วันนี้-วันจันทร์ที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘/๘ ปีขาล เป็นวันจันทร์เพ็ญปุรณมี "วันอาสาฬหบูชา" ตามปฏิทิน "อาจารย์เทพ สาริกบุตร" บอกว่า ในระยะ ๓-๔ วันนี้ มักมีอุบัติเหตุ ภัยพิบัติทางอากาศ และภัยธรรมชาติ ทั้งมักเกิดอาชญากรรม หรือการก่อความไม่สงบร้ายแรง
แล้วท่านตั้งใจไว้ในดวงจิตจะไปฟังเทศน์-ฟังธรรมเนื่องในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษาพรุ่งนี้กันหรือยังล่ะครับ ถ้ายัง ก็พอมีเวลาให้ตระเตรียม
ตระเตรียมอะไร?
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง การไม่ทำบาปทั้งปวง, กูสะลัสสูปะสัมปะทา การทำความดีให้ถึงพร้อม, สะจิตตะปริโยทะปะนัง การทำใจให้แจ่มใสอยู่เหนือกิเลส, เอตัง พุทธานะสาสะสัง นี้คือคำสอนของพระพุทธศาสนา
ตระเตรียม ปฏิบัติกาย-ปฏิบัติวาจา-ปฏิบัติใจ ให้เป็นไปตามคำสอนพระพุทธองค์นี้แหละ ประเสริฐสุดแล้ว วัดเราอาจไม่ได้ไป แต่เราสามารถสร้างวัดไว้ที่ใจเราได้
ในวันหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง เราอาจเคร่งครัดกับตัวเองไม่ได้ตลอด ก็เอาลล่ะ ใน ๓๖๕ วัน มีซักวัน-สองวัน ประตูสวรรค์ก็แย้มรอแล้ว หรือไม่ได้ก็เอาซักชั่วโมง เทพเทวาก็สาธุการแล้ว แต่ถ้าชั่วโมงก็ยังไม่ได้ เอาซัก ๕ นาที นี่ก็เป็น "นาทีทอง" แท้จริง แต่ถ้า ๕ นาทียังไม่ได้
"นาทีเดียว" ก็เลี้ยวพ้นนรกแล้ว...ท่านเอ๋ย!
แต่ถ้าแม้นาทีเดียว สติที่ถึงพร้อมก็ยังไม่สามารถน้อมถึงได้ ไม่เป็นไร เอาแค่ "ช้างกระดิกหู-งูแลบลิ้น" ก็ยังดี หมายความว่า ในวันหนึ่งๆ ขอให้เรามีสติสำรวจตัว-สำรวจใจ...ซักแว้บ
แว้บเดียวนั้น พลันยกเราพ้นภาวะ "สัตว์นรก" สู่ภาวะมนุษย์ "ผู้มีใจฝึกแล้วประเสริฐ" ทันที!
ก็อยากจะย้ำ ทำบุญ-ทำงาน ควักเงินควักทองถวายวัด-ถวายพระนั้น ทำไปเถิด แต่ขอให้เข้าใจให้ตรงว่า นี่คือจาคะ การบริจาคทานมีแล้วจัดสรรส่วนแบ่งปันเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ไม่ควรเข้าใจว่า ที่เอาเงินถวายพระ-ถวายวัดนั้นหวังเอาบุญ เพื่อให้บุญบันดาลสิ่งต่างๆ ได้ตามปรารถนา
บุญไม่มีขายหรอกครับ ถึงใครจะเอาเงินหมื่นล้าน-แสนล้านไปซื้อบุญ ก็ไม่ได้บุญ สู้ยาจกเข็ญใจ ไม่มีสตางค์ แต่มีสติอยู่กับตัวไม่ได้ แค่ไม่อิจฉาใคร ไม่ใส่ร้ายใคร ไม่เบียดเบียนใคร มีแต่ความปรารถนาดีให้กับทุกคน ประคองจิตให้แจ่มใสร่าเริงอยู่ในศีล-ในธรรม และแค่เด็ดดอกหญ้าริมทางซักดอกถวายพระด้วยศรัทธาที่ถึงพร้อม
บุญก็ห้อมล้อมเป็นกำแพงแก้ว โดยไม่ต้องใช้ธนบัตรเติมบุญ!
