เรียกได้ว่า..เป็นการเข้ามารับไม้ต่อในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังแบบกลางคัน สำหรับ "มั่น พัธโนทัย" ตัวแทนจากพรรคมาตุภูมิ ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เป็นหัวหน้าพรรค
เป็นการเข้ามา..หลังรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ เลือก "ตัดเนื้อร้าย" บางส่วนทิ้ง ด้วยการเขี่ยพรรคเพื่อแผ่นดิน ปีกที่มีใจโอนเอียงไปทางฝ่ายค้าน
แต่..มั่น พัธโนทัย ไม่ใช่รัฐมนตรีมือใหม่ แต่คลุกคลีแวดวงการเมืองมานาน ในฐานะขุนพลคู่ใจ "วัฒนา อัศวเหม" และช่วงรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำก็เคยรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มาแล้ว
0 เข้ามารับตำแหน่ง รมช.คลัง ดูแลงานอะไรบ้าง
ดูแลกรมสรรพสามิต กรมบัญชีกลาง และกรมธนารักษ์ นอกนั้นก็เป็นคณะกรรมการอยู่หลายชุดพอสมควร เช่น คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) คณะกรรมการกระจายอำนาจ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน แล้วก็ยังมีคณะกรรมการย่อยๆ อีกหลายคณะ
ตอนนี้ทั้ง 3 กรม ก็ไปตรวจเยี่ยมหมดแล้ว ถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีกำเนิดอยู่ในกระทรวงการคลังมานานแล้ว แทบจะไม่ต้องไปทำอะไรมาก เพียงแต่เราชี้จุดที่ว่าควรจะเร่ง อย่างบางเรื่องท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายไว้ เช่น กรมธนารักษ์ ที่ให้เร่งเรื่องการแจกที่ดินให้เช่า 1 ล้านไร่ ก็ทำไปได้กว่า 3 แสนไร่แล้ว และจะทำให้ได้อีกกว่า 1 แสนไร่ภายในปีนี้ ทำให้รับกับกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยต้องประสานกับกรมที่ดินทำแผนที่ให้ก่อน แล้วทางนี้ก็ไปประเมินราคา ก็ต้องเร่ง ปี 2554 ต้องเสร็จ
ขณะที่กรมบัญชีกลาง ส่วนใหญ่ก็เป็นหลักอยู่แล้ว เราเพียงแต่เร่งพวกระบบการจ่ายให้พยายามถึงตัว โดยเฉพาะ 3 กลุ่ม คือ ผู้พิการ อสม. แล้วก็คนชรา ให้เขาเปิดช่องทางให้ส่งถึงแบงก์เลย หรือให้ไปรับที่ไปรษณีย์ แล้วก็ต้องหาระบบที่จะควบคุมการจ่ายเงินให้รัดกุม โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ เรื่องการเบิกจ่ายค่ายาพวกนี้ ปีงบประมาณ 2554 ทางกรมเขาตั้งเป้าหมายไว้ไม่ให้เกิน 6.2 หมื่นล้านบาท ก็ให้นโยบายว่าพยายามให้อยู่ในกรอบนี้
อย่างปีนี้ ปีงบประมาณ 2553 เขาตั้งไว้ 4 หมื่นกว่าล้านบาท มันปาเข้าไปตั้งกว่า 5 หมื่นล้านบาท เกินไปเยอะ ก็ต้องดูเรื่องการจะจ่ายยา บัญชียาหลัก ราคากลางอะไรต่างๆ ก็ต้องควบคุมจากงบประมาณที่มี ปีหน้าที่ตั้งไว้ 6.2 หมื่นล้านบาท ผมขอไว้ว่าอย่าให้เกิน อันนี้เป็นเรื่องปฏิบัติ แต่ผมมอบเป็นนโยบายไว้ให้
เรื่องการประมูลที่ใช้อี-ออคชั่น มีเสียงว่ายังเกิดการฮั้วกันได้ ก็หาทางแก้ ทางกรมเขาก็ทำแนวทางปฏิบัติว่า จะใช้อี-บิดดิ้ง อี-มาร์เก็ตติ้ง แล้วบางสิ่งบางอย่างอาจไม่ต้องใช้อี-ออคชั่นก็ได้ ก็จะมีข้อยกเว้น
