ในช่วงระยะนี้...ดูเหมือนว่าท่านอธิบดีดีเอสไอ คุณ ธาริต เพ็งดิษฐ์ จะต้องรับบทที่ค่อนข้างจะหนักหนาสาหัสอย่างเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบรรดาเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งเคยได้รับความชื่นชม ศรัทธา จากการทำหน้าที่อย่างมุ่งมั่น ตั้งอกตั้งใจ ในช่วงเหตุการณ์วิกฤติเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เสธ. ดาว์พงษ์ หรือ เสธ.ไก่อู ขวัญใจแม่ยก ที่ต่างก็พอได้ลอยตัว มีเวลาไปถ่ายแบบ ถ่ายปก ไม่ต้องมาเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า กับภารกิจการตามล้าง ตามเช็ดกันซักเท่าไหร่นัก แต่จะโดยบทบาทหน้าที่ของดีเอสไอ หรือ จะโดยอะไรก็แล้วแต่...คุณ ธาริต ที่ยืนหยัดอยู่โด่เด่...ก็เลยถูกรุมถล่มไม่ต่างไปจากกระสอบทรายเคลื่อนที่ไปแล้วก็ว่าได้...
---------------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม...การไล่จวก ไล่บี้ อธิบดีดีเอสไอ โดยกลุ่มคนที่เคยร่วมมือกันถักทอบูรณาการความฉิบหายให้กับชาติบ้านเมืองไปเมื่อเร็วๆ นี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเผาไทย ผู้นำมวลชน และกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ตามทฤษฎีกะละมัง 3 ใบนั้น...ก็คงพอเป็นที่เข้าใจได้ว่า เหตุใดถึงได้จงเกลียด จงชัง ต่อคุณ ธาริต หรือ ต่อหน่วยงานความมั่นคงอย่างดีเอสไอถึงเพียงนี้ หรือ ถ้าจะให้พูดแบบง่ายๆ ก็คงต้องสรุปว่า...ถือเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติที่ โจร พึงจะต้องรังเกียจ ตำรวจ รังเกียจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอยู่แล้วแน่ๆ แม้แต่โจรในหนังไทย หรือ หนังฮอลลีวู้ดก็แล้วแต่ เมื่อไม่สามารถตอบโต้ ทำอะไร ต่อตำรวจ หรือ ต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองได้ถนัดๆ มักหนีไม่พ้นที่จะต้องหันไปจับลูก เมียตำรวจ เป็นตัวประกันเสมอๆ ถือเป็น พล็อต ปกติธรรมดาของ ความเป็นโจร โดยทั่วไป...
----------------------------------------------------
ด้วยเหตุนี้...ถ้าหากจะมีโจรรายหนึ่ง รายใด ไปค้นเอาสลิปหลักฐานการเงิน การทอง ของภรรยาคุณ ธาริต มาแฉโพยกันในช่วงนี้ ก็คงต้องว่ากันไปตามพล็อต ตามโครงเรื่องหนังสืบสวนสอบสวน นวนิยายในแนวอาชญากรรมธรรมดาๆ ใครผิด ใครถูกย่อมขึ้นอยู่กับหลักฐาน ข้อเท็จจริง ซึ่งสามารถตรวจพิสูจน์กันได้ไม่ยาก แต่ในแง่อารมณ์ ความรู้สึกของสังคม สิ่งที่ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อคุณ ธาริต หรือ แม้แต่หน่วยงานดีเอสไอในช่วงนี้ คงไม่ได้มีแต่เฉพาะเรื่องการกล่าวหา การตอบโต้ เอาคืนจากบรรดาโจรๆ ทั้งหลายเท่านั้น ดูเหมือนว่าแม้แต่คนดีๆ หรือ พลเมืองปกติธรรมดา ก็ชักจะทำท่า ตั้งข้อกังขา แสดงความไม่มั่นอกมั่นใจต่อการทำหน้าที่ของดีเอสไอ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวพันไปถึงผลเสีย-ผลได้ของพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง...
--------------------------------------------------------
แต่อันที่จริงแล้วในเรื่องนี้...ถ้าหากลองเปิดใจให้กว้างๆ ย้อนกลับไปนำเอาความมุ่งมั่น ตั้งอกตั้งใจ ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไป-ตรงมา ของคุณ ธาริต ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา มาใช้เป็นองค์ประกอบในการพิจารณาควบคู่ไปด้วย รวมทั้งนำเอาสาเหตุความเป็นมาเป็นไปของคดีแต่ละคดีซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลรับผิดชอบของดีเอสไอมาแยกแยะโดยละเอียด การนำเอา อารมณ์ความรู้สึก ล้วนๆ และเป็นอารมณ์ความรู้สึกแค่ชั่วครู่ชั่วยาม มายัดเยียด กล่าวหา จนทำให้ตัวคุณ ธาริต หรือ หน่วยงานอย่างดีเอสไอกลายเป็นแค่เครื่องมือของนักการเมือง หรือ สมุนรับใช้นักการเมืองไปเลยนั้น...ออกจะ ใจแคบ ไปซักหน่อย และอาจเป็นการบั่นทอนความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งพยายาม ทำหน้าที่ ตามความรับผิดชอบของตัวเองที่ค่อนข้างจะมีน้อยอยู่แล้วในสังคมไทย หรือ ในสังคมข้าราชการทุกวันนี้...
