือ ส่วนตัวผมเห็นด้วย ๑๐๐% เต็ม เพราะเป็นแนวทางที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง
    แต่อีกกลุ่มต้องการแก้ไขโดยพ่วงเจตนาเพิ่มเติมที่ผิดไปจากวัฒนธรรมประเพณีไทย ร่ายไปไกลถึงขั้นต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงสาบานตน โดยยกเอารัฐธรรมนูญตะวันตกมาเทียบเคียง ผมว่าเลยเถิดไป กลุ่มนี้ไม่ควรสนับสนุน.

                อย่าสร้างภาพ
เรียน  คุณอัตถ์ อัตนัย
    ประเทศไทยภายใต้การบริหารของพรรคเพื่อไทย ได้ทำให้กฎหมายเป็นสองมาตรฐานอย่างชัดเจน เช่น กิจการของรัฐกับกิจการของเอกชน จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
    เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาลพิมพ์ขายใบละ ๔๐ บาท แต่ขายในตลาดใบละ ๖๐ -๗๐ บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ไม่กล้าแตะต้องและจับ ให้ขายได้บนโรงพักกับหน้ากระทรวงต่างๆ
    ส่วนพ่อค้า แม่ขาย ที่ขายข้าวแกงโดยหาเช้ากินค่ำ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกำลังจะออกกฎหมายบังคับให้ขายในราคากำหนดของกระทรวงพาณิชย์ หากขายเกินราคาควบคุมหรือลดปริมาณลง ต้องรับโทษถึงติดคุก
    แต่ทำไมกฎหมายฉบับเดียวกันกลับปฏิบัติต่างกัน สลากกินแบ่งรัฐบาลที่ขายเกินราคาจึงไม่ติดคุก ส่วนขายข้าวแกงเกินราคาต้องติดคุก มันแตกต่างกันตรงไหนครับ
    กับอีกเรื่องหนึ่งที่ผมเศร้าใจ ก็คือประชาชนคนไทยเกิดมาดูโลกก็ต้องเป็นหนี้เสียแล้ว ทำไมรัฐสภาจึงไม่แก้ไข กลับไปแก้ไขสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น หลังจากอุทกภัยน้ำท่วม รัฐสภาก็รีบเร่งด่วนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ กับเรื่องปรองดอง
    ความจริงต้องช่วยเหลือชาวนา ชาวไร่กับเกษตรกรต่างๆ ให้ได้ผลผลิตดีขึ้น กับต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมทุกวิถีทาง จะได้ทำให้การส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศนำเงินเข้าประเทศไทย แต่รัฐสภากลับไปแก้ไขสิ่งที่ไร้สาระ
    สุดท้าย ขอให้นักการเมืองอย่าออกสื่อตรวจตลาดสร้างภาพ พร้อมทั้งขอนำคำคมของนายพลนะคะมวยมาใช้กับกระทรวงพาณิชย์ว่า ให้ไปจับขายสลากเกินราคาก่อน แล้วค่อยมาจับพ่อค้าแม่ขายที่ขายเกินราคา.
                                ขอแสดงความนับถือ
                                      ศักดิ์ สยาม
    สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมันอู่ข้าวอู่น้ำของนักการเมืองนะครับ ไม่ว่ารัฐบาลไหนไม่มีใครกล้าไปแตะแน่นอน เศษกระดาษใบเดียวราคาเป็นร้อย ต้นทุนต่ำขนาดนี้ลองคิดดูซิครับ กำไรมหาศาลขนาดไหน นี่แหละครับที่หาเศษหาเลยจากเงินนอกงบประมาณ ส่วนนักการเมืองสร้างภาพ ผมว่าเอานายพลนะคะมวยมาเป็นรัฐมนตรีน่าจะปิดบัญชีได้ (ฮา)....ไม่มีทางที่นักการเมืองจะเลิกสร้างภาพ เพราะนั่นคือเส้นทางสู่อำนาจของพวกเขาหนะ.