ส่วนกรมสรรพสามิตเป็นกรมเดียวในขณะนี้ที่เก็บภาษีได้เกินเป้ามาก เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นภาษีบาป ทีนี้ภาษีที่เกินเป้าก็เห็นว่ามันเกินพอที่น่าจะมาลดราคาน้ำมันให้ประชาชนได้สัก 1 บาท แต่หลังจากพูดไปราคาน้ำมันโลกมันตกลงทันที 80 สตางค์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็พูดใน กพช.ว่าเป็นความคิดที่ดี แต่รัฐบาลมีมาตรการมากมายที่ช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะเรื่องแก๊สอะไรต่างๆ จึงบอกว่าเอาไว้ให้ดูว่าถ้าราคาน้ำมันตลาดโลกมันสูงขึ้นกว่านี้ ก็อาจจะใช้วิธีนี้
0 เห็นว่าน่าจะลดได้สักประมาณ 2 บาทต่อลิตร
ใช่ ก็เอาจากภาษีสรรพสามิตสัก 1 บาท แล้วก็เอาจากกองทุนน้ำมันฯ อีกสัก 1 บาท เพราะตอนนี้กองทุนน้ำมันฯ ก็มีเงินเหลืออยู่ถึง 2.4 หมื่นล้านบาท แล้วก็เก็บเดือนละ 3 พันล้านบาท ขณะที่จ่ายชดเชยเดือนละ 1 พันล้านบาทกว่า ก็ยังเหลืออยู่ แต่ว่านายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นห่วงว่าถ้าเกิดน้ำมันพลิกผันมากจริงๆ เดี๋ยวกองทุนน้ำมันจะหมด เลยอยากให้คงไว้ก่อน ผมก็เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อไหร่ที่เกิดความเดือดร้อน เราก็สามารถเอามาตรการต่างๆ ที่เราเตรียมไว้ ซึ่ง รมว.คลัง ก็เห็นด้วยในหลักการให้ผมทำแนวทางช่วยเหลือเป็นกลุ่ม อาทิ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มขนส่ง เป็นต้น ซึ่งผมก็จะทำแผนเสนอ ไม่ใช่ว่าถึงเวลาแล้วค่อยมาคิด แต่เตรียมพร้อมไว้ก่อน
0 แนวทางที่ว่าช่วยเฉพาะกลุ่มคือทำอย่างไร
ตอนนี้ ปตท. ก็ช่วยเหลือพวกกลุ่มประมงอยู่ มันก็มีกลุ่มอื่นๆ อีกที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก ก็หาวิธีว่าถ้าหากเกิดความเดือดร้อนขึ้น เราก็ไม่ต้องมามัวนั่งตั้งกรรมการพิจารณากัน แต่พอเดือดร้อนปั๊บ รัฐบาลมีมาตรการทำได้เลย ซึ่งก็เก็บเป็นแผนสำรองเอาไว้ สมมติ รมว.คลังเห็นด้วย โดยเห็นว่ามีประโยชน์กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เราก็หารือกับ ปตท. และกระทรวงพลังงาน แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้
ขณะนี้น้ำมันยังไม่ถึง 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ถ้ามันเกิดวิกฤติขึ้น มีอะไรขึ้นในโลก ก็อาจขึ้นอย่างรวดเร็วได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเตรียมตัวไว้ เพราะนายกรัฐมนตรีก็มองว่าถ้าเกิน 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อไหร่ นั่นแหละจะมีปัญหา ตอนนี้ยังไม่ถึง มันก็เลยยังไม่เป็นประเด็นที่จะต้องมาวิตกกันมาก
สำหรับภาษีสรรพสามิตน้ำมันถ้าเราลดลงไป 1 บาทต่อลิตร ทั้งปีรัฐจะสูญเสียรายได้เฉพาะน้ำมัน 2.5 หมื่นล้านบาท ถ้าเราทดลองสักครึ่งปี เวลาเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นสักครึ่งปี ก็จะสูญเสียรายได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเฉพาะภาษีน้ำมันทั้งปีเราเก็บได้เกิน 1 หมื่นล้านบาทอยู่แล้ว ที่สำคัญคือว่าเราจะให้หรือไม่
0 ภาษีสรรพสามิตจัดเก็บได้เกินเป้าหมายมากแค่ไหน