----------------------------------------------------
เอาง่ายๆ แค่ลองไปดูคดีฆาตกรรม พระสุพจน์ ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของดีเอสไอรายเดียวเท่านั้น ก็น่าจะพอได้รับคำตอบแล้วว่า เหตุใดหน่วยงานดีเอสไอในยุคหนึ่ง กับดีเอสไอในยุคนี้ ถึงได้สรุปผลคดีแตกต่างกันในระดับแทบจะเป็นขาวกับดำ ทั้งๆ ที่เป็นคดีซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลได้-ผลเสียของพรรคการเมืองใดๆ ด้วยซ้ำ ขณะที่คดีพระสุพจน์ในยุคก่อนนั้น แนวโน้มออกมาทาง ตายฟรี แต่ ณ ขณะนี้...โอกาสที่จะจับตัวฆาตกรและผู้ว่าจ้างซึ่งอยู่เบื้องหลังการใช้อิทธิพลรุกป่า มีความเป็นไปได้สูงขึ้นเรื่อยๆ การที่ การเมือง ซึ่งเคยครอบงำใช้หน่วยงานแห่งนี้เป็นเครื่องมือได้ค่อยๆ หมดบทบาทลงไป ก็ใช่ว่าจะทำให้ ผลแตกต่างของคดี ในแต่ละกรณี จะต้องเป็นไปในลักษณะตอบสนองการเมืองอีกซีกหนึ่ง หรือ อีกฝ่ายหนึ่งเสมอไป...
----------------------------------------------
ตรงกันข้าม...ถ้าหากความแตกต่างของผลคดีใดๆ ก็ตาม มันนำมาซึ่งความถูกต้อง ยุติธรรม เป็นไปตามข้อเท็จจริง ตามหลักฐาน ข้อพิสูจน์ แล้วไซร้ ไม่ว่าผลดังกล่าวมันจะตกเป็นประโยชน์ของใครต่อใคร ย่อมต้องถือว่าเป็นการ ทำหน้าที่ อันควรค่าแก่การยกย่อง ชื่นชม ดีซะยิ่งกว่าการเอาตัวรอดแบบนิ่มๆ อาศัย มโนนิ่ม โดยไม่ได้คิดที่จะสนใจมโนธรรม ความยุติธรรม อันเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพึงมีต่อราษฎร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนต่อฝ่ายไหนก็แล้วแต่ ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าจะเป็นคดีสั่งไม่ฟ้องทีพีไอ การแสดงออกถึงความพร้อมที่จะไปเป็นพยานให้กับพรรคการเมือง ถ้าหากเป็นไปตามคำสั่งของศาล มันไม่น่าจะถึงขั้นที่ทำให้ใครซึ่งมีใจกว้างพอ มีเหตุมีผลพอ จะต้องไปด่วนตัดสินใจยัดเยียดข้อกล่าวหาให้กับผู้ซึ่งเคยแสดงออกถึงความเสียสละ เคยทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ให้กับชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติที่สังคมทั้งสังคมแทบหาใครเป็นหลักไม่ได้...
--------------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม...ข้อสังเกตและความเป็นห่วงเป็นใยที่ผู้คนจำนวนหนึ่งมีต่อหน่วยงานแห่งนี้ รวมไปถึงตัวอธิบดีดีเอสไอ อย่างเช่น ข้อวิเคราะห์ของ ไทยโพสต์ หน้า 2 ในช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เป็นสิ่งที่น่ารับฟังเป็นอย่างยิ่ง ตราบใดที่ ความเป็นโจร ในสังคมไทยยังไม่ได้หมดไป การบ่อนเซาะ ทำลาย การกัดกร่อน วางยา ต่อบุคคล หรือหน่วยงาน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองนั้น มันคงยังต้องดำเนินต่อไป หรือ ถึงขั้นหันไปจับลูก เมีย เป็นตัวประกัน ก็ยังทำไปแล้ว!!! ผู้ซึ่งมีความมุ่งมั่น เสียสละ ตั้งอกตั้งใจในการทำหน้าที่เพื่อบ้าน เพื่อเมือง ทั้งหลาย จึงควรที่จะต้องอาศัย สติ และ ปัญญา ให้มากๆเข้าไว้ นอกไปจากการทุ่มเทแรงกาย แรงใจแล้ว ยังคงต้องใช้ความสุขุม รอบคอบ อย่างเป็นพิเศษ...เพราะกลุ่มโจร หรือ เครือข่ายโจรก๊กนี้ มันไม่ใช่ธรรมดาๆ แบบโจรในหนังไทย หรือ หนังฮอลลีวู้ด แต่เป็น อภิมหาโจร ที่แม้กระทั่งการจ้างวานคนชาติอื่นมาเล่นงานชาติตัวเองมันยังถึงกับ...ทำไปได้!!! โดยไม่คิดลังเลเอาเลยแม้แต่นิด...
-------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก พอล ดิคสัน (อีกครั้ง)...ความซื่อสัตย์มั่นคงนั้น...เหมือนกับก๊าซออกซิเจน ยิ่งท่านขึ้นไปสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีน้อยเท่านั้น...
------------------------------------------------