พูดถึงตรงนี้ จำได้ว่าเมื่อเดือนก่อน มีโอกาสได้สนทนากับ "คุณประเสริฐ กิติเรียงลาภ" สัตตบุรุษท่านหนึ่ง ที่สระบุรี ท่านก็ปรารภประเด็นนี้ คือท่านว่าพี่น้องคนไทยเรานั้นประเสริฐนัก มั่นคงในพระพุทธศาสนา การบุญ-การทานหนักแน่น-มั่นคง เงินร้อย เงินพัน หรือเงินหมื่นเพื่อบุญ "พร้อมควัก" ด้วยเต็มใจ
แต่ถ้าบอกให้ "ปฏิบัติธรรม" ซึ่งเป็นทางได้บุญแท้แน่นอน มีแต่คนอิดเอื้อน ด้วยข้ออ้างร้อยแปด-พันเก้า!?
มักอ้างว่าไม่มีเวลาบ้าง ทำไม่ได้บ้าง มีภาระทางชีวิตประจำวันบ้าง โอกาสยังไม่อำนวยบ้าง สรุปก็คือ ไทยพุทธวันนี้ ชอบวิธี "เอาเงินซื้อบุญ" มากกว่าวิธี "ปฏิบัติธรรม" เพื่อให้บุญประหนึ่งบัวเบิกอรุณขึ้นตรงกลางจิต!
ตรงข้ามกับ "คนต่างชาติ" ที่เริ่มหันเข้าอาศัยคำสอนพระพุทธองค์เป็นกุญแจไขปัญหาชีวิตกันมากขึ้น ทั้งในตะวันตก และตะวันออก เขาไม่ต้องการบุญ
แต่ในธุรกิจการงาน ในชีวิตประจำวัน ในชีวิตครอบครัว "ความรู้ท่วมหัว" แต่บางปัญหา "ไม่มีปัญญา" เป็นกุญแจไข จึงต้องมาแสวงหากุญแจ "ธรรมจากโอษฐ์พระพุทธองค์" และด้วยปัญญารู้ตำราของเขา พอมาสัมผัสแก่นแท้แห่งธรรมก็พลันเกิด "ปัญญารู้แจ้ง" ในสัจจะแห่งโลกและชีวิต นั่นคือ ต่างชาติที่เข้าหาพุทธ เขาเข้าหาแบบ
"เจาะถึงไข่แดง" โดยตรง!
ต่างกับคนไทย เข้าถึงพระพุทธศาสนา ในลักษณะแกลบ-ขี้เถ้าที่พอกเปลือกไข่ภายนอก พุทธเกาะเปลือกเป็น "ไข่เค็ม" เท่านั้น คือเกาะติดอยู่กับพิธีกรรม เอาบุญมาซื้อ-ขาย เอาพุทธมนต์มาปลุกเสกเป็นสินค้า ไม่สนใจที่จะเข้าถึงไข่แดง คือธรรมที่นำสุขแท้จริงมาให้ แม้กระทั่งไข่ขาวก็ยังไม่สนใจเพราะเหตุนี้ ต่างชาติ-ต่างภาษาเขาจึงมองประเทศไทยผ่าน "ความขัดแย้งในตัวมันเอง" ด้วยความงุนงง-สงสัยว่า
"พุทธศาสนา เป็นศาสนาของคนมีปัญญา แต่ทำไมเมืองไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธศาสนา จึงมีปัญหาขัดแย้ง-รุนแรง ขนาดคนบ้านป่า-เมืองเถื่อนที่ไร้ศาสนา เขายังไม่ขัดแย้งตะแคงชาติด้วยเรื่องโง่ๆ อย่างไทย"
"คนไทย" ซึ่งเป็นคนพุทธ มีปัญญาแน่หรือ?!
วันนั้น คุณประเสริฐมอบหนังสือให้ผม ๒ เล่ม "ประมวลธรรมเทศนา หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช" รวบรวมโดยสุรพล สายพานิช และคณะ เล่มหนามาก จัดทำและจัดพิมพ์ประณีต "คุณสุนิสา กิติเรียงลาภ" พิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทาน เนื่องในวาระครบรอบ ๖๐ ปี ผมเปิดอ่านบางส่วนไปแล้ว เห็นว่าเป็นธรรมที่หลวงพ่อปราโมทย์ "กลั่นจากแก่น" มาสอนให้ญาติโยมให้ดื่มด่ำกับ "ธรรมโอสถ" ด้วยวิธีการนำของยากมาบอกให้เข้าใจกันได้ง่ายๆ
ก็คิดว่า อยู่กับผม ๒ เล่มก็ไม่เกิดประโยชน์ในวงกว้างสมกับเจตนารมณ์ผู้สละทุนทรัพย์จัดพิมพ์ และผู้มีอุตสาหะ-วิริยะถ่ายคำเทศนาของหลวงพ่อจากซีดีมาเป็นหนังสือ ผมก็เห็นว่า "หลวงพ่ออดุลย์ สุธมฺโม" เจ้าอาวาสวัดพญาไม้ ราชบุรี ซึ่งเป็นพระผู้มักน้อย สมถะ สำรวมอยู่ในธรรม สมควรจะได้รับหนังสือนี้เพื่อจะได้นำสารธรรมเผยแพร่สู่พุทธบริษัทที่แวะเวียนกันไปวัดพญาไม้เวลานี้
ผมก็ฝากไปกับ "คุณสะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์" เพื่อถวายหลวงพ่ออดุลย์เรียบร้อยแล้ว พร้อมหนังสือ "หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต" ตอบปัญหาธรรมะ ก็ขอให้เจ้าของหนังสือทั้ง ๒ เล่มรับทราบ และอนุโมทนาด้วย
พูดถึงหนังสือ "หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ตอบปัญหาธรรมะ" และ MP3 ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ของท่านอาจารย์ธีรทาส ที่ครอบครัว "กิจพานิช" จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานนั้น ผมมีเรื่องต้องเรียนให้ท่านที่ขอรับมาทราบสักเล็กน้อย
ท่านที่ส่งจดหมายมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงขณะนี้ จดหมายกองรวม "กองพะเนิน" เลยครับ ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ให้ท่านทั้งสิ้น เหตุเพราะ เลขาฯ ผม "คุณภัทรพร" ที่รับภาระในเรื่องนี้มาตลอด พอดีมารดาของเธอเสียชีวิตกะทันหัน จึงต้องไปทำหน้าที่ลูกหลานกตัญญูในกิจการงานศพ
แล้วพอดีราชการ "หยุดยาว ๔ วัน" จากเสาร์ถึงอังคาร เขาหยุดงานกันหมด เหลือผมเฝ้าโยงสำนักงานคนเดียวโด่เด่ ไม่สามารถสะสางในการ "จัดส่ง" ให้เรียบร้อยได้ ฉะนั้น ก็ต้องรอเปิดงาน จากวันพุธไปแล้วนั่นแหละครับ กองพะเนินที่ว่านั่นจึงจะมีคนจัดการ จึงเรียนให้ทราบ เผื่อท่านจะร้อนใจว่า ตั้งนาน ทำไมเงียบหาย?
ก็อีกแหละครับที่ต้องปรับความเข้าใจกันระหว่างท่านกับผม เอาชัดๆ อย่างนี้ ถ้าต้องการ MP3 ศิษย์โง่ไปเรียนเซ็น ให้ท่านไปซื้อ "ซองกันกระแทก" แล้วจ่าหน้าถึงตัวท่านเอง แล้วใส่ซองอื่นส่งมาที่ไทยโพสต์ จะปิด-ไม่ปิดแสตมป์ก็ได้ ผมจัดการให้เอง แต่ถ้าปิด ก็ปิดแสตมป์ที่จะส่งกลับถึงท่าน ๕ บาท
นี่ส่วน MP3 นะครับ สำหรับที่ท่านต้องการหนังสือ "หลวงปู่หล้าตอบปัญหาธรรมะ" ผมบอกให้ท่านจ่าหน้าซองถึงตัวท่าน แล้วส่งมาให้ผม ปรากฏว่าท่านกะผม เข้าใจไม่ตรงกันครับ ส่วนมากจะส่งมาเป็นซองจดหมาย หรือซองกันกระแทกขนาดเล็ก ใช้ไม่ได้ครับ เพราะเล็กเกิน!
ตกลงกันใหม่ เอางี้นะครับ เพื่อความสะดวก ท่านเขียน Address ของท่านใส่แผ่นกระดาษขาวมาก็พอ ฝ่ายผมก็จะไปซื้อถุงขนาดใหญ่พอใส่หนังสือ "หลวงปู่หล้า" ได้ แล้วเอา Address ของท่านทากาวปะติดหน้าซอง แบบนี้สะดวกทั้งผม-ทั้งท่าน ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าส่ง เงินผมมีเยอะ
แต่มีบางท่าน ซื้อซองกันกระแทกมาให้ใช้ส่งถึงคนอื่นบ้าง ซื้อแสตมป์ดวงละ ๕ บาทมาให้ยาวเป็นวาบ้าง ก็ขอบคุณครับ!
ดูซี...ว่าจะเกริ่นเรื่องวัด-เรื่องวานิดเดียว เผลอยาวเข้าใกล้ตำแหน่งสมภารไปเลย นี่...ผมนั่งเขียน-นั่งคุยกะท่านอยู่นี่ โทรทัศน์เขาก็ออกข่าวด่วนว่า "ระเบิดที่ป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซี ย่านราชดำริ" บางท่านอาจนึกไม่ออกว่ามันตรงไหน ก็ตรง ๔ แยกราชประสงค์ที่เขาเคยชุมนุม เคยเผากันเมื่อ ๑๙ พฤษภา นั่นแหละ
เห็นบอกว่าบาดเจ็บไป ๙ คน ท่านอยากรู้ว่าใครทำ และทำทำไมใช่ไหมครับ ถ้าอยากรู้ วันนี้-พรุ่งนี้ ไม่เด็จพี่ ก็พี่ตู่ เขาคงออกมาบอกเองในทำนองว่า
"ไม่ทหาร ก็รัฐบาล ทำกันเอง เป็นแผนเพื่ออ้างเป็นเหตุไม่เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"!
แล้วอีกข่าวเมื่อวาน คือข่าวผลการเลือกตั้งซ่อม เขต ๖ กทม.ผลปรากฏว่า ประชาธิปัตย์ โดยนายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ได้ ๙๖,๔๘๐ คะแนน ชนะเพื่อไทย โดยนายก่อแก้ว พิกุลทอง ที่ได้ ๘๑,๗๗๖ คะแนน
ผลที่ออกมา อาจจะบอกอะไรได้หลายอย่าง แต่ผมเห็น ๓ อย่าง คือ อย่างแรก ในเรื่องการเมือง เป็นสัญญาณบอกว่าคนเลือกพรรค มากกว่าเลือกตัวผู้สมัคร อย่างที่สอง ในเรื่องบ้านเมือง คนไม่เอาทักษิณ ไม่เอาเสื้อแดง มากกว่าเอา!
และอย่างที่ ๓ ในเรื่องตัวบุคคล นายวิชาญ มีนไชยนันท์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย เห็นยืนแถลงหลังทราบผลว่าแพ้ประชาธิปัตย์ ผมนั่งฟังไป ดูหน้าท่านไป ก็นึกไปว่า เวลาอ้าปากพูด "คลับคล้ายคลับคลา" เหมือนใครซักคนน้าาาาา สุดท้ายก็ อ๋อ...เหมือนดาราที่ชื่อว่า
"ถั่วแระ เชิญยิ้ม"!